กระดานเสวนานักศึกษาอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ อัลกุรอาน
Pages: 1
อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 16, 2010, 05:40 PM
คำอธิบายประกอบสูเราะฮฺ(R3.)
ซูเราะฮฺ อัลมุลก์ (อำนาจปกครอง)
ชื่อ: ซูเราะฮฺนี้ได้ชื่อมาจาก الملك   (อัล มุลก์) ในอายะฮฺแรก
ระยะเวลาของการประทานซูเราะฮฺ : จากหะดีษที่มีหลักฐานเชื่อถือได้ เราก็ยังไม่ทราบว่าซูเราะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเมื่อใด แต่เนื้อหาสาระและลีลาของซูเราะฮฺนี้ชี้ว่ามันเป็นหนึ่งในบรรดาซูเราะฮฺแรก ๆ ที่ถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺ
เนื้อหาสาระ: ในด้านหนึ่ง ซูเราะฮฺนี้ได้นำคำสอนของอิสลามอย่างย่อ ๆ และในอีกด้านหนึ่งผู้คนที่ใช้ชีวิตโดยไม่ระวังตัวได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลด้วยวิธีการที่ได้ผลมากที่สุด ซูเราะฮฺแรก ๆ ที่ถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺนั้นมักจะนำเสนอคำสอนทั้งหมดของอิสลามและเป้าหมายการปฏิบัติภารกิจของท่านรอซูลุลลอฮฺอย่างย่อ ๆ ทั้งนี้เพื่อที่ผู้คนจะได้ซึมซับรับไปอย่างง่ายดาย นอกจากนั้นแล้ว คำสอนเหล่านี้ก็พุ่งเป้าไปที่การทำให้คนหันมาดำเนินชีวิตอย่างมีสาระ

Reference

อ้างอิง R1. The Noble Qur’an, English Translation of the meanings and commentary.
      Dr.Muhammad Taqi-ud-Din al-Hilali and Dr.Muhammad Muhsin Khan.
      King Fahd Complex for the Printing of the Holy Qur’an. Madinah, K.S.A.

อ้าง อิง R2. อัลกุรอานฉบับแปลภาษาไทย โดย มัรวาน สะมะอุน ฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่ มปป. จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ ส.วงศ์เสงี่ยม กรุงเทพฯ

อ้างอิง R3.ตัฟฮีมุลกุรฺอาน ความหมายคัมภีร์ อัล-กุรอาน อรรถาธิบายโดย เมาลานา ซัยยิด อบุล อลา เมาดูดี แปลโดย บรรจง บินกาซัน ฉบับ
      พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2539 ศูนย์หนังสืออิสลาม กรุงเทพฯ

อ้างอิง R4. พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย ศูนย์กษัตริย์ฟาฮัด เพื่อการพิมพ์อัลกุรอานแห่งนครมาดีนะฮ์

อ้างอิง R5. พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับภาษาไทย โดย นายต่วน สุวรรณศาสน์ (ฮัจยีอิสมาแอล บินฮัจยียะห์ยา) จุฬาราชมนตรี
      มูลนิธิต่วน สุวรรณศาสน์ พิมพ์ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อพระราชทานสถาบันต่าง ๆ ในพระราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ
      พระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐

Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 16, 2010, 05:47 PM
สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 1 – 4


 

คำอ่าน
1. ตะบาเราะกัลละซี บิยะดิฮิลมุลกุ วะฮุวะอะลากุลลิชัยอิน..เกาะดีรฺ
2. อัลละซีเคาะละก็อลเมาตะวัลหะยาตะ ลินับลุวะกุม อัยยุกุม อะหฺสะนุอะมะลา วะฮุวัลอะซีซุลเฆาะฟูรฺ
3. อัลละซีเคาะละเกาะ สับอะสะมาวาติน..ฏิบาก็อม..มาตะรอฟีค็อลกิรฺเราะหฺมานิ มิน..ตะฟาวุต, ฟัรญิอิลบะเศาะเราะฮัลตะรอมิน..ฟุฏูรฺ
4. ษุม..มัรฺญิอิลบะเศาะเราะกัรฺเราะตัยนิ ยัน..เกาะลิบ อิลัยกัลบะเศาะเราะ คอชิเอา..วะฮุวะหะสีรฺ


คำแปล R1.
1. Blessed is He in whose Hand is the dominion, and He is able to do all things.
2. Who has created death and life, that He may test you which of you is best in deed? And He is the All-Mighty, the Oft-Forgiving;
3. Who has created the seven heavens one above another, you can see no fault in the creations of the Most Beneficent. Then look again: "Can you see any rifts?"
4. Then look again and yet again, your sight will return to you in a state of humiliation and worn out.


คำแปล R2.
1. องค์พระผู้ซึ่งอำนาจการปกครองอยู่ในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ทรงเกียรติเลิศเลอยิ่ง และพระองค์ทรงอานุภาพเหนือทุก ๆ สิ่ง
2. พระผู้ทรงบันดาลความตาย และความมีชีวิต(ของพวกเจ้า) เพื่อทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าบ้างที่มีผลงานอันดีงาม และพระองค์ทรงอำนาจยิ่ง ทรงให้อภัยยิ่ง
3. พระผู้ซึ่งบันดาลเจ็ดชั้นฟ้า เจ้าไม่เห็นเลยว่าในการบันดาลขององค์พระผู้ทรงเมตตายิ่งนั้น จะมีความขัดแย้งกันเอง (หากมีระบบต่าง ๆ ที่แน่ชัดและมั่นคง) แล้วเจ้าจงหวนสายตากลับมาพิเคราะห์อีกเถิดว่า เจ้าเห็นความบกพร่องบ้างไหม?
4. หลังจากนั้น จงหวนสายตากลับมาพิเคราะห์อีกสักสองครั้ง แน่นอนสายตา (ของเจ้า)นั้น จะหวนกลับมาอย่างอดสู (เพราะมองความบกพร่องไม่เห็น) และมันมีแต่ความละเหี่ย (เพราะมองหลายครั้งก็ไม่เห็นสิ่งบกพร่อง)

คำแปล R3.
1. มหาจำเริญยิ่ง คือพระองค์ ผู้ซึ่งอาณาจักรแห่งจักรวาลอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ (คำว่า “อาณาจักรอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์” ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ ทรงมีมือเป็นอวัยวะเหมือนอย่างกับมนุษย์ แต่หมายความว่าพระองค์เป็นเจ้าของอำนาจทั้งหมด และไม่มีใครเข้ามามีส่วนในอำนาจนี้เหมือนกับพระองค์)  และพระองค์ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
2. ผู้ทรงสร้างความตายและชีวิตที่พระองค์จะทดสอบสูเจ้า เพื่อดูว่าในหมู่สูเจ้านั้นใครดีที่สุดในด้านการงาน และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจผู้ทรงให้อภัย
3. ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้น ๆ สูเจ้าจะไม่เห็นความผิดพลาดใด ๆ ในการสร้างของพระผู้ทรงกรุณา ลองหันกลับมาดูซิว่า สูเจ้าเห็นช่องโหว่ตรงไหนบ้าง
4. ลองหันกลับมาดูแล้วดูอีกก็ได้ แล้วสิ่งที่สูเจ้าเห็นก็จะทำให้สูเจ้าผิดหวังและท้อแท้

คำแปล R4.
1. ความเจริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
2. พระผู้ทรงให้มีความตายและให้มีความเป็น เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงให้อภัยเสมอ
3. พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้น ๆ เจ้าจะไม่เห็นแต่อย่างใดในความไม่ได้สัดส่วนในการสร้างของพระผู้ทรงกรุณา ปรานี ดังนั้นเจ้าจงหันกลับมามองดูซิ เจ้าเห็นรอยร้าวหรือช่องโหว่บ้างไหม?
4. แล้วจงหันกลับมามองอีกเป็นครั้งที่สอง สายตานั้นก็จะกลับมายังเจ้าด้วยการยอมจำนนและในสภาพที่ละเหี่ย


คำแปล R5.
๑. ทรงเลิศเลอยิ่งนัก องค์พระผู้ซึ่งสิทธิปกครองทั้งโลกนี้และโลกหน้า อยู่ในอำนาจของพระองค์ และพระองค์ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง
๒. ซึ่งพระองค์ทรงบันดาลความตายและความเป็น เพื่อทรงทดสอบพวกเจ้าว่า มีคนใดจากพวกเจ้าบ้างที่มีผลงานอันดีเด่นจริง ๆ และพระองค์ทรงอำนาจยิ่ง ทรงให้อภัยยิ่ง
๓. พระองค์ทรงบันดาลฟ้าทั้งเจ็ดให้เป็นชั้น ๆ เจ้ามองไม่เห็นในการบันดาลของพระผู้ทรงเมตตา ความเหลื่อมล้ำใด ๆ เลย ทุกสิ่งมีความสอดคล้องเป็นไปอย่างมีระบบอันมั่นคง แล้วเจ้าจงกลับสายตามาพิจารณาอีก เจ้าเห็นความบกพร่องใด ๆ บ้างไหม
๔. หลังจากนั้นเจ้าจงกลับสายตามาอีกสองครั้งเพื่อพิจารณา แน่นอนสายตานั้นจะกลับมายังเจ้าอย่างละห้อย และมันมีแต่ความระโหย เพราะจะมองสักกี่ครั้งในสรรพสิ่งต่าง ๆ ก็พบแต่ระบบอันกลมกลืนและมั่นคงหาที่ติมิได้เลย



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 16, 2010, 11:35 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 5 – 7
 

คำอ่าน
5. วะละก็อดซัยยัน..นัสสมา...อัดุนยาบิมะศอบีหะ วะญะอัลนารุญูมัลลิชชะยาฏีน, วะอะอฺตัดนาละฮุม อะซาบัสสะอีรฺ
6. วะลิลละซีนะกะฟะรู บิร็อบบิฮิม อะซาบุญะฮัน..นะมะ วะบิอ์สัลมะศีรฺ
7. อิซา..อุลกูฟีฮาสะมิอูละฮา ชะฮีก็อวฺ..วะฮิยะตะฟูรฺ


คำแปล R1.
5. And indeed We have adorned the nearest heaven with lamps, and we have made such lamps (as) missiles to drive away the Shayatin (devils), and have prepared for them the torment of the blazing Fire.
6. And for those who disbelieve in their Lord (Allah) is the torment of Hell, and worst indeed is that destination.
7. When they are cast therein, they will hear the (terrible) drawing in of its breath as it blazes forth


คำแปล R2.
5. ขอยืนยัน แท้จริงเราได้ประดับท้องฟ้าของโลกนี้ไว้ด้วยกับบรรดาดวงประทีป(ดวงดาว) ต่าง ๆ และเราได้บันดาลให้มัน เป็นเครื่องอัปเปหิหมู่มารทั้งหลาย และเราได้เตรียมไว้สำหรับพวกมันเหล่านั้นด้วยการลงโทษของไฟนรก
6. และสำหรับบรรดาจำพวกไร้ศรัทธาต่อองค์อภิบาลของพวกเขา ย่อมประสบการลงโทษของนรกยะฮันนัม และมันเป็นที่คืนกลับอันชั่วช้าที่สุด
7. เมื่อพวกมันถูกโยนลงไปในนั้น พวกมันก็ได้ยินแต่เสียงอันอัปลักษณ์ โดยที่มันเดือดพล่าน


คำแปล R3.
5. และเราได้ประดับประดาชั้นฟ้าที่ใกล้ที่สุด ด้วยประทีปอันสว่างไสว และได้ทำให้มันเป็นสิ่งขับไล่บรรดาชัยฏอน สำหรับชัยฏอนเหล่านี้ เราได้เตรียมไฟที่ลุกโชนไว้สำหรับมันแล้ว
6. สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธพระผู้อภิบาลของพวกเขานั้น คือการลงโทษแห่งนรก และมันเป็นที่พำนักอันชั่วร้าย
7. เมื่อพวกเขาถูกโยนเข้าไปในนั้น พวกเขาจะได้ยินเสียงคำรามของมัน ขณะที่มันกำลังเดือด


คำแปล R4.
5. และโดยแน่นอนเราได้ประดับท้องฟ้าของโลกนี้ด้วยดวงดาวเป็นแสงประทีป และเราได้ทำให้มันเป็นอาวุธไล่ชัยฏอน และเราได้เตรียมการลงโทษด้วยไฟอันร้อนแรงสำหรับพวกมัน
6. และสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขานั้น คือการลงโทษแห่งนรกญะฮันนัม และมันเป็นทางกลับที่ชั่วช้ายิ่ง
7. เมื่อพวกเขาถูกโยนลงไปในนรกพวกเขาจะได้ยินเสียงของมันครวญครางขณะที่มันกำลังเดือดพล่าน


คำแปล R5.
๕. และขอยืนยันว่าแท้จริง เราได้ประดับฟากฟ้าของโลกนี้ ด้วยกับบรรดาดวงประทีปคือดวงดาวต่าง ๆ และเราได้บันดาลมันให้เป็นเครื่องอัปเปหิบรรดามารร้ายทั้งมวล มิให้ลอยขึ้นไปดักฟังข่าวคราวของชาวฟ้า และเราได้เตรียมโทษทัณฑ์ของไฟนรกแก่พวกเขาไว้แล้ว
๖. และสำหรับจำพวกที่เนรคุณต่อพระผู้ทรงอภิบาลของพวกเขานั้น ต้องได้รับการลงโทษด้วยนรกยะฮันนัม และมันเป็นที่กลับอันชั่วช้ายิ่ง
๗. เมื่อพวกเขาถูกจับโยนเข้าไปในมันที่เรียกว่าแดนทรมาน พวกเขาก็ได้ยินแต่เสียงครวญครางในนั้น ในขณะที่มันเดือดพล่านอยู่ตลอดเวลา



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 16, 2010, 11:42 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 8 – 11

คำอ่าน
8. ตะกาดุตะมัยยะซุมินัลฆ็อยซฺ กุลละมา..อุลกิยะฟีฮาเฟาญุน..สะอะละฮุม เคาะซะนะตุฮา..อะลัมยะอ์ติกุมนะซีรฺ
9. กอลูบะลา ก็อดญา...อะนา นะซีรุน..ฟะกัซซับนา วะกุลนามานัซซะลัลลอฮุมิน..ชัยอ์, อินอัน..ตุม อิลลาฟีเฎาะลาลิน..กะบีรฺ
10. วะกอลูเลากุน..นานัสมะอุ เอานะอฺกิลุ มากุน..นาฟี..อัศหาบิสสะอีรฺ
11. ฟะอฺตะเราะฟูบิซัม..บิฮิม ฟะสุหฺก็อลลิอัศหาบิสสะอีรฺ


คำแปล R1.
8. It almost bursts up with fury. Every time a group is cast therein, its keeper will ask: "Did no Warner come to you?"
9. They will say: "Yes indeed; a Warner did come to us, but we belied him and said: 'Allah never sent down anything (of revelation), you are only in great error.'"
10. And they will say: "Had we but listened or used our intelligence, we would not have been among the dwellers of the blazing Fire!"
11. Then they will confess their sin. So, away with the dwellers of the blazing Fire!


คำแปล R2.
8. (นรกนั้น) มันเกือบจะแตกสลาย เพราะความโกรธอันรุนแรงของมัน ทุก ๆ ครั้งที่มีกลุ่มคน(ชาวกาฟิร) ถูกโยนลงไปในนั้น ผู้เฝ้ามันก็ถามพวกนั้นว่า “ไม่มี(ศาสดา)ผู้ทำการตักเตือนมาหาพวกเจ้าเลยหรือ?”
9. พวกเขาก็ตอบว่า “ถูกแล้ว ผู้ทำการตักเตือนได้มาหาพวกเราจริง แต่เราก็ว่าเขาพูดเท็จและเรากล่าวว่า อัลเลาะฮฺไม่ประทานสิ่งใด ๆ ลงมาเป็นแน่ พวกท่านไม่มีอะไรเลย นอกจากตกอยู่ในความหลงผิดอันยิ่งใหญ่”
10. และพวกเขากล่าว(ต่อ)ว่า “มาตรแม้นพวกเรารับฟัง หรือใช้ปัญญาไตร่ตรอง (คำสอนของศาสนทูต) แน่นอนพวกเราก็จะไม่ต้องมาอยู่ในกลุ่มชาวนรก (เช่นนี้เป็นแน่)
11. ผลที่สุดพวกเขาก็ยอมรับสารภาพความบาปต่าง ๆ ของพวกเขาเอง (ที่ได้กระทำไว้) แท้จริงห่างไกลความเมตตา (ของอัลเลาะฮฺ)เหลือเกิน สำหรับชาวนรก(ทั้งมวล)


คำแปล R3.
8. เหมือนกับการระเบิดด้วยความโกรธ ทุกครั้งที่คนพวกหนึ่งถูกโยนลงไปในนั้น ผู้เฝ้ามันจะถามว่า “ไม่มีผู้ตักเตือนยังสูเจ้ากระนั้นหรือ?”
9. พวกเขาจะตอบว่า “มีผู้ตักเตือนมายังเราแล้ว แต่เราได้ปฏิเสธเขาและกล่าวว่า อัลลอฮฺมิได้ส่งสิ่งใดมา พวกท่านต่างหากที่หลงผิดอย่างหนัก”
10. และพวกเขากล่าวอีกว่า “ถ้าพวกเราเพียงแค่ฟังหรือเข้าใจ เราก็จะไม่ต้องมาเป็นชาวนรกเช่นนี้”
11. แล้วพวกเขาได้ยอมรับบาปของพวกเขา ดังนั้นจงเป็นชาวนรกต่อไปเถิด

คำแปล R4.
8. มันแทบจะระเบิดออกไปเพราะความเคียดแค้น ทุกครั้งที่พวกหนึ่งถูกโยนลงไปในมัน ยามเฝ้านรกจะถามพวกเขาว่า มิได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าดอกหรือ
9. พวกเขากล่าวว่า มี ได้มีผู้ตักเตือนมายังเรา แต่พวกเราได้ปฏิเสธ และเรากล่าวอีกว่า อัลลอฮฺมิได้ทรงประทานสิ่งใดลงมาพวกท่านต่างหากที่อยู่ในการหลงผิดอย่างมาก
10. และพวกเขากล่าวอีกว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใคร่ครวญ พวกเราก็จะมิได้มาอยู่เป็นชาวนรกอย่างนี้ดอก
11. พวกเขายอมสารภาพในความผิดของพวกเขา แต่มันห่างไกลไปเสียแล้วสำหรับชาวนรก


คำแปล R5.
๘. นรกมันเกือบจะแตกสลายเพราะความโมโห ทุกครั้งที่กลุ่มหนึ่งถูกจับโยนเข้าไปในนั้น เจ้าหน้าที่ประจำมันก็ถามพวกเขาว่า เมื่อครั้งพวกเจ้าอยู่ในโลกนั้น ไม่มีผู้ตักเตือนมาสู่พวกเจ้าดอกหรือ
๙. คนกลุ่มนั้นก็ตอบว่า ถูกแล้วศาสดาผู้ตักเตือนได้มาสู่พวกเราจริง แต่พวกเราได้กล่าวหาความเท็จแก่ศาสนทูตผู้นั้น และเราพูดว่า อัลเลาะห์มิได้ประทานสิ่งใด ๆ ลงมาเลย พวกเจ้ามิใช่อื่นใดนอกจากตกอยู่ในความหลงผิดอันยิ่งใหญ่ เพราะไม่ยอมตามคำสอนของศาสนทูตที่ได้มาเตือนพวกเขา
๑๐. และพวกเขากล่าวว่า มาตรแม้นพวกเรายอมรับฟัง หรือเราใช้ปัญญาตริตรอง ในคำเตือนของศาสนทูต แน่นอนพวกเราก็ไม่ต้องมาอยู่ในกลุ่มชาวนรกเป็นแน่
๑๑. จากนั้นพวกเขาก็ยอมรับในการทำบาปของพวกเขา ดังนั้นจึงห่างไกลความเมตตาของอัลเลาะห์อย่างยิ่งสำหรับชาวนรกทั้งมวล



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 05:39 AM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 12 – 15

คำอ่าน
12. อิน..นัลละซีนะยัคเชานะ ร็อบบะฮุม..บิลฆ็อยบิ ละฮุม..มัฆฟิเราะตู..วะอัจญรุน..กะบีรฺ
13. วะอะสิรฺรูก็อวละกุม อะวิจญฮะรูบิฮี..อิน..นะฮู อะลีมุม..บิซาติศศุดูรฺ
14. อะลายะอฺละมุมันเคาะละเกาะ วะฮุวัลละฏีฟุลเคาะบีรฺ
15. ฮุวัลละซีญะอะละ ละกุมุลอัรเฎาะซะลูลัน..ฟัมชูฟีมะนากิบิฮา วะกุลูมิรฺริซกิฮี วะอิลัยฮิน..นูชูรฺ


คำแปล R1.
12. Verily! Those who fear their Lord unseen (i.e. they do not see Him, or His punishment in the Hereafter, etc.), theirs will be forgiveness and a great reward (i.e. Paradise).
13. And keep your talk secret or disclose it, Verily, He is the All-Knower of what is in the breasts (of men).
14. Should not He who has created know? And He is the Most kind and Courteous (to his slaves) the Well3Acquainted (with everything).
15. He it is, Who has made the earth subservient to you (i.e. easy for you to walk, to live and to do agriculture on it, etc.), so walk in the path thereof and eat of His provision, and to Him will be the Resurrection.


คำแปล R2.
12. แท้จริงบรรดามวลผู้ยำกลัวองค์อภิบาลของพวกเขาในสภาพเร้นลับ (ไม่มีผู้ใดเห็น) พวกเขาย่อมได้รับการอภัย และรางวัลอันยิ่งใหญ่ (จากอัลเลาะฮฺ)
13. และพวกเจ้าจงปิดคำพูดของเจ้าไว้เป็นความลับเถิด หรือพวกเจ้าจงเปิดเผยคำพูดนั้น (ออกมาให้ชัดเจนก็ตาม) แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งนัก ในสิ่งที่มีอยู่ในหัวอก (ของพวกเจ้า)ทั้งหลาย
14. อันผู้ทรงบันดาล (ทุกสิ่งทุกอย่างมา) จะไม่รู้ (ถึงสิ่งนั้น ๆ)หรือ? และพระองค์ทรงอ่อนโยนยิ่ง ทรงตระหนักยิ่ง
15. พระองค์ทรงบันดาลแผ่นดินให้ยอมถ่อมตน (เพื่อยังประโยชน์แก่พวกเจ้า) ดังนั้นพวกเจ้าจงเดินไปเถิดในทั่วทุกทิศของมัน และจงบริโภคเถิดจากโชคปัจจัยของมัน และ (พวกเจ้าจะถูก) ให้ฟื้นขึ้นสู่พระองค์ (เพื่อรอการสอบสวนของพระองค์)


คำแปล R3.
12. บรรดาผู้เกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยที่มองไม่เห็นนั้น สำหรับพวกเขาคือการให้อภัยและรางวัลตอบแทนอันใหญ่หลวง
13. และไม่ว่าสูเจ้าจะปิดบังคำพูดของสูเจ้าหรือพูดออกมาดัง ๆ (มันก็เหมือนกันสำหรับอัลลอฮฺ) พระองค์ทรงรู้ความลับที่อยู่ในหัวอกของสูเจ้า
14. ผู้ทรงสร้างจะไม่รู้กระนั้นหรือ? พระองค์เป็นผู้รู้อย่างถี่ถ้วนและทรงรอบรู้
15. พระองค์คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นประโยชน์สำหรับสูเจ้า ดังนั้นจงเดินไปตามขอบเขตของมันและจงกินสิ่งที่อัลลอฮฺทรงจัดเตรียมไว้ให้ และยังพระองค์ที่สูเจ้าจะต้องฟื้นคืนชีพขึ้นมา


คำแปล R4.
12. แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเขาโดยทางลับ สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง
13. และพวกเจ้าจงปิดบังคำพูดของพวกเจ้าหรือเปิดเผยมันก็ตาม แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก
14. พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง
15. พระองค์คือผู้ทรงทำแผ่นดินนี้ให้ราบเรียบสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นจงสัญจรไปตามขอบเขตของมันและจงบริโภคจากปัจจัยยังชีพของพระองค์ และยังพระองค์เท่านั้นการฟื้นคืนชีพ

คำแปล R5.
๑๒. แท้จริงบรรดาผู้เกรงกลัวพระผู้ทรงอภิบาลของพวกเขาในที่ลับ ที่ไม่มีใครมองเห็น แน่นอนพวกเขาย่อมได้รับการอภัยและรางวัลอันยิ่งใหญ่ จากอัลเลาะห์
๑๓. และพวกเจ้าจงพูดค่อยหรือพวกเจ้าจงพูดดัง ตามใจปรารถนาของพวกเจ้าเถิด เพราะจะพูดค่อยพูดดัง อัลเลาะห์ก็ทรงรอบรู้ทั้งสิ้น เพราะแท้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งนักต่อสิ่งที่มีอยู่ในหัวอก จะเป็นความเร้นลับสักปานใดก็ตาม
๑๔. อัลเลาะห์ผู้ทรงบันดาลสิ่งต่าง ๆ นั้นจะไม่รู้ในสิ่งเหล่านั้นหรือ เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะไม่รู้ และพระองค์ทรงห่วงใยอีกทั้งทรงตระหนักยิ่ง
๑๕. พระองค์ทรงบันดาลแผ่นดินให้น้อมนบเป็นประโยชน์สำหรับพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเดินไปในมุมต่าง ๆ ของมันเถิด เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปและพวกเจ้าจงบริโภคจากโชคผลของพระองค์ ที่ได้ทรงประทานให้และสู่พระองค์เท่านั้น การฟื้นขึ้นมาจากสุสานเพื่อรอรับการพิพากษาและตอบแทนตามโทษานุโทษที่ได้กระทำล่วงพ้นไปแล้ว


Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 08:46 AM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 16 – 18

คำอ่าน
16. อะอะมิน..ตุม..มัน..ฟิสสะมา...อิ อัย..ยัคสิฟะ บิกุมุลอัรฺเฎาะ ฟะอิซาฮิยะตะมูรฺ
17. อัมอะมิน..ตุม..มัน..ฟิสสะมา..อิ อัย..ยุรฺสิละอะลัยกุมหาศิบา, ฟะสะตะอฺละมูนะกัยฟะ นะซีรฺ
18. วะละก็อด กัซซะบัลละซีนะมิน..ก็อบลิฮิม ฟะกัยฟะกานะ นะกีรฺ


คำแปล R1.
16. Do you feel secure that He, who is over the heaven (Allah), will not cause the earth to sink with you, and then it should quake?
17. Or do you feel secure that He, Who is over the heaven (Allah), will not send against you a violent whirlwind? Then you shall know how (terrible) has been My Warning?
18. And indeed those before them denied (the Messengers of Allah), then how terrible was My denial (punishment)?


คำแปล R2.
16. พวกเจ้า (คิดว่า) รอดพ้น (ไปจากการลงโทษของมลาอิกะฮฺ) ผู้อยู่ในชั้นฟ้า ที่จะทำให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าลงไป แล้วมัน (แผ่นดิน) ก็สั่นสะท้านอย่างนั้นหรือ?
17. หรือว่าพวกเจ้า (คิดว่า) ปลอดภัย (จากการลงโทษของมลาอิกะฮฺ) ผู้อยู่ในชั้นฟ้า ที่จะส่งลมหอบฝนหินลงมาทับถมเหนือพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็จะได้รู้ว่า คำเตือนของข้านั้นเป็นอย่างไร?
18. ขอยืนยัน แท้จริงบรรดาคนในยุคก่อนพวกเขาก็เคยว่า (ศาสนทูต) เป็นผู้กล่าวเท็จ (มาก่อนแล้วเหมือนกัน) แล้วการคัดค้านของข้าเหนือ(พฤติการณ์ของ) พวกเขา (ด้วยการลงโทษต่าง ๆ นานา) เป็นอย่างไรบ้างเล่า


คำแปล R3.
16. สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้อยู่ในชั้นฟ้าจะไม่ทำให้สูเจ้าถูกสูบจมลงไปใต้ดิน และแผ่นดินจะเริ่มสั่นสะเทือนในทันทีกระนั้นหรือ
17. สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้อยู่ในชั้นฟ้าจะไม่ส่งพายุที่นำก้อนหินมากระหน่ำใส่สูเจ้ากระนั้นหรือ แล้วสูเจ้าจะได้รู้ว่าการเตือนของฉันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
18. และบรรดาผู้คนก่อนหน้าพวกเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน ดังนั้นจงดูว่าการลงโทษของฉันเป็นเช่นใด


คำแปล R4.
16. พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้าจะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว
17. หรือว่าพวกเจ้าจะปลอดภัยจากการที่พระผู้ทรงสถิตอยู่ ณ ฟากฟ้า จะทรงส่งลมหอบก้อนกรวดให้กระหน่ำมายัง พวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าการตักเตือนของข้าเป็นเช่นใด?
18. และโดยแน่นอน บรรดา (หมู่ชน) ก่อนหน้าพวกเขาได้ปฏิเสธมาก่อนแล้ว ดังนั้นการปฏิเสธคำเตือนของข้ามีผลเป็นอย่างไร?


คำแปล R5.
๑๖. พวกเจ้าคิดว่าปลอดภัยไปจากพระผู้ทรงอำนาจแห่งฟากฟ้าหรือ หากพระองค์ทรงบันดาลให้ธรณีสูบพวกเจ้า เช่นที่กอรูนเคยประสบมาแล้วในยุคของศาสดามูซา พลันแผ่นดินมันก็ขยับตัวกลืนพวกเจ้าไว้จนหมดสิ้น
๑๗. หรือว่าพวกเจ้าปลอดภัยไปจากพระผู้ทรงอำนาจแห่งฟากฟ้า หากพระองค์ทรงหลั่งฝนหินให้พัดกระหน่ำลงมาบนพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็จะได้รู้ว่า คำเตือนของข้าเป็นอย่างไร
๑๘. และขอยืนยันว่า แท้จริงบรรดาคนในยุคสมัยก่อน พวกเขาก็ได้เคยใส่ความเท็จแก่ศาสนทูตในยุคของตน แล้วเป็นอย่างไรบ้างเล่า การคัดค้านของข้าที่มีต่อพวกเขาเหล่านั้น ด้วยการลงโทษในรูปแบบต่าง ๆ แก่พวกเขา



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 05:58 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 19 - 21

คำอ่าน
19. อะวะลัมยะร็อว อิลัฏฏ็อยริ เฟาเกาะฮุม ศอฟ...ฟาติว..วะยักบิฎนฺ มายุมสิกุฮุน..นะอิลลัรฺเราะหฺมาน อิน..นะฮูบิกุลลิชัยอิม..บะชีรฺ
20. อัม..มันฮาซัลละซีฮุวะญุน..ดุลละกุม ยัน..ศุรุกุม..มิน..ดูนิรฺเราะหฺมาน อินิลกาฟิรูนะ อิลลาฟีเฆาะรูรฺ
21. อัม..มันฮาซัลละซี ยัรซุกุกุม อินอัมสะกะริซฺเกาะฮฺ, บัลลัจญู ฟีอุตูวิว..วะนุฟูรฺ


คำแปล R1.
19. Do they not see the birds above them, spreading out their wings and folding them in? None upholds them except the Most Gracious (Allah). Verily, He is the All-Seer of everything.
20. Who is He besides the Most Gracious that can be an army to you to help you? The disbelievers are in nothing but delusion.
21. Who is He that can provide for you if He should withhold His provision? Nay, but they continue to be in pride, and (they) flee (from the truth).


คำแปล R2.
19. และพวกเขาไม่สังเกตไปที่นกซึ่ง (บินฉวัดเฉวียน)อยู่เหนือพวกเขาหรือ? มันกางปีกออกและมันหุบปีกเข้า (แล้วมันก็สามารถบินหรือร่อนได้อย่างสวยงาม) ไม่(มีผู้ใด)ยึด(มิให้ตกลงมาหรอก) นอกจากองค์พระผู้ทรงเมตตาเท่านั้น แท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นทุก ๆ สิ่งเป็นอย่างยิ่ง
20. ใครหรือที่เป็นไพร่พลของพวกเจ้าที่คอยช่วยเหลือพวกเจ้า นอกจากพระผู้ทรงเมตตา พวกไร้สาระ ไม่มีอะไรเลย นอกจากตกอยู่ในความหลอกลวง (ของมารร้าย)
21. ใครหรือที่จะให้โชคปัจจัยแก่พวกเจ้า หากว่า อัลเลาะฮฺทรงยึดกุมมันไว้ (ไม่ทรงประทาน)? ทว่า หากเขาล้วนแต่ยืนยงอยู่ในความทระนง และความหน่ายแหนง (ไม่ยอมรับหลักสัจธรรม)


คำแปล R3.
19. พวกเขาไม่ได้ดูนกเหนือพวกเขาที่กางปีกและหุบปีกของมันกระนั้นหรือ? ไม่มีใครพยุงพวกมันไว้นอกจากผู้ทรงกรุณา แท้จริงพระองค์ทรงเฝ้ามองทุกสิ่ง
20. หรือว่ากองทัพอะไรของสูเจ้าที่สามารถช่วยสูเจ้าจากพระผู้ทรงกรุณา ความจริงแล้ว บรรดาผู้ปฏิเสธนั้นล้วนหลงอยู่ในการหลอกลวงชัด ๆ
21. หรือผู้ใดที่จะจัดหาปัจจัยยังชีพแก่สูเจ้า ถ้าหากพระองค์ทรงยับยั้งปัจจัยของพระองค์? ความจริงแล้วคนเหล่านี้ล้วนดึงดันอยู่ในความโอหังและการหลงออกไปจากสัจธรรม


คำแปล R4.
19. พวกเขามิได้มองไปดูนกที่ (บิน) อยู่เบื้องบนพวกเขาดอกหรือ? มันกางปีกและหุบปีก (ของมัน) ไม่มีผู้ใดจะไปดึงมันไว้ได้นอกจากพระผู้ทรงกรุณาปรานี แท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
20. หรือผู้ใดเล่า ซึ่งเขาเป็นพลพรรคของพวกเจ้าที่จะช่วยเหลือพวกเจ้าอื่นจากพระผู้ทรงกรุณา ปรานี? พวกปฏิเสธศรัทธานั้นมิใช่อื่นใดเลยนอกจากในการหลอกลวงเท่านั้น
21. หรือผู้ใดเล่าซึ่งเขาจะให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า หากพระองค์ทรงระงับปัจจัยยังชีพของพระองค์ไว้ แต่ว่าพวกเจ้าดื้อรั้นอยู่ในความหยิ่งยโส และห่างไกลจากความจริง


คำแปล R5.
๑๙. พวกเขาไม่มองไปยังนกที่กางและห่อปีกบินและที่ร่อนอยู่ในอากาศเบื้องบนของพวกเขาดกหรือ ไม่มีใครยึดพวกมันไว้มิให้ร่วงตกลงมาถึงพื้นได้เลย นอกจากพระผู้ทรงเมตตาเท่านั้น แท้จริงพระองค์ทรงมองเห็นทุก ๆ สิ่งเสมอ
๒๐. คนผู้นี้หรือ ที่เขาเป็นผู้ช่วยของพวกเจ้า ที่คอยช่วยเหลือพวกเจ้า นอกเหนือจากพระผู้ทรงเมตตา ความจริงเขาไม่อาจช่วยเหลือใด ๆ แก่พวกเจ้าได้เลย บรรดาจำพวกไร้ศรัทธานั้น มิใช่อื่นใดเลยนอกจากตกอยู่ในสภาพถูกหลอกหลอนโดยมารร้าย เพราะพวกเขายังไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใด ๆ จึงผวากลัวอยู่ตลอดเวลา
๒๑. คนผู้นี้หรือที่ให้โชคผลแก่พวกเจ้าได้หากพระองค์อัลเลาะห์ทรงยึดกุมโชคผลของเขาไว้ไม่ประทานลงมา ทว่าพวกเขายืนยงอยู่ในความยโสและหน่ายหนีจากสัจธรรม



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 06:08 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 22 - 24

คำอ่าน
22. อะฟะมัย..ยัมชี มุกิบบันอะลาวัจญฮิฮี อะฮฺดา..อัม..มัย..ยัมชีสะวียันอะลาศิรอฏิม..มุสตะกีม
23. กุลฮุวัลละซี..อัน..ชะอะกุม วะญะอะละ ละกุมุสสัมอะ วัลอับศอเราะวัลอัฟอิดะฮฺ เกาะลีลัม..มาตัชกุรูน
24. กุลฮุวัลละซี ซะเราะอะกุม ฟิลอัรฎิ วะอิลัยฮิ ตุหฺชะรูน


คำแปล R1.
22. Is he who walks prone (without seeing) on his face, more rightly guided, or he who (sees and) walks on a straight way (i.e. Islamic Monotheism).
23. Say: “It is He Who has created you, and endowed you with hearing (ears), and seeing (eyes), and hearts. Little thanks you give.
24. Say: "It is He Who has created you from the earth, and to Him shall you be gathered (in the Hereafter)."


คำแปล R2.
22. แล้วผู้ที่เดินคว่ำหน้าของเขา (อย่างไม่สนใจสิ่งใด) จะอยู่ในทางชี้นำกระนั้นหรือ หรือว่าผู้ที่เดินอย่างตรงแน่วบนหนทางอันเที่ยงตรง (จะอยู่ในทางชี้นำ)
23. จงประกาศเถิด พระองค์ทรงบังเกิดพวกเจ้ามา และทรงบันดาลหู, ตา, และจิตใจแก่พวกเจ้า แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้ากตัญญู
24. จงประกาศเถิด พระองค์ทรงแยกย้ายพวกเจ้าในแผ่นดิน (ให้อยู่กัน ณ ภูมิภาคต่าง ๆ ) และพวกเจ้าจะต้องถูกรวบรวมกลับไปยังพระองค์


คำแปล R3.
22. จงพิจารณาดูว่าคนที่เดินก้มหน้าไม่มองอะไร จะเป็นผู้อยู่ในหนทางที่ถูกต้องกว่า หรือผู้ที่เดินตัวตรงอยู่บนหนทางที่ราบรื่น?
23. จงบอกพวกเขาเถิดว่า “อัลลอฮคือผู้ทรงสร้างสูเจ้าและทรงทำให้สูเจ้ามีความสามารถได้ยินและเห็น และประทานหัวใจแก่สูเจ้าเพื่อคิดและทำความเข้าใจ แต่น้อยนักที่สูเจ้าจะขอบคุณ
24. จงบอกพวกเขาเถิดว่า อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงแพร่ขยายสูเจ้าไปในแผ่นดินและสูเจ้าจะถูกรวบรวมเข้าด้วยกันกลับไปยังพระองค์


คำแปล R4.
22. ผู้ที่เดินคว่ำคะมำบนใบหน้าของเขาจะเป็นผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องกว่า หรือว่าผู้ที่เดินตัวตรงอยู่บนแนวทางที่เที่ยงตรง
23. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คือผู้ทรงบังเกิดพวกเจ้า และทรงทำให้พวกเจ้ามีหู มีตา และมีหัวใจ ส่วนน้อยเหลือเกินที่พวกเจ้าจะขอบคุณ
24. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์เป็นผู้ทรงแพร่เผ่าพันธ์ของพวกเจ้าในแผ่นดินและพวกเจ้าจะถูกรวบรวมให้กลับไปหาพระองค์


คำแปล R5.
๒๒. แล้วผู้ที่เดินในอาการคว่ำหน้า จะได้รับการชี้นำมากกว่า หรือผู้ที่เดินในอาการตัวตรงอยู่บนแนวทางอันเที่ยงตรง จะได้รับการชี้นำกว่า เปรียบเหมือนพวกกาฟิรกับกลุ่มชนมุสลิม ซึ่งได้รับการชี้นำโดยแท้จริง
๒๓. โอ้มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิดว่า พระองค์อัลเลาะห์ผู้ทรงให้พวกเจ้าบังเกิดมาและทรงประทาน หู ตาและจิตใจแก่พวกเจ้า เพื่อได้ใช้มันไปในการตริตรองแสวงหาสัจธรรม ความศรัทธาในพระองค์ และเพื่อสร้างสรรค์สังคมโดยแท้จริง แต่ก็มีน้อยเหลือเกินที่พวกเจ้ากตัญญู
๒๔. โอ้มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิด พระองค์ทรงให้พวกเจ้าแพร่ขยายธรรมชาติพันธุ์มนุษยชาติ เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เต็มในหน้าแผ่นดิน และสู่พระองค์เป็นการเฉพาะที่พวกเจ้าจะถูกรวมตัวไป




Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 06:16 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 25 – 27

คำอ่าน
25. วะยะกูลูนะ มะตาฮาซัลวะอฺดุ อิน..กุน..ตุม ศอดิกีน
26. กุลอิน..นะมัลอิลมุ อิน..ดัลลอฮิ วะอิน..นะมา..อะนะ นะซีรุม..มุบีน
27. ฟะลัม..มาเราะเอาฮุ ซุลฟะดัน..สี..อัตวุญูฮุลละซีนะกะฟะรู วะกีละฮาซัลละซี กุน..ตุม..บิฮีตัดดะอูน


คำแปล R1.
25. They say: "When will this promise (i.e. the Day of Resurrection) come to pass? If you are telling the truth."
26. Say (O Muhammad): "The knowledge (of its exact time) is with Allah only, and I am only a plain Warner."
27. But when they will see it (the torment on the Day of Resurrection) approaching, the faces of those who disbelieve will change and turn black with sadness and in grief and it will be said (to them): "This is (the promise) which you were calling for!"


คำแปล R2.
25. และพวกเขากล่าวว่า “เมื่อใดเล่าสัญญา(แห่งวันกิยามะฮฺ)นี้(จึงจะมาปรากฏ)หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง”
26. จงประกาศเถิด “อันที่จริงความรู้(เกี่ยวกับเรื่องนั้น)อยู่ที่อัลเลาะฮฺ และส่วนฉันเองเป็นเพียงผู้ตักเตือนอันแจ้งชัดเท่านั้น (หาได้ทราบกำหนดของวันกิยามะฮฺไม่)”
27. ครั้นเมื่อพวกเขาได้มองเห็นวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ใบหน้าของบรรดาจำพวกไร้ศรัทธาก็จะหมองคล้ำ (ไปด้วยความทุกข์ระทม) และมีผู้ประกาศ (แก่พวกเขาว่า) “สิ่งนี้แหละที่พวกเจ้าได้เคยเรียกร้อง(ให้เกิดขึ้นอย่างประชดประชัน)


คำแปล R3.
25. พวกเขากล่าวว่า “เมื่อใดที่สัญญานี้จะเป็นจริงถ้าหากสิ่งที่ท่านพูดเป็นความจริง?”
26. จงบอกพวกเขาว่า “ความรู้เรื่องนี้อยู่ที่อัลลอฮฺ ฉันเป็นเพียงผู้ตักเตือนที่เห็นได้ชัดเจนเท่านั้น”
27. ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นมันใกล้เข้ามา ใบหน้าของบรรดาผู้ปฏิเสธก็จะบิดเบี้ยว และตอนนั้นก็จะมีเสียงกล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่สูเจ้าร้องขออยู่ไง”


คำแปล R4.
25. และพวกเขากล่าวว่า เมื่อใดเล่าสัญญานี้จะเกิดขึ้น หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง
26. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ความรู้ในเรื่องนั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ ความจริงฉันเป็นเพียงผู้ตักเตือนอันแจ่มแจ้งเท่านั้น
27. ต่อเมื่อพวกเขาเห็นมัน (การลงโทษ) ใกล้เข้ามาแล้ว ใบหน้าของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็จะหม่นหมอง และจะมีเสียงกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าร้องขอ (ในโลกดุนยา)


คำแปล R5.
๒๕. และพวกเขาชาวเนรคุณผู้ไร้ศรัทธากล่าวเย้ยหยัน ประชด และล้อเลียนว่า เมื่อใดหนอสัญญาการสิ้นโลกและการลงโทษตามที่ท่านได้ประกาศนี้ จึงจะอุบัติขึ้นเสียที หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง
๒๖. โอ้ มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิด อันความรอบรู้โดยเฉพาะในเรื่องของการอวสานแห่งโลกและการลงโทษนั้น อยู่ที่อัลเลาะห์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ ส่วนตัวฉันนี้ ก็ทำหน้าที่เพียงผู้ตักเตือนอันชัดแจ้งเท่านั้น
๒๗. ครั้นเมื่อพวกเขาได้มองเห็นมัน (การลงโทษของวันปรภพ)อยู่ใกล้ บรรดาใบหน้าของชาวเนรคุณก็หมองคล้ำด้วยความทุกข์ตรมและหวาดหวั่น และมีผู้กล่าวแก่พวกเขาว่า นี้คือสิ่งที่พวกเจ้าเคยถูกสัญญาไว้ตั้งแต่ครั้งอยู่ในสากลโลก มันได้อุบัติขึ้นจริงตามสัญญาแล้วทุกประการ



Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 17, 2010, 11:50 PM

สูเราะฮฺ อัลมุลกฺ อายะฮฺที่ 28 – 30

คำอ่าน

28.กุลอะเราะอัยตุม อินอะฮฺละกะนิยัลลอฮุ  วะมัม..มะอิยะเอาเราะหิมะนา ฟะมัย..ยุญีรุลกาฟิรีนะ มินอะซาบินอะลีม
29.กุลฮุวัรฺเราะหฺมานุ อามัน..นาบิฮี วะอะลัยฮิตะวักกัลนา ฟะสะตะอฺละมูนะ มันฮุวะฟีเฎาะลาลิม..มุบีน
30.กุลอะเราะอัยตุม อินอัศบะหะมา...อุกุมฆ็อวฺรอน..ฟะมัย..ยะอ์ตีกุม..บิมา...อิม..มะอีน


คำแปล R1.
28. Say (O Muhammad): "Tell Me! If Allah destroys me, and those with me, or He bestows his Mercy on us, - who can save the disbelievers from a painful torment?"
29. Say: "He is the Most Gracious (Allah), and in Him we believe, and in Him we put our trust. So you will come to know who is it that is in manifest error."
30. Say (O Muhammad): "Tell Me! If (all) your water was to be sunk away, who then can supply you with flowing (spring) water?"

คำแปล R2.
28. จงประกาศเถิด “พวกท่านเห็นประการใด? หากอัลเลาะฮฺได้ทำลายล้างฉัน และผู้ที่อยู่ร่วมกับฉัน หรือพระองค์ทรงเมตตาฉัน แล้ว(จะมี)ใครเล่าที่คุ้มครองบรรดาจำพวกไร้ศรัทธา(ให้พ้นไป)จากโทษทัณฑ์อันทรมานที่สุด
29. จงประกาศเถิด “พระองค์ทรงความเมตตายิ่ง พวกเราศรัทธาในพระองค์และพวกเรามอบหมายต่อพระองค์โดยเฉพาะ แล้วพวกท่านก็จะได้รู้ในภายภาคหน้า ว่า ใครบ้างที่ตกอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง”
30. จงประกาศเถิด “พวกท่านเห็นประการใด? หากน้ำของพวกท่านได้เหือดหาย (ถูกซึมไว้ในแผ่นดินจนไม่เหลืออยู่ในลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ )แล้ว(จะมี)ใครอีกเล่า ที่จะนำน้ำอันอุดมสมบูรณ์มาให้พวกเจ้า?”


คำแปล R3.
28. จงบอกพวกเขาว่า “พวกท่านเคยพิจารณาบ้างหรือไม่ว่า ถึงแม้อัลลอฮฺจะทำลายฉันและบรรดาผู้ที่อยู่กับฉัน หรือจะประทานความเมตตาแก่เรา แล้วใครจะช่วยเหลือบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านี้ให้พ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวดได้?”
29. จงบอกพวกเขาเถิดว่า “พระผู้ทรงกรุณา เราศรัทธาในพระองค์และเรามอบหมายต่อพระองค์ ในไม่ช้าพวกท่านจะได้รู้ว่าใคร ที่อยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง
30. จงบอกพวกเขาเถิดว่า “พวกท่านเคยพิจารณาบ้างหรือไม่ว่า ถ้าน้ำในบ่อน้ำของท่านจะซึมหายไปในแผ่นดิน ใครเล่าที่จะนำน้ำที่ไหลท้นกลับมาให้ท่านอีก?”


คำแปล R4.
28. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านจะบอกฉันซิว่า หากอัลลอฮฺจะทรงทำลายฉันและผู้ที่อยู่ร่วมกับฉันหรือจะทรงเมตตาแก่พวกเรา ดังนั้นผู้ใดเล่าจะช่วยพวกปฏิเสธศรัทธาให้พ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวด
29. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คือพระผู้ทรงกรุณาปราณี เราศรัทธาต่อพระองค์แล้วเราขอมอบหมายแด่พระองค์แล้วจะได้รู้ว่าใครผู้ใดอยู่ ในการหลงผิดอันชัดแจ้ง
30. จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด พวกท่านจงบอกฉันซิว่า หากแหล่งน้ำของพวกท่านเหือดแห้งลง ดังนั้นผู้ใดเล่าจะนำน้ำที่ท่วมทันมาให้พวกท่าน


คำแปล R5.
๒๘.    โอ้มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิด พวกท่านเห็นเป็นประการใด จงบอกฉันเถิดหากอัลเลาะห์ทรงทำลายล้างฉันและผู้อยู่ฝ่ายฉัน หรือพระองค์ทรงให้ความเมตตาแก่เราก็ตาม แล้วใครเล่าที่จะตุ้มครองเหล่าเนรคุณให้พ้นไปจากโทษทัณฑ์อันทรมานที่สุด ที่จะได้รับจากอัลเลาะห์ เพราะการกระทำอันเลวร้ายของพวกเขาเอง
๒๙.   โอ้มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิด พระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง พวกเราขอศรัทธาในพระองค์ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นพวกเราขอมอบหมาย แล้วพวกท่านจะได้รู้ในโองการต่อไปว่า ใครที่เขาตกอยู่ในความหลงทางอันห่างไกลที่ชัดแจ้ง
๓๐.   โอ้มุฮำมัด เจ้าจงประกาศเถิด พวกท่านเห็นเป็นอย่างไร จงบอกฉันเถิดหากสมมติน้ำของพวกท่านที่มีกระจายอยู่ในหน้าแผ่นดินโดยทั่วไปได้เหือดแห้งไป แล้วใครเล่าที่จะนำมายังพวกเจ้าซึ่งน้ำอันเต็มเปี่ยมล้น


จบสูเราะฮฺที่ 67 อัลมุลกฺ


Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 18, 2010, 06:31 AM
salam

ความประเสริฐของสูเราะฮฺ อัลมุลกฺ


เล่าจากอะบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนะบียฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “สูเราะฮฺหนึ่งจากอัลกุรอาน มีสามสิบอายะฮฺ จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำมันได้ จนกว่าผู้นั้นจะถูกอภัยให้ นั่นคือ ตะบาเราะกัลละซีบิยะดิฮิลมุลกุ”    บันทึกโดยอะบูดาวูดและติรฺมิซียฺ

Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 18, 2010, 09:23 PM


จากอิบนิอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า “มีเศาะหาบะฮฺของท่านนะบียฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บางท่านได้ตั้งกระโจมที่พักของเขาลงบนหลุมศพโดยเขาไม่รู้ และโดยบังเอิญ ณ ที่นั้น มีชายคนหนึ่งกำลังอ่านสูเราะฮฺ ตะบาเราะกัลละซี บิยะดิฮิลมุลกุ จนจบ ต่อมาเศาะหาบะฮฺท่านนั้นได้มาหาท่านนะบียฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ฉันได้ตั้งกระโจมที่พักลงบนหลุมศพแห่งหนึ่ง บังเอิญมีคนคนหนึ่งกำลังอ่านสูเราะฮฺ “ตะบาเราะกะ” จนจบ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า มันเป็นสูเราะฮฺที่จะยับยั้ง เป็นสูเราะฮฺที่จะทำให้หลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของหลุมฝังศพ”   บันทึกโดย ติรฺมิซียฺ

Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: Bangmud Date: เม.ย. 19, 2010, 06:46 AM


เล่าจากญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮฺฮุอันฮุว่า “แท้จริงท่านนะบียฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยนอนจนกว่าจะอ่าน อะลิฟลามมีม ตันซีล และตะบาเราะกัลละซีบิยะดิฮิลมุลกุ”    บันทึกโดย ติรฺมิซียฺ

เสร็จสิ้นการนำเสนอกระทู้นี้เพียงเท่านี้

วัสสลามมุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮิวะบะเราะกาตุฮฺ

Re: อัลกุรอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 67 อัลมุลกฺ) By: NarizaTill^0^ Date: พ.ย. 17, 2011, 01:05 AM
กำลังตามหาความหมายอยู่เลยย...^^

จากhttp://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=49&id=2219

    จากการรายงานโดยท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ  ได้บอกว่า  ท่านนบีมุฮัมมัด   ได้กล่าวเอาไว้ว่า   

  “ใน อัลกุรอ่านนั้นจะมีอยู่ซูเราะฮ์หนึ่งซึ่งมีทั้งหมด 30 อายะฮฺ  โดยที่ซูเราะฮฺนี้จะวิงวอนขอการอภัยโทษให้กับผู้ที่ทำการอ่านซูเราะฮฺนี้   ซึ่งซูเราะฮฺนั้นก็คือ ซูเราะฮฺตะบารอกัล ละซีบิยะดิฮิล มุลก์ หรือ ซูเราะฮฺ    อัล-มุลก์”

(รายงานโดย อัล ติรมีซี 2891, อะบูดาวูด 1400, อิบนฺ มาญะฮฺ 3786)

อัล ติรมีซี ได้กล่าวเอาไว้ว่า รายงานข้างต้นนั้นเป็นฮะดีษฮาซัน ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มของฮะดีษที่ซอเฮี้ยะ โดยเชค อัลอิสลาม อิบนฺ ตัยมียะฮฺ ใน Majmoo’ al-Fataawa, 22/277 และโดยเชค อัล อัลบานี ใน  Saheeh Ibn Maajah, 3053

ซึ่งการอ่านซูเราะฮฺนี้  ผู้ อ่านควรจะทำการอ่านทุกคืน  และปฏิบัติตนตามเงื่อนไขที่ได้ระบุเอาไว้ใน ซูเราะฮฺนี้  อีกทั้งมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวเอาไว้

ได้มีรายงานจากท่าน อับดุลเลาะห์ บิน มัสอูด ได้กล่าวเอาไว้ว่า

ใครก็ตามที่อ่าน ตะบารอกัล ละซีบิยะดิฮิล มุลก์ หรือ ซูเราะฮฺ    อัล-มุลก์ ในทุก ๆ คืน  พระองค์อัลลอฮฺ จะทรงปกป้องเขาให้พ้นจากการทรมานในหลุมฝังศพ ซึ่งในเวลานั้นท่านนบีมุฮัมมัด ได้เคยเรียกชื่อ    ซูเราะฮฺ  นี้ว่า al-maani’ah  ซึ่งแปลว่า การป้องกัน  ซึ่งใครก็ตามที่สามารถท่องซูเราะฮฺนี้ในทุก ๆ คืนได้จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา

(รายงานโดย อัลนาซาอี 6/179 จัดเป็นฮะดีษฮาซัน โดย อัล อัลบานี ใน Saheeh al-Targheeb wa’l-Tarheeb, 1475)

         กลุ่มนักวิชาการใน The Standard Committee ได้กล่าวเอาไว้ว่า โดยพื้นฐานแล้วผู้อ่านซูเราะฮฺนี้จะต้องมีความหวัง  โดยที่เขาจะต้องทำการอ่านซูเราะฮฺนี้เป็นประจำและเชื่อมั่นในสิ่งที่ซูเราะ ฮฺนี้ได้กล่าวเอาไว้  ทำการแสวงหาความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ  เรียนรู้บทเรียนที่ได้กล่าวไว้และปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้ระบุเอาไว้ในซูเราะฮฺนี้  ซึ่งซูเราะฮฺนี้จะได้ช่วยในการวิงวอนขอการอภัยโทษให้แก่เขาในโลกหน้าอาคิ เราะฮฺ  (Fataawa al-Lajnah al-Daa’imah, 4/334, 335)

และพระองค์อัลลอฮ์ นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง

 

ที่มา http://www.islamqa.com/en/ref/26240
อินชาอัลลอฮฺ  มาอ่านกันๆ