ผู้เขียน หัวข้อ: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ  (อ่าน 7369 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ อายะฮ์

  • เพื่อนใหม่ (O_0)
  • *
  • กระทู้: 49
  • Respect: +1
    • ดูรายละเอียด
0


โหลดไฟล์ pdf หนังสือ "การสังกัดมัซฮับสะลัฟทั้ง 4" http://www.upload-thai.com/download.php?id=6a325c7e73d707d843f8040f24083040

โหลดไฟล์แบบ word หนังสือ "การสังกัดมัซฮับสะลัฟทั้ง 4" http://www.upload-thai.com/download.php?id=680ba40c4965922c587a3a1e2dc511e5

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

اَلْحَمْدُ للهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ وَ الصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلىَ سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَعَليَ آلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ ،،، وَبعْدُ ؛

ของท่านอิมาม วะลียุลลอฮ์ อัดดิฮ์ลาวีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ ท่านได้กล่าวว่า

إِنَّ هَذِهِ الْمَذَاهِبَ الأَرْبَعَةَ الْمُدَوَّنَةَ الْمُحَرَّرَةَ قَدِ إجْمَعَتِ الأُمَّةُ أَوْ مَنْ يُعْتَدُّ بِهِ مِنْهَا عَلَى جَوَازِ تَقْلِيْدِهَا إِلَى يَوْمِنَا هَذَا ، وَفِىْ ذَلِكَ مِنَ الْمَصَالِحِ ماَلَا يَخْفَى ، لَا سَيَّمَا فِىْ هَذِهِ الأَيَّامِ الَّتِىْ قَصُرَتْ فِيْهَا الْهِمَمُ جَداً وَأَشْرَبَتِ النُّفُوْسُ الْهَوَى وَأَعْجَبَ كُلُّ ذِىْ رَأْىٍ بِرَأْيِهِ

ความว่า " แท้จริง บรรดามัซฮับทั้งสี่ที่ได้ถูกบันทึกหลักการไว้เรียบร้อยแล้วนั้น ประชาชาติ อิสลามได้ลงมติหรือผู้ที่ถูกนับการลงมติของเขา ได้มีมติเห็นพร้องว่า อนุญาติให้ทำการตักลีดตามบรรดามัซฮับทั้งสี่ได้ จนกระทั้งถึงวันของเรานี้ และในสิ่งดังกล่าว เป็นการรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบรรดายุคสมัยนี้ ซึ่งบรรดาปณิธานความุ่งมั่นได้ถดถอยลงไปอย่างมาก และบรรดาจิตใจได้ดื่มด่ำกับอารมณ์ และทุก ๆ ผู้มีความเห็น ต่างก็อวดว่าความเห็นของเขาดี " ดู หนังสือ อัลอันซอฟ ของอิมามอัดดะฮฺละวีย์ หน้า 53 และหนังสือ อัลหุจญฺตุลบาลิเฆาะฮฺ ของอิมามอัดดะฮฺละวีย์ เล่ม 1 หน้า 123 ตีพิมพ์ที่ อัลค๊อยรียะฮ์

หนังสือ "อัลดุร็อร อัสสะนียะฮ์ ฟีลกุตุบ อันนัจญฺดียะฮ์" ซึ่งเป็นตำราที่อุลามาอฺวะฮาบีย์ ตั้งแต่สมัยของท่านมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ ได้ทำการตอบทัศนะของพวกเขาเกี่ยวกับมัซฮับทั้งสี่ไว้ว่า

وَنَحْنُ أَيْضاً : فِي الفُرُوْعِ، عَلَى مَذْهَبِ الإِمَامِ أَحْمَدَ بْنِ حَنْبَل، وَلاَ نُنْكِرُ عَلىَ مَنْ قَلَّدَ أَحَدَ الأَئِمَّةِ الأَرْبَعَةِ، دُوْنَ غَيْرَهِمْ، لِعَدَمِ ضَبْطِ مَذَاهِبِ الْغَيٍرِ ؛ الرَّافِضَةِ، وَالزَّيْدِيَّةِ، وَالإِمَامِيَّةِ، وَنَحْوِهِمْ ؛ وَلاَ نُقِرُّهُمْ ظَاهِراً عَلَى شَيْءٍ مِنْ مَذَاهِبِهِمِ الفَاسِدَةِ، بَلْ نُجْبِرُهُمْ عَلَى تَقْلِيْدِ أَحَدِ الأَئِمَّةِ الأَرْبَعَةِ

"เช่นเดียวกันในเราข้อปลีกย่อยทางฟิกห์  เรานั้นอยู่มัซฮับอิมามอะห์มัด บิน ฮัมบัล และเราไม่ทำการปฏิเสธต่อผู้ที่ตักลีดอิมามหนึ่งจากบรรดาอิมามทั้งสี่  แต่ไม่ให้ตักลีดอื่นจากพวกเขา  เนื่องจากบรรดามัซฮับอื่นจากทั้งสี่นั้นไม่ได้บันทึกหลักการไว้อย่างเป็นระบบ  เช่นพวกชีอะฮ์อัรรอฟิเฏาะฮ์  ชีอะฮ์อัซซัยดียีะฮ์  ชีอะฮ์อิมามมามียะฮ์ และอื่น ๆ จากพวกเขา  และเราไม่ให้การยอมรับสิ่งใดจากมัซฮับต่าง ๆ ของเขาที่มีหลักการไม่ถูกต้อง  ยิ่งกว่านั้น เรายังบังคับพวกเขาให้ตักลีดตาม(มัซฮับ)หนึ่งจากบรรดาอิมามทั้งสี่" หนังสือ อัรดุร็อร อัสสะนียะฮ์ ฟีอัจญฺวิบะฮ์ อันนัจญฺดียะฮ์ 1/227
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 14, 2012, 08:50 PM โดย al-azhary »
สานุศิษย์

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 06:59 AM »
0
ความสำคัญของนิติศาสตร์อิสลาม

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า  นิติศาสตร์อิสลาม(วิชาฟิกห์)  เป็นหนึ่งจากศาสตร์แขนงต่างๆ  ของอิสลามที่มีความสำคัญและทรงเกียรติเป็นอย่างยิ่งและการบ่งชี้ให้ตระหนักถึงความสำคัญต่อสิ่งดังกล่าว  ก็ถือเพียงพอด้วยคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)  ที่ว่า

“และบรรดาศรัทธาชนทั้งหลายไม่บังควรที่จะออก(ไปสู่สมรภูมิรบ) พร้อมกันทั้งหมด  ดังนั้นไฉนเล่าจึงไม่ให้แต่ละกลุ่มย่อยจากพวกเขาทั้งหมดออกไป(สมรภูมิ) เพื่อ (พวกที่เหลือ)  จะได้ศึกษาให้เข้าใจในเรื่องศาสนาและเพื่อพวกนี้จะได้ชี้แจงแก่พวกพ้องของเขา(ที่ออกไปสมรภูมิ) เมื่อพวกเขากลับมายังพวกตน เพื่อพวกเขาจะได้สังวรตน(ในบัญญัติของอัลเลาะฮ์)” อัตเตาบะฮ์  122

และพระองค์ทรงตรัสว่า “อัลเลาะฮ์ ทรงยืนยันว่า อันที่จริงพระองค์นั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และ(ได้ยืนยันเช่นนั้น) โดยมะลาอิกะฮ์และบรรดาผู้ทรงความรู้ทั้งหลาย โดยยืนยันอยู่กับความเที่ยงธรรม แน่นอนที่สุดไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ผู้ทรงอำนาจยิ่ง  อีกทั้งทรงปรีชายิ่ง”  อาละอิมรอน 18

ท่านอิมาม อัล-ฆอซาลลีย์  กล่าวว่า “ดังนั้น ท่านโปรดพิจารณาว่า  อย่างไรเล่าที่อัลเลาะฮ์ทรงเริ่มกล่าวยืนยันด้วยกับพระองค์เองเป็นอันดับแรก และรองลงมา คือ บรรดามะลาอิกะฮ์  และกล่าวยืนยันอันดับสามด้วยกับบรรดาผู้มีความรู้  เพราะฉะนั้น  ท่านจงตอบรับ  เกียรติภูมิ  ความเลอเลิศ  ความโดดเด่น  และความสลักสำคัญเหล่านี้เถิด”  ดูหนังสือ  เอี๊ยะหฺยาอ์ อุลูมิดดีน  เล่ม 1 หน้า 4

พระองค์ทรงตรัสเช่นกันว่า “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  เมื่อมีผู้กล่าวแก่พวกเขาว่า  “พวกท่านจงขยายที่นั่ง(ของพวกท่านให้กับคนอื่นเข้ามานั่งด้วย) “ดังนั้น  พวกเจ้าก็จงขยาย(ที่นั่งเถิดแล้วอัลเลาะฮ์จักทรงขยายแก่พวกเจ้า(ให้กว้าง ขวาง) และเมื่อมีผู้พูดว่า “พวกท่านจงลุกขึ้นเถิด  แน่นอนอัลเลาะฮ์ทรงยกย่องบรรดาผู้ศรัทธาจากพวกเจ้าและบรรดาผู้ได้รับความรอบ รู้กับหลายฐานันดร  และอัลเลาะฮ์ทรงตระหนักยิ่ง  ในสิ่งที่พวกเจ้าประพฤติ”   อัล-มุญาดะละฮ์  11

ท่าน อัล-บุคคอรีย์  ได้รายงานจากท่านมุอาวิยะฮ์ว่า  ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า “ผู้ใดที่อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ความดีให้แก่เขา  แน่นอน  พระองค์จะทรงให้เขามีความเข้าใจในเรื่องของศาสนา”

ท่าน  อัตติรมีซีย์และท่านอบูดาวูด  ได้รายงานด้วยสายสืบที่ซอฮิหฺ  จากท่านอบี อุมามะฮ์  อัลบาฮิลีย์  ว่า  “ได้ถูกเอ่ยขึ้นแก่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)  เกี่ยวกับบุรุษสองประเภท  คือคนหนึ่งเป็นนักอิบาดะฮ์  และอีกคนหนึ่งเป็นผู้มีความรู้   แล้วท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า  ผู้มีความรู้ย่อมประเสริฐเหนือกว่าผู้ทำอิบาดะฮ์  เปรียบดั่งความประเสริฐของฉันเหนือกว่าผู้ต่ำต้อยจากพวกท่าน  หลังจากนั้น  ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์กล่าวอีกว่า  แท้จริง  อัลเลาะฮ์  มาลาอิกะฮ์ของพระองค์  ผู้ที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดิน  แม้กระทั่งมดที่อยู่ในรังและหมู่ปลาในท้องทะเล  ก็จะประสาทรพรให้แก่ผู้ที่สั่งสอนบรรดามนุษย์ในเรื่องความดีงาม”

ท่านอัล-ค่อฏีบ  อัล-บุฆดาดีย์  ได้กล่าวรายงานจากท่าน  อุมัร บิน อับดุลอะซีซ  ว่า “ผู้ใดที่ปฏิบัติบนพื้นฐานที่ปราศจากความรู้  แน่นอน  ความเสียหายย่อมมากกว่าประโยชน์”  ดู  หนังสือ  อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัล-มุตะฟักกิฮ์  เล่ม 1 หน้า  109
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:04 AM »
0
ความต้องการยังนิติศาสตร์อิสลาม

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  บรรดามนุษย์นั้น  จะไม่ต้องการสิ่งใดที่เราจะเปรียบเหมือนเทียบเท่ากับความต้องการไปยัง นิติศาสตร์อิสลาม  เนื่องจากว่ามันมีบทบาทและสัมผัสกับทุกแง่มุมต่างๆ  ในการดำเนินชีวิต  ด้วยเหตุนี้   นักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามจึงมีตำแหน่งที่สำคัญและฐานันดรที่สูงส่ง  บรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามระดับแนวหน้า  ได้เอาใจใส่นิติศาสตร์อิสลามก่อนวิชาหะดิษ  ยิ่งไปกว่านั้น  พวกเขาจะให้ความสำคัญในการรายงานหะดิษของนักปราชญ์นิติศาสตร์  ที่รายงานจากนักปราชญ์นิติศาสตร์  ก่อนการรายงานของนักปราชญ์หะดิษ  ที่รายงานจากนักปราชญ์หะดิษ

ท่านอิมาม  อัรรอมะฮุรมุซีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  อัลมุหัดดิษ  อัลฟาซิล  หน้า 238  ว่า “รายงาน จากท่าน  วะเกี๊ยะอฺ บิน ญัรรอห์  ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอิมาม  อัชชาฟิอีย์  ซึ่งเขาได้กล่าวแก่บรรดาสานุศิษย์ว่า  การรายงานของ  อัล-อะอฺมัช  จาก  อบีวาอิล  จาก  อับดุลลอฮ์(อิบนุมัสอูด)  เป็นที่รักยิ่งสำหรับพวกท่าน  หรือว่า การรายงานของท่าน  ซุฟยาน (อัษเษารีย์)  จาก  มันซูร  จาก  อิบรอฮีม  จาก  อัลก่อมะฮ์  จาก  อับดุลเลาะฮ์(อิบนุมัสอูด) ??”  พวกเรากล่าวตอบว่า “การรายงานของ  อัล-อะมัช  จาก อบีวาอิล  ย่อมใกล้กว่า”  แล้วท่านอัล-วาเกี๊ยะอฺ  กล่าวว่า “อัล-อะมัชคืออาจารย์(นักหะดิษ)  และอบู  วาอิล  ก็คืออาจารย์(นักหะดิษ)  แต่การรายงานของท่าน  ซุฟยาน   จาก  มันซูร  จาก  อิบรอฮีม  จาก  อัลก่อมะฮ์  จาก  ท่านอับดุลเลาะฮ์(อิบนุมัสอูด) นั้น  คือการรายงานของนักปราชญ์นิติศาสตร์  จาก  นักปราชญ์นิติศาสตร์  จาก  นักปราชญ์นิติศาสตร์  จาก  นักปราชญ์นิติศาสตร์”

ดังนั้น  ท่านโปรดจงพิจารณาคำกล่าวของท่าน อัล-วะเกี๊ยะอฺ บิน อัลญัรรอหฺ  ซึ่งท่านถือว่า  สายโซ่จากการรายงานของบรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์ย่อมเหนือกว่าสายโซ่การ รายงานของนักปราชญ์ที่ไม่ชำนาญในด้านนิติศาสตร์  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นนักปราชญ์ในวิชาหะดิษก็ตาม

ส่วนหนึ่งจากความบกพร่องอย่างชัดเจน  ก็คือ  มีผู้คนมากมายที่ทำการอันไร้สาระในเชิงวิชาการ  โดยแอบอ้างชวนเชื่อว่าอยู่ภายใต้เอกลักษณ์  ความโดดเด่นในการเจริญรอยตามและให้ความสำคัญกับซุนนะฮ์  แต่ท่านจะเห็นว่า  เขาผู้นั้นขาดความเข้าใจและปราศจากความรู้ในสภาพที่เขาได้ทำการศึกษาบรรดาตำ ราหะดิษเป็นอันดับแรก  เช่น  หนังสือซอฮิหฺอัลบุคอรีย์  ซอฮิหฺมุสลิม  หรือสุนันอบีดาวูด  หลังจากนั้น  เขาก็ยึดตำราหะดิษมาเป็นข้ออ้างอิงในการฟัตวาไขปัญหาศาสนาและตัดสินฮุกุ่ม ต่างๆ  ออกมา  ทั้งที่ผู้ต่ำต้อยก็ทราบดีว่า  คุณสมบัติของการฟัตวาไขปัญหาศาสนานั้น  ต้องมีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขมากมาย  ซึ่งผู้ใดที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว  ก็ไม่อนุญาตให้เขาทำการฟัตวาและตัดสินฮุกุ่มออกมา

นี้คือ  อิมามของซุนนะฮ์  ท่านอะหฺมัด  บิน หัมบัล  ซึ่งได้มีชายผู้หนึ่งถามท่านว่า “เมื่อมีชายผู้หนึ่งได้ท่องจำหนึ่งแสนหะดิษ  เขาย่อมเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์(ฟิกห์)หรือไม่?”  ท่านอะหฺมัดตอบว่า  “ยังไม่สามารถเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์ได้หรอก” ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า  “แล้วถ้าจำสองแสนหะดิษล่ะ?”  ท่านอะหฺมัดตอบว่า “ก็ยังไม่เป็นหรอก”   ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า “แล้วถ้าสามแสนหะดิษล่ะ?”  ท่านอะหฺมัดตอบว่า “ก็ยังไม่ได้เป็นหรอก”  ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า “แล้วสี่แสนหะดิษล่ะ?”  ดังนั้น  ท่านอะหฺมัดจึงกล่าวด้วยการทำสัญญาณด้วยการเคลื่อนไหวมือ  ซึ่งหมายถึง  อนุญาตให้เขาเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์ได้  หากเขาสามารถท่องจำหะดิษได้เป็นจำนวนมากพร้อมกับรู้ความหมายทางภาษาอาหรับ  รู้ถึงบรรดาหลักมูลฐานของนิติศาสตร์อิสลาม(อุซูลุลฟิกห์) และบรรดาคำกล่าวของปวงปราชญ์ที่อยู่ก่อนจากเขา  ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า  บางทีเขาก็อาจจะมีคุณสมบัติในการฟัตวาไขปัญหาศาสนาแก่ผู้คนทั้งหลายด้วยคำ พูดและการวินิจฉัยของเขาเองได้”  ดู  หนังสือ  เอี๊ยะอฺลาม  อัล-มุวักกิอีน  ของท่าน อิบนุ ก๊อยยิม  เล่ม 1 หน้า 45

ได้ถูกตั้งคำถามกับท่าน อิบนุ  ชากิลา  ผู้เป็นนักปราชญ์ท่านสำคัญของมัซฮับหัมบาลีย์  ว่า “ท่านจดจำบรรดาหะดิษเหล่านั้นหรือไม่?  ท่านอิบนุ  ชากิลา  กล่าวว่า “หากฉันไม่จดจำมัน  แน่นอน  ฉันก็จะทำการฟัตวาด้วยคำพูดของบรรดานักปราชญ์ที่จดจำมันหรือ นักปราชญ์ที่จดจำมากกว่านั้น”   จุดมุ่งหมายก็คือ  ท่านอิบนุ  ชากิลา  ได้ทำการตัดลีดฟัตวาของท่านอิมามอะหฺมัด อิบนุ หัมบัล

ท่านอัซซะฮะบีย์ได้กล่าวถึงท่าน อิบนุ ชักลา  ว่า  “เขาคือเกจิอาจารย์ของบรรดานักปราชญ์มัซฮับหัมบาลี  ซึ่งเขามีอีกนามหนึ่งว่า  อบู  อิสหาก  เขาเป็นผู้นำทางด้านวิชามูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม(อุซูลุลฟิกห์)และข้อปลีก ย่อยของนิติศาสตร์อิสลาม”  ดู  ซิยัร  อะลาม  อันนุบะลาอ์  เล่ม 16 หน้า 292

ท่านอิมามอิบนุวะฮ์บฺ (ร.ฮ.) กล่าวว่า  “มีนักปราชญ์อยู่สี่ท่าน  ที่เราได้เจริญรอยตามเกี่ยวกับวิชาความรู้  มีสองท่านอยู่ที่อียิปต์  และอีกสองท่านอยู่ที่นครมะดีนะฮ์   กล่าวคือ  ท่านอัล-ลัยษ์ บิน สะอัด  และท่านอัมร์ บิน อัล-หาริษ อยู่ที่อียิปต์  ,  ท่านมาลิก บิน อะนัส  และท่านอับดุลอะซีซฺ  อัล-มาญิชูน  อยู่ที่นครมะดีนะฮ์  ซึ่งหากแม้นว่าไม่มีพวกเขาแล้ว  แน่นอน  พวกเราก็คงจะหลงทาง”  ดู  ตารีค  ดิมัชก์  เล่ม 45 หน้า 464

ท่านอิมามอิบนุวะฮฺบ์  กล่าวอีกว่า  “หากแม้นว่า  อัลเลาะฮ์ไม่ทรงกอบกู้ฉันด้วยท่านอิมามมาลิกและท่านอัลลัยษ์แล้ว  แน่นอน  ฉันก็ต้องหลงทางเป็นแน่”  เพราะฉะนั้น  จึงถูกตั้งคำถามแก่เขาว่า  “ดังกล่าวนั้นมันเป็นอย่างไรกันหรือ?”  ท่านอิบนุวะฮฺบ์ตอบว่า “ฉัน ทำการรายงานหะดิษมากมาย   แล้วมันทำให้ฉันสับสน  ดังนั้น  ฉันจึงนำสิ่งดังกล่าวมาทำการเสนอทบทวนกับท่านมาลิกและท่านอัล-ลัยษ์  แล้วท่านทั้งสองก็กล่าวแนะนำว่า “ท่านจงยึดเอาหะดิษนี้  และจงละทิ้งหะดิษนี้”  ดู  หนังสือ  ตัรตีบ  อัล-มะดาริก  เล่ม 2 หน้า 427 / หนังสือ อัดดีบาจญ์  อัล-มุษะฮ์ฮับ  เล่ม 1 หน้า 133

 ท่านอัซซะฮะบีย์  ได้กล่าวถึงท่านอิมาม อิบนุ วะฮฺบ์ว่า “เขา คือ  อับดุลเลาะฮ์ อิบนุ วะฮฺบ์  เขาเป็นอิมาม  เป็นชัยคุลอิสลาม  เป็นนักจำหะดิษ  เป็นแหล่งของวิชาความรู้  และคลังของการปฏิบัติคุณงามความดี...ได้รายงานจากท่าน  อัสซั๊วะหฺนูน  ว่า  ท่านอิบนุวะฮฺบ์  ได้แบ่งช่วงเวลาออกเป็นสามส่วน  คือ  ส่วนที่หนึ่งทำการละหมาด  ส่วนที่สองสอนวิชาความรู้ที่อียิปต์  และส่วนที่สาม  ทำฮัจญ์   และท่านอิบนุวะฮฺบ์กล่าวว่า  เขาได้ทำฮัจญ์ถึง 36 ครั้ง”  ดู  ซิยัร  อะลาม  อันนุบะลาอ์  เล่ม 9 หน้า 223

ท่าน อิมาม ค่อฏีบ  อัล-บุฆดาดีย์  กล่าวว่า  “ผู้มีชายคนหนึ่งได้ถามท่านอบี อัล-อับบาสเกี่ยวกับความหมายของหะดิษหนึ่ง  แล้วท่านตอบว่า  พวกท่านจงทำให้น้อยกับการรายงานหะดิษ  เพราะว่าบรรดาหะดิษจะไม่เหมาะสม  นอกจากสำหรับผู้ที่รอบรู้ถึงการอธิบายมัน”  ดู  อัลฟะกีฮ์ วะ อัลมตะฟักกีฮ์  เล่ม 2 หน้า 158

ท่าน อิมามมาลิก บิน อะนัส (ร.ฏ.) กล่าวว่า “บรรดาหะดิษส่วนมากนั้น  ลุ่มหลง , ขอสาบานว่า  มีหลายหะดิษที่รายงานออกมาจากฉัน  และฉันปรารถนาที่จะโบยทุกๆ  หะดิษถึง 2  ครั้ง  และอยากให้(เสมือนกับว่า)ฉันไม่เคยรายงานมันมาก่อนเลย  และบางครั้งหะดิษอาจจะมีอายุยาวนาน   แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับเรื่องศาสนาได้เกิดขึ้น  ก็จึงมีความต้องการในการสอบถามนักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามในสมัยนั้น , และบางครั้งนักปราชญ์นิติศาสตร์ยังอยู่ในช่วงเยาว์วัย(ยังไม่ถึงขั้นอาวุโส) จึงทำให้เขามีความละอาย(ไม่มั่นใจ)”  ดู หนังสือ  อัล-ฟะกีฮ์  วะ  อัล-มุตะฟักกีฮ์  เล่ม 2 หน้า 158  (จากคำกล่าวของท่านอิมามมาลิกนี้  หมายถึง  มีหลายหะดิษที่มีสายรายงานที่กุเท็จแล้วทำการรายงานมันออกไป  หลังจากนั้นท่านอิมามมาลิกจึงเข้มงวดในการรับและรายงานหะดิษ  และมีบางหะดิษที่ต้องนำกลับไปสอบถามกับนักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลาม)

ท่าน อิมาม อัลหากิม  กล่าวว่า “ทั้งที่ท่านอิมามมาลิกมีความเข้มงวดในการวิจารณ์หะดิษและสืบเสาะแสวงหาหะ ดิษน้อยมาก  แต่ท่านก็ยังปกปิดบางหะดิษ  เพราะฉะนั้น  จะเป็นอย่างไรเล่าสำหรับผู้ที่ไม่ใช่อิมามมาลิก  ที่ทำการรายงานด้วยความเสียหายและความวิบัติ(คือไม่มีความเข้มงวดในการรับ และรายงานหะดิษ)”  ดู  หนังสือ  มะริฟะฮ์  อุลูม  อัลหะดิษ  หน้า 61  ของท่าน อัลค่อฏีบ อัลบุฆดาดีย์

ท่านอิมามมาลิก (ร.ฏ.) ได้ส่งเสริมให้ญาติใกล้ชิดของท่านทำการแสวงหาหะดิษให้น้อยและให้มีความอุตสาหะในการศึกษาความเข้าใจ(ฟิกห์)หะดิษ  แท้จริง  ท่านอิมามมาลิก  ได้กล่าวแก่อบูบักรและอิสมาอีล  ซึ่งทั้งสองเป็นบุตรของอบู  อะวัยส์และน้องสาวของท่านว่า  “ฉันเห็นว่าเธอทั้งสองชอบในการแสวหาหะดิษ -  คือทำการรวบรวมและฟังหะดิษ -  ทั้งสองตอบว่า “ใช่แล้วครับ”  ท่านอิมามมาลิกกล่าวอีกว่า “หากเธอทั้งสองปรารถนาที่จะได้รับผลประโยชน์จากมัน  และปรารถนาจากการที่อัลเลาะฮ์จะทรงประทานผลประโยชน์  ดังนั้น  จงทำให้น้อยกับการรวบรวมหะดิษและจงศึกษาวิชานิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์)เถิด”  ดู  หนังสือ  อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์  เล่ม 2 หน้า 159

ท่านอิมาม  อัลฟัฏล์ บิน ดุกัยน์  อาจารย์ของอิมามอัลบุคอรีย์  กล่าวว่า “ฉันได้เดินทางไปหาท่านซุฟัร  ซึ่งกำลังสวมเสื้ออยู่  แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า  “โอ้  ท่านอะหฺวัล  เข้ามานี่ซิ  ฉันจะแจกแจงรายละเอียดหะดิษให้ท่านฟัง  และฉันจะทำให้ทราบถึงสิ่งที่ท่านได้ยินมา”  แล้วท่านซุฟัรกล่าวว่า “หะดิษนี้นำมาใช้ไม่ได้  หะดิษนี้เป็นหะดิษที่มายกเลิกและหะดิษนี้เป็นหะดิษที่ถูกยกเลิก”  ดู  หนังสือ  อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์  เล่ม 2 หน้า 162

ท่าน อิมามอะหฺมัดได้นั่งร่วมกับบรรดานักปราชญ์หะดิษมากมาย  ท่านได้รับเอาหะดิษและได้รับประโยชน์จากพวกเขา  แต่ฟิกห์ของอิมามชาฟิอีย์นั้น  มีอิทธิพลต่อท่านอะหฺมัดเป็นอย่างมาก   จนกระทั่งเขากล่าวว่า “สิ่ง ที่พวกท่านมีความเห็นโดยทั่วไปหรือทั้งหมดนี้  ล้วนเป็นของอิมามชาฟิอีย์  และตั้งแต่  30  ปี  มาแล้วที่ฉันไม่เคยนอนในยามกลางคืน  นอกจากว่า  ฉันจะวอนขอดุอาอ์ต่ออัลเลาะฮ์และขอให้พระองค์ทรงอภัยโทษแก่อิมามชาฟิอีย์”

ท่านอิมามอะหฺมัดกล่าวว่า  “อิมามชาฟิอีย์  คือ  ผู้ที่มีความเข้าใจกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์มากที่สุด  ทั้งที่ท่านแสวงหาหะดิษน้อย”

ท่านอิมามอิบนุมะอีน  ได้กล่าวกับ  ท่านซอและฮ์ บุตร ท่านอิมามอะหฺมัดอิบนุหัมบัลว่า “บิดาของท่านไม่ละอายบ้างหรือ?! คือ  ฉันเห็นเขาอยู่พร้อมกับท่านชาฟิอีย์  โดยท่านชาฟิอีย์ขี่สัตว์พาหนะแต่เขานั้นเดิน  และฉันเห็นเขาจูงสัตว์พาหนะของท่านชาฟิอีย์”  ท่านซอและฮ์กล่าวว่า “ดังนั้น  ฉันจึงเล่าให้บิดาของฉันฟัง  และบิดาได้กล่าวแก่ฉันว่า  “เจ้าจงบอกแก่เขาว่า  หากท่านต้องการจะเข้าใจวิชาฟิกห์  ท่านก็จงจูงพาหนะของท่านชาฟิอีย์อีกข้างหนึ่ง”

ท่าน อัลคอฏีบ อัล-บุฆดาดีย์  กล่าวว่า “เขาจงรู้ไว้เถิดว่า  การบันทึกและรายงานหะดิษมากๆ  นั้น  ไม่สามารถทำให้ชายผู้หนึ่งเป็นนักปราชญ์ฟิกห์ได้หรอก  แต่ทว่าเขาจะต้องทำความเข้าใจด้วยการวินิจฉัยบรรดาความหมายและวิเคราะห์หะ ดิษอย่างรอบครอบ”   ดู  หนังสือ  อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์  เล่ม 2 หน้า 159
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:10 AM »
0
ข้อแตกต่างระหว่างการสังกัดมัซฮับและความมานะทิฐิคลั่งใคล้ในมัซฮับ

การมีมัซฮับ  คือ  การ ที่สามัญชนที่ตามมัซฮับของอิมามที่อยู่ในระดับขั้นที่สามารถวินิจฉัยได้(มุจญตะฮิด)  ไม่ว่าเขาจะยึดอยู่กับมัซฮับของอิมามคนเดียว  หรือย้ายไปย้ายมาระหว่างมัซฮับต่างๆ  จุดประสงค์ของคำว่า  อามีย์(เอาวาม)  หมายถึง  “ทุกๆ  บุคคลที่ยังไม่บรรลุระดับขึ้นวินิจฉัย”  นี่คือศัพท์ความหมายทางด้านวิชาการตามทัศนะของนักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิส ลาม  เพราะพวกเขาเรียกคนเอาวามว่า  คนที่ยังไม่ถึงขั้นระดับมุจญฮิด  ตามที่กล่าวมานี้เอง  คนเอาวามอาจหมายถึง  “คนที่มีความถนัดในวิชา นิติศาสตร์  หรือผู้ที่มีความถนัดในวิชาอักษรศาสตร์  หรือหมายถึงคนที่มีความถนัดในการค้นหาอัลหะดิษและรอบรู้สายรายงานต่างๆ  รวมถึงการจดจำหะดิษและสายรายงานของหะดิษ  และรู้จักบรรดานักรายงานหะดิษ  เป็นต้น  แต่เขายังไม่ถึงขั้นที่จะไปวินิจฉัย  วิเคราะห์ตัวบทต่างๆ  แห่งนิติศาสตร์อิสลาม  เพราะฉะนั้น  คำพูดของเขาที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์และการนำเอาฮุกุ่มออกมาจะไม่เป็นที่ยอมรับ

ท่านอิมาม  อัซซัรค่าชีย์  ซึ่งสังกัดมัซฮับหะนะฟีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อ  อัลอุซูล  เล่ม 1 หน้า 312  ว่า “เช่นเดียวกัน  บุคคลที่ท่องจำหะดิษเป็นแสน  แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพิจารณาเกี่ยวกับความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ   และวิธีของการกิยาส  คำพูดของเขาจะไม่นำมาพิจารณาอยู่ในมติของปวงปราชญ์  เพราะบุคคลที่มีคุณลักษณะอย่างนี้นั้น  ตามกฎหมายของแห่งนิติบัญญัติอิสลามนี้  ถือว่ายังเป็นคนเอาวามอยู่  ยังไม่ถึงขั้นระดับของมุจญฮิด  และแน่นอน  คำของคนเอาวาม  ก็จะนำมาพิจารณาไม่ได้ตามมติปวงปราชญ์ของอิสลาม  เพราะเขาไม่มีแนวทางในการตัดสินปัญหาที่ยังต้องการความรู้อื่นๆ

ท่านอิมามอิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์  (ของอัลเลาะฮ์ทรงเมตตา)  ได้ไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า  อัล-ฟะตาวา อัล-ก๊อบรอ  เล่ม 2 หน้า 251  ว่า “ความหมายของคำว่า  อามีย์หรือเอาวาม  ตามศัพท์ทางด้านวิชาการของปวงปราชญ์แห่งมูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม  หมายถึง  ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้นมุจญฮิดแบบมุฏลัก(นักวินิจฉัยเอกเทศน์) เพราะฉะนั้น  บรรดาผู้คนที่ตักลีดทั้งหลายตามทัศนะของพวกเขา  จึงถือว่าเป็นคนเอาวามทั้งสิ้น  ถึงแม้ระดับขั้นของพวกเขาจะสูงส่งสักปานใดก็ตาม  ส่วนความหมายคำนิยามของปวงปราชญ์แห่งนิติศาสตร์อิสลาม  หมายถึง  บุคคลที่เข้าใจและรู้ฮุกุ่มภายนอกที่เกิดขึ้นในท่ามกลางผู้คนทั้งหลาย  แต่จะไม่รู้ฮุกุ่มที่มีความล้ำลึก ละเอียดอ่อน  และเป็นหุกุ่มที่ยากจะเกิดขึ้น  นี่คือความหมายของคำว่า “คนเอาวาม”  ตามวิสัยทัศน์ของปวงปราชญ์แห่งนิติศาสตร์อิสลาม
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:14 AM »
0
นิยามของมัซฮับ

มัซฮับตามหลักภาษา  หมายถึง  ที่ไป  หรือ ทางไป   ตามหลักวิชาการ  หมายถึง  ข้อเท็จจริงที่เกียวกับธรรมเนียมในเชิงปฏิบัติของปวงปราชญ์ที่ถูกนำมาใช้กับฮุ กุ่มต่างๆ  ที่อิมามในขั้นระดับมุจญฮิดได้วินิจฉัยออกมา  หรือหมายถึงฮุกุ่มต่างๆ  ที่ได้วินิจฉัยออกมาตรงตามกฎเกณฑ์และหลักการของอิมามที่อยู่ในขั้นระดับมุ จญฮิด  โดยบรรดาสานุศิษย์ที่อยู่ในระดับมุจญฮิดที่ปฏิบัติตามหลักการต่างๆ  ของอิมามในการวิเคราะห์วินิจฉัยฮุกุ่มออกมา

การมีมัซฮับตามความที่กล่าวมานี้  จึงหมายถึง  หนทางหรือแนวทางของบรรดาปวงปราชญ์ได้ยึดถือปฏิบัติกัน  ไม่ว่าจะเป็นนักหะดิษ  นักนิติศาสตร์  นักธิบายอัลกุรอาน  และอักษรศาสตร์  ซึ่งในเรื่องนี้นั้น  ไม่มีนักวิชาการท่านใดที่โลกยอมรับจะให้การปฏิเสธ  เพราะท่านจะพบว่า  บรรดานักวิชาการทั้งหลายเขาปฏิบัติตามมัซฮับที่ตนพึงพอใจทั้งสิ้นโดยเขานำมา ฟัตวาและตัดสินแก่ผู้คนทั้งหลาย

ท่าน มุฮัมมัด  อัลค่อฏิร  อัชชันกีฏีย์  ซึ่งเป็นปรมจารณ์แห่งปวงปราชญ์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า  “ก๊อมอุ  อะฮ์ลิลอิจญฮาด  อัน อัฏเฏาะอฺนิ  ฟี  ตักลีด อะอิมมะฮ์  อัลอิจญฮาด”  หน้าที่  75  ว่า  “ส่วน เรื่องการที่คนเอาวามต้องปฏิบัติตามผู้รู้ที่เป็นมุจญฮิดนั้น  มีหลักฐานจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์  และยังเป็นมติแห่งปวงปราชญ์ใน 3 ศตวรรษแรกของอิสลามที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นประชาชาติที่ดีเลิศจากท่านนบี (ซ.ล.) ผู้ทรงสัจจะและได้ถูกรับรองความสัจจะจากอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)  รวมทั้งมติของปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามหลังจากนั้น  นอกจากความขัดแย้งของกลุ่มมั๊วะตะซิละฮ์ที่อยู่ในกรุงแบกแดดที่มาขัดมติของปวงปราชญ์ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา

ความจริงแล้ว  การตักลีดเป็นที่ระบือในยุคสมัยของซอฮาบะฮ์ผู้มีเกียรติและไม่มีซอฮาบะฮ์คน ใดที่ปฏิเสธเรื่องนี้หรอก  เพราะท่านอิมาม อิบนุ หะญัร อัลอัสก่อลานีย์  ซึ่งเป็นอะมีรุลมุอ์มินีนนั้น(หมายถึงผู้ที่จดจำหะดิษและสายรายงานหะดิษ ต่างๆ  เป็นจำนวนกว่า 3 แสนหะดิษ)  ได้กล่าวให้เราทราบไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า  อัล-อิซอบะฮ์  ฟี ตัมยีซฺ อัลซ่อฮาบะฮ์  เล่ม 4 หน้า 148  โดยมีสายรายงานมาจากท่านฏอวูส (ขออัลเลาะฮ์ทรงเมตตา)  เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้พบเห็น  ซอฮาบะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ถึง 70 ท่าน  เมื่อพวกเขาเกิดข้อพิพาทกันขึ้นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด  พวกเขาจะกลับไปยึดคำพูดของท่าน อิบนุ อับบาส (ร.ฏ.)”

วิเคราะห์ คำรายงานที่ได้กล่าวมานี้  จะเห็นได้ว่า  บรรดาซอฮาบะฮ์ของท่านนบี(ซ.ล.)จำนวนมากจะตักลีดตามท่านอิบนุอับบาสในปัญหา ต่างๆ  ที่พวกเขาไม่รู้  จึงเป็นเรื่องที่ชี้ชัดว่า  ซอฮาบะฮ์เขาก็มีมัซฮับและตักลีดอีกด้วย  ความจริงแล้วเหล่าซอฮาบะฮ์ของท่านนบี(ซ.ล.) มีจำนวนกว่าแสนคน   แต่ในขณะที่ฟัตวาได้ออกมาจากพวกเขา  ที่ได้มีการจดจำมีราวๆ  130 กว่าคน  เรื่องนี้ท่านอิบนุก๊อยยิม  ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า  เอี๊ยะอฺลาม อัลมุวักกิอีน  เล่ม 1 หน้า 10  ว่า “นี่ไง  ท่านอิมามแห่งซุนนะฮ์  อะหฺมัด อิบนุ หัมบัล  ก็ยังตักลีดตามอิมามชาฟีอีย์(ร.ฏ.) ซึ่งเรื่องนี้  ท่านอิบนุอะซากิร  ได้รายงานไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า ตารีค ดิมัช  เล่ม 51 หน้า 351  ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสก่อลานีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  ตะฮ์ซีบ อัตตะฮ์ซีบ  เล่ม 9 หน้า 25  โดยรายงานจากฮุมัยด์ อิบนุ อะหฺมัด อับบะซอรีย์  ซึ่งเขาได้กล่าวว่า  “ข้าพเจ้าอยู่กับท่านอะหฺมัด อิบนุ หัมบัล  ซึ่งในขณะที่เรากำลังศึกษาเกี่ยวกับปัญหาหนึ่ง  ก็มีชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านอะหฺมัด บิน หัมบัลว่า “ท่านอบูอับ ดิลลาห์ครับ  หะดิษในประเด็นนี้ไม่ซอฮิหฺ  ท่านอะห์มัดจึงตอบว่า ถึงแม้ว่าหะดิษในประเด็นนี้ไม่ได้ซอฮิหฺก็ตาม  แต่มันก็มีคำพูดของท่านอิมามอัชชาฟิอีย์  รับรองอยู่  และการยึดมั่นในคำพูดของท่านอิมามชาฟิอีย์  ย่อมเป็นสิ่งที่มีความแน่นแฟ้นอย่างที่สุดในเรื่องนี้  ด้วยเหตุนี้เอง  บรรดาปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามโดยทั่วไป  ไม่ว่าจะอยู่ในมัซฮับหะนะฟีย์  , มาลิกีย์ ,ชาฟิอีย์ , และหัมบาลีย์  ต่างก็ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางแห่งการมีมัซฮับและตักลีด  และในเรื่องนี้  มีนักวิชาการหรือปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามที่ถูกยอมรับนั้น  ต่างก็มีมัซฮับและตักลีดตามบรรดาอิมามทั้งสี่ทั้งสิ้น  แม้กระทั่ง  ท่านอิบนุตัยมียะฮ์  ท่านาอินุก๊อยยิม  ก็อยู่ในมัซฮับหัมบาลีย์   ท่านอิบนุกะษีร  ซึ่งเป็นนักปราชญ์หะดิษและอถาธิบายอัลกุรอาน  ก็อยู่ในมัซฮับชาฟิอีย์  ท่านอัซซะฮะบีย์  ก็อยู่ในมัซฮับชาฟิอีย์

ความจริงแล้ว  บรรดาปวงปราชญ์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กและรุ่นอาวุโสก็ยึดบรรดามัซฮับของอะฮ์ลิ สซุนนะฮ์ที่ได้มีการสืบทอดหลักการต่อๆ  กันมา


ปวงปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์

ท่านอิมามอบูยูซุฟ , ท่านอิมามมุหัมมัด บิน อัล-หะซัน , ท่านอับดุลเลาะฮ์ บิน อัลมุบาร๊อก , ท่านซุฟัร , ท่านญะฟัร อัฏเฏาะหาวีย์ , ท่านอัซซัรค่าชีย์ , อันนะซะฟีย์ , อะห์มัด บิน มุหัมมัด อัลบุคอรีย์ , ท่านอัซซัยละอีย์ , ท่านอัลกะมาล บิน อัลฮุมาม , ท่านอิบนุ อันนุญัยม์ , ท่านอิบนุอาบิดีน ,  และบรรดาปวงปราชญ์อีกหลายพันคนที่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติส่วนบุคคล ในมัซฮับหะนะฟีย์  ที่มีชื่อว่า  ฏ่อบะก๊อต  อัลหะนะฟียะฮ์  ถ้าจะพิจารณาประเทศต่างๆ  ที่ปฏิบัติตามมัซฮับหะนะฟีย์โดยส่วนใหญ่แล้ว  คือ  อินเดีย  ปากีสถาน  บังคลาเทศ  สินธุ  อัฟกานิสถาน  กลุ่มประเทศอาหรับในแถบชาม  เช่นซีเรีย  อิรัก  และกลุ่มประเทศยุโรป  ก็คือตามมัซฮับหะนะฟีย์ทั้งสิ้น

ปวงปราชญ์มัซฮับมาลิกีย์

ท่านอิมามอิบนุ อัลกอซิม , ท่านอัลอัชฮับ , ท่านซั๊วะหฺนูน , ท่านอะซัด บิน อัลฟุร๊อด ,  ท่านอัซบั๊ฆฺ , ท่านอิบนุ อับดุลบัรร์ , ท่านกอฏีย์ อัลอิยาฏ , ท่านอิบนุ อัลอะรอบีย์ อัลมาลิกีย์ , ท่านอบูบักร  อัฏฏุรฏูชีย์ , ท่านอิบนุ อัลหาญิบ , ท่านอิบนุ อัลมุนัยยิร , ท่านอิบนุ รุชด์ , อัลบากิลลานีย์ , ท่านอัลบาญี , ท่านอัลกุรฏุบีย์ , ท่านอัลกุรอฟีย์  , ท่านอัชชาฏิบีย์ , ท่านอิบนุ คอลดูน , และบรรดาปวงปราชญ์อีกหลายท่านที่ถูกรวมอยู่ในตำรับตำราที่เกี่ยวกับประวัติ ส่วนบุคคลของมัซฮับมาลิกีย์  ซึ่งเรียกว่า  “ฏ่อบะก๊อต มาลิกียะฮ์”  นักปราชญ์เหล่านี้อยู่ในมัซฮับของอิมามมาลิกทั้งสิ้น  และท่านสามารถกล่าวได้ว่า  นักปราชญ์แห่งเมืองต่างๆ  ในกลุ่มประเทศอาหรับตะวันตกในทวีปอาฟริกา  เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ์  จวบจนถึงทุกวันนี้  ได้ยึดถือตามมัซฮับมาลิกีย์ทั้งสิ้น

ปวงปราชญ์มัซฮับอิมามชาฟิอีย์

ท่านอิมามอัลมุซะนีย์ , ท่านอิมามอัลบุวัยฏีย์ , ท่านอิบนุ อัลมุนซิร , ท่านมุหัมมัด บิน ญะรีร อัฏฏ๊อบรีย์ , ท่านอิบนุ สุรัยจฺญ์ , ท่านอิบนุ คุซัยมะฮ์ , ท่านอัลก๊อฟฟาล , ท่านอัลบัยฮะกีย์ , ท่านอัลค๊อฏฏอบีย์ , ท่านอบู อิสหาก อัลอัสฟิรอยีนีย์ , ท่านอบู อิสหาก อัชชีรอซีย์ , ท่านอัลมาวัรดีย์ , ท่านอบูฏ๊อยยิบ อัศเศาะลูกีย์ , ท่านอบูบักร อัลอิสมาอีลีย์ , ท่านอิมาม อัลหะร่อมัยน์ , ท่านหุจญฺตุลอิสลาม อัลฆ่อซาลีย์ , ท่านอัลบะฆอวีย์ , ท่านอัรรอฟิอีย์ , ท่านอบู ชามะฮ์ , ท่านอิบนุ ริฟอะฮ์ , ท่านอิบนุ ศ่อลาห์ , ท่านอิมามอันนะวาวีย์ , ท่านอิซซุดีน บิน อับดุสลาม , ท่านอิบนุ ดะกีก อัลอีด , ท่านอัลหาฟิซฺ อัลมุซซีย์ , ท่านตายุดดีน อัศศุบกีย์ , ท่านอัซซะฮะบีย์ , ท่านอิรอกีย์ , ท่านอัซซัรกาชีย์ , ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสก่อลานีย์ , ท่านอัสศะยูฏีย์ , ท่านชัยคุลอิสลาม ซะกะรียา อัลอันซอรีย์ , และบรรดานักปราชญ์อีกเป็นพันๆ  ที่ไม่สามารถเอ่ยนามพวกเขาได้ทั้งหมด  และบรรดานักปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์ได้ถูกระบุไว้ในหนังสือ “อัฏฏ่อบะก๊อต อัชชาฟิอียะฮ์” ก็มีถึง 1419 ท่าน

ปวงปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์

ท่าน อิมามอาญุรรีย์ , ท่านอบู อัลค๊อฏฏอบ อัลกัลป์วาซะนีย์ , ท่านอบูบักร อันนัจญาร , ท่านอบูยะอฺลา , ท่านอัลอัษรอม , ท่านอิบนุ อบีมูซา , ท่านอิบนุ อัซซ๊อยรอฟีย์ , ท่านอิบนุ ฮุบัยเราะฮ์ , ท่านอิบนุ อัลเญาซีย์ , ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ , ท่านอิบนุ รอญับ , ท่านอิบนุ รุซัยน์ , ท่านอิบนุรอญับ , และบรรดานักปราชญ์ท่านอื่นๆ อีกมากมาย  และนักปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์ที่ได้ถูกกล่าวไว้ในหนังสือ “อัลมักซิด อัลอัรชัด” มีถึง 1315 ท่าน

ดังนั้น  ประชาชาติอิสลามศตวรรษแล้วศตวรรษเล่าได้ให้การยอมรับในการตักลีดตามนัก ปราชญ์มุจญฮิดผู้วินิจฉัย  ทั้งที่ในสิ่งดังกล่าวนี้  ก็ไม่ใช่เป็นความคลั่งไคล้และแบ่งพรรคแบ่งพวก  แต่ความเป็นพี่น้องในศาสนา  จึงทำให้พวกเขาอยู่ร่วมกัน  และบรรดาวงล้อมที่ทำการศึกษาวิชาความรู้  ก็ได้สมานฉันท์พวกเขาเอาไว้  พวกเขาต่างศึกษาความรู้ซึ่งกันและกัน  และยกย่องสรรเสริญกันและกัน  โดยที่ท่านเกือบจะไม่พบถึงประวัตินักปราชญ์มัซฮับ  หะนะฟีย์  มาลิกีย์  ชาฟิอีย์ และหัมบาลีย์  นอกจากว่า  ปราชญ์ท่านหนึ่งได้เคยเป็นศิษย์และศึกษากับบรรดานักปราชญ์ที่ไม่ได้อยู่ใน มัซฮับของเขา

ดังนั้น  มุสลิมคนหนึ่งได้ดำเนินตามมัซฮับเดียว  ย่อมถูกนับว่าเป็นการยึดติดและสังกัด  แต่มันเป็นการยึดติดและสังกัดที่ถูกสรรเสริญ  ไม่ใช่ถูกตำหนิ

ท่านชัยค์ สะอีด หะวา  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “เญาลาต ฟี อัลฟิกฮัยน์” ว่า “การ ยึดติดบรรดาปราชญ์ผู้วินิจฉัยหรือมัซฮับของพวกเขาเหล่านั้น  เราขอกล่าวว่า  การสังกัดมัซฮับนั้น  หากเป็นเสมือนดังผลสืบเนื่องจากความพึงพอใจในประเด็นหนึ่งที่เป็นเรื่อง สัจจะธรรม  และเขาก็ยึดมันมาเป็นทัศนะและนำมาปฏิบัติ  แล้วเขาปกป้องมันด้วยหลักการที่เป็นความสัจจริงและยุติธรรม  โดยไม่ใช่หลักการตามอารมณ์ หรือปกป้องมันด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ใช่เพื่อดุนยา  หรือปกป้องด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นพี่น้องในอิสลาม  ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณแห่งความแตกแยก  ดังนั้น  สิ่งดังกล่าว  ย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด  ยิ่งไปกว่านั้น  มันยังเป็นแบบฉบับของบรรดาซอฮาบะฮ์ที่พวกเขาดำเนินอยู่  แต่ทว่า  การที่มนุษย์คนหนึ่งได้ทำให้คับแคบกับสิ่งที่กว้างขวาง  ด้วยการกล่าวหาผู้ที่มีความเห็นต่างกับเขา  หรือกล่าวหาลุ่มหลงและโง่เขลากับผู้อื่นเกี่ยวกับประเด็นข้อวินิจฉัย  แน่แท้ว่า  สิ่งดังกล่าวนั้น  เป็นความผิดพลาดอย่างชัดเจน  เพราะอิมามชาฟิอีย์(ร.ฏ.) กล่าวว่า “บรรดาปวงปราชญ์ได้ลงมติว่า  อัลเลาะฮ์จะไม่ลงโทษเกี่ยวกับประเด็นที่อุลามาอ์มีความเห็นแตกต่างกัน”   และการยึดมัซฮับหนึ่งที่เปรียบเสมือนผลที่เกิดขึ้นมาจากความไว้วางใจต่อ บรรดาอุลามาอ์และหลักการต่างๆ และที่เปรียบเสมือนผลที่เกิดขึ้นจากความไว้วางใจต่อประชาชาติอิสลามที่ลงมติ เห็นพร้องกับการให้เกียรติต่อมัซฮับทั้งสี่และกับบรรดานักปราชญ์ที่มีมัซฮับ ในยุคสมัยที่ผ่านมา  เพราะฉะนั้น  การยึดมัซฮับจึงไม่ได้มีการแอบ แฝงความรังเกียจหรือแสดงท่าทีอันไม่ดีต่อมัซฮับอื่นเลย  แต่ยิ่งไปกว่านั้น  การมีมัซฮับกลับมีการให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน  ซึ่งย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด  แต่ถ้าหากมนุษย์คนหนึ่งได้ยึดถือแนวคิดอื่นจากมัซฮับของเขาที่เป็นผลมาจาก การตรวจสอบของเขาเองหรือผู้ที่เขาเชื่อถือ  แน่นอนว่า  สิ่งดังกล่าวย่อมไม่เป็นบาปแต่ประการใด

ส่วนการ ยึดติดมัซฮับที่น่าตำหนิ  ก็คือ  มุสลิมคนหนึ่งยึดมั่นว่า  มัซฮับที่เขายึดถืออยู่นั้น  เป็นมัซฮับที่ถูกต้องและบรรดามัซฮับอื่นนั้นหลงผิด  ซึ่งการคลั่งไคล้เช่นนี้  คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์จากมัซฮับทั้งสี่ทั้งหมดให้การตำหนิ  และพวกเขายังให้การยืนยันว่า  บรรดามัซฮับอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์นั้น อยู่บนทางนำ

ท่านอิมาม อิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้กล่าว “ท่านอิมามชาฟิอีย์  ท่านอบูหะนีฟะฮ์  ท่านมาลิก  ท่านอะหฺมัด  และบรรดาปวงปราชญ์ท่านอื่นๆ  ล้วนอยู่บนทางนำของอัลเลาะฮ์  ดังนั้น  จึงขอโปรดองค์อัลเลาะฮ์ทรงตอบแทนพวกเขาจากการเสียสละเพื่ออิสลามและบรรดามุ สลิมีนอย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์ด้วยเทอญ  และเมื่อพวกเขาล้วนอยู่บนทางนำของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)  ดังนั้น  จึงไม่เป็นบาปแต่ประการใดต่อผู้ที่ชี้นำผู้อื่นให้ยึดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่ง จากมัซฮับทั้งสี่  หากแม้ว่าการแนะนำนั้น  จะขัดกับมัซฮับที่เขาเองยึดถือก็ตาม  เนื่องจากเขาได้ชี้แนะผู้อื่นไปสู่สัจจะธรรมและทางนำ”  ดู  อัล-ฟะตาวา  อัลฟิกฮียะฮ์ อัลก๊อบรอ  เล่ม 4 หน้า 326

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ก.ค. 16, 2009, 07:17 AM โดย al-azhary »
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:19 AM »
0
สาเหตุที่จำกัดอยู่ในการตักลีดตามมัซฮับทั้งสี่

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า  บรรดานักปราชญ์ที่มีคุณสมบัติในการวินิจฉัย(อิจญฺฮาด) ในประชาชาติอิสลามที่มีสิริมงคลนี้  มีจำนวนมากมายที่คณานับไม่ได้เลยทีเดียว   ไม่ว่าจะมาจากบรรดาซอฮาบะฮ์  ตาบิอีน  และบรรดานักปราชญ์ยุคหลังจากพวกเขา  แต่เพราะเหตุใดเล่าที่การตัดลีดมัซฮับทั้งสี่ถึงยังมีอิทธิพลต่อประชาชาติ อิสลามจนถึงปัจจุบันนี้??   ดังนั้น  เราขอมอบให้ท่าน อิบนุ  รอญับ  ทำการตอบคำถามนี้ให้แก่พวกเรา

ท่านอิบนุ รอญับ กล่าวว่า " หากถูกกล่าวว่า  เรายอมรับถึงหลักการที่มีการห้ามคนเอาวามทั่วไปเข้ามาทำการวินิจฉัย  เนื่องจากดังกล่าว  จะนำไปสู่ความเสียหายอันใหญ่หลวง  แต่เราไม่ยอมรับกับการห้ามตักลีดตามอิมามมุจญฺฮิดที่อื่นจากบรรดาอิมาม(ทั้ง สี่)ผู้โด่งดังเหล่านั้น ?  (ท่านอิบนุรอญับ) ตอบว่า " เรามีความตระหนักดีต่อเหตุผลในการห้ามจากสิ่งดังกล่าว(คือการห้ามตักลีดตามผู้อื่นจากอิมามมัซฮับทั้งสี่)  กล่าวคือ  บรรดามัซฮับอื่น ๆ นั้น  ไม่มีความเลื่องลือ  และไม่ได้ถูกกำหนดหลักการเอาไว้  เพราะว่าบางครั้งอาจจะมีการแอบอ้างกับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กล่าวแสดงทัศนะมัน เอาไว้  หรือทำความเข้าใจไม่ตรงกับตามจุดประสงค์ที่พวกเขาต้องการ  และบรรดามัซฮับเหล่านั้น  ไม่มีผู้ใดทำการปกป้องและคอยบอกให้ทราบถึงความบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับ ประเด็นนั้น ๆ ได้  ซึ่งแตกต่างกับมัซฮับทั้งสี่ที่มีความเลื่องลือ" ดู หนังสือ  อัรร๊อด อะลา  มัน อิตตะบะอะฆ๊อร อัลมะซาฮิบ อัลอัรบะอะฮ์  หน้า 33

ดังนั้น  สิ่งที่ท่านอิบนุรอญับได้กล่าวไว้ข้างต้น  ย่อมมีความชัดเจน เนื่องจากคนหนึ่งจะไม่สามารถรู้ถึงมัซฮับของซอฮาบะฮ์ได้  แม้ว่าจะเป็นประเด็นหลัก ๆ ก็ตาม  เช่นการละหมาดที่เป็นรุกุ่นข้อที่ 2 ของอิสลาม  ซึ่งบุคคลหนึ่งจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่า  สิ่งใดเป็นฟัรดู  สิ่งใดเป็นสุนัต ตามทัศนะของท่านอบูบักร (ร.ฏ.)  ท่านอุมัร   ท่านอุษมาน  และท่านอลี (ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุม)   และซอฮาบะฮ์ท่านอื่น ๆ

ด้วยเหตุที่มัซฮับของซอฮาบะฮ์ไม่ได้ถูกบันทึกหลักการเอาไว้  เราจึงพบว่า  บรรดานักปราชญ์ระดับอาวุโสได้ห้ามทำการตัดลีดบรรดาซอฮาบะฮ์(ร.ฏ.)  ยิ่งไปกว่านั้น  บรรดานักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิได้มีมติต่อการห้ามตัดลีกซอฮาบะฮ์ที่กล่าวมา แล้วอีกด้วย

ท่านอิมาม อัลหะรอมัยน์  อัลญุวัยนีย์  เกิดปี 417 ฮ.ศ.  เสียชีวิต ปี 478 ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลบุรฮานของท่านว่า  "บรรดานักปราชญ์ผู้แน่นแฟ้นในความรู้ลงมติเห็นพร้องว่า  ไม่อนุญาติให้บรรดาคนเอาวาม  ทำการยึดมัซฮับของบรรดาซอฮาบะฮ์(ร.ฏ.) แต่จำเป็นแก่อพวกเขา ต้องดำเนินตามมัซฮับของปวงปราชญ์  ที่ได้ทำการตรวจสอบ  สังเคราะห์  จัดวางระเบียบบทต่าง ๆ   มีการกล่าวถึงสถานะภาพของประเด็นปัญหาต่าง ๆ (ของฟิกห์) และมีการนำทัศนะดังกล่าวไปเทียบกับมัซฮับของนักปราชญ์ก่อนหน้านั้น  และสาเหตุจากการนั้น  ก็คือ  บรรดาปวงปราชญ์ที่ล่วงผ่านมาแล้วนั้น  ถึงแม้ว่าจะเป็นแบบอย่างในศาสนา  เป็นแบบฉบับของบรรดามุสลิมีนก็ตาม  แต่พวกเขาไม่ได้ทุ่มเทและทิ้งผลงานในการจัดระเบียบแนวทางของการวินิจฉัย  แจกแจงถึงวิธีการวิเคราะห์  วิธีโต้แย้ง  หรือกำหนดหลักการพูดเอาไว้   และบรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์ที่อยู่ช่วงหลังจากสมัยของพวกเขานั้น  ก็มีความเพียงพอในการวิเคราะห์ถึงบรรดามัซฮับของซอฮาบะฮ์  ดังนั้น คนเอาวามทั่วไป  ถึงถูกใช้ให้ตามมัซฮับของนักปราชญ์ผู้ตรวจสอบและวินิจฉัยได้เท่านั้น"

ท่านอิบนุหะญัร  อัลฮัยตะมีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  อัลฟะตาวา อัลฟิกฮียะฮ์  อัลก๊อบรอ  เล่ม 4 หน้า 340  ว่า "ท่านอิบนุซอลาห์ได้มีความมั่นใจด้วยคำกล่าวเสริมของท่าน อัลหะรอมัยน์ ที่ว่า  แท้จริง คนเอาวามทั่วไปจะไม่ตักลีดตามตาบิอีน และผู้ที่เป็นเจ้าของมัซฮับที่ไม่ได้ถูกบันทึกหลักการเอาไว้   แต่เขาสามารถตักลีดตามมัซฮับของนักปราชญ์มุจญฺฮิดที่มีความแพร่หลายและถูก บันทึกหลักการเอาไว้   คือ  จนกระทั่งมีหลักการ  จำกัดคำ(มุก๊อยยัด)ที่มีความหมายแบบกว้าง ๆ(มุฏลัก) หรือมีการทอนความหาย(ตักซีซ)กับคำที่มีความครอบคลุม(อาม)อยู่ในมัซฮับด้วย  ซึ่งแตกต่างกับมัซฮับของตาบิอีน  ซึ่งมีเพียงฟัตวาเท่านั้นที่ถูกถ่ายทอดมาจากพวกเขา  แต่บางครั้งฟัตวาเหล่านั้น  ยังต้องถูกเสริมให้สมบูรณ์  ต้องถูกจำกัดความหรือทอนความหมายให้กับมัน   ซึ่งหากมีนักปราชญ์ผู้หนึ่งได้ทำการขยายความ(เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว)แล้ว   ความแตกต่างของทัศนะก็จะเกิดขึ้น  ดังนั้น  จึงห้ามการตักลีดตาบิอีน  อันเนื่องจากมีอุปสรรคในการทราบถึงข้อเท็จจริงจากมัซฮับของพวกเขา"

และจากคำกล่าวของนักปราชญ์ที่ผ่านมานั้น ย่อมมีความชัดเจนแล้วว่า สาเหตุที่ห้ามการตัดลีดตามมัซฮับอื่นจากมัซฮับทั้งสี่นั้น (เช่นมัซฮับของคอลาฟาอ์อัรรอชิดีน  บรรดาซอฮาบะฮ์ และตาบิอีน)  เพราะไม่มีหลักการที่ชัดเจนและแน่นอนจากมัซฮับของพวกเขา   แต่หากว่าความชัดเจนได้เกิดขึ้น  ก็อนุญาติให้ตักลีดตามนักปราชญ์มุจญฮิดจากซอฮาบะฮ์และตาบิอีนได้  แต่กรณีนี้สามารถนำมาปฏิบัติเพียงส่วนตัวเท่านั้น  คือจะนำมาฟัตวาหรือตัดสินปัญหาใดปัญหาหนึ่งย่อมไม่ได้  ส่วนผู้ทำการฟัตวาหรือพิพากษา  ก็จะต้องไม่ออกจากมัซฮับทั้งสี่  ซึ่งกรณีนี้ย่อมเป็นที่ชัดเจนและถูกยอมรับโดยประชาชาติอิสลามได้ลงมติเห็น พร้องในเชิงปฏิบัติไว้แล้ว  เพราะประเทศอิสลามทั้งหมดต่างก็ทำการตัดสินตามมัซฮับทั้งสี่และผู้ดำรง ตำแหน่งมุฟตีในประเทศอิสลามนั้น ก็มาจากมัซฮับทั้งสี่
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:22 AM »
0
การตามมัซฮับอื่นจากมัซฮับทั้งสี่

สิทธิส่วนบุคคลของมุสลิมในการตามมัซฮับหนึ่งที่ไม่ใช่มัซฮับทั้งสี่นั้น  ต้องมีเงื่อนไขดังนี้

1. มัซฮับที่เขาต้องการตักลีดตาม  ต้องเป็นมัซฮับที่อนุญาตให้ตามได้  ดังนั้น  ถือว่าใช้ไม่ได้ในการตักลีดตามมัซฮับชีอะฮ์หรือมัซฮับอิบาฏีย์เป็นต้น

2. เขาจะต้องรู้มัซฮับของอิมามที่เขาจะตาม  เช่นต้องการจะตามมัซฮับของซอฮาบะฮ์  ตาบิอีน  หรือต้องการตามมัซฮับของอิมามอะห์ลิสซุนนะฮ์แห่งเมืองชาม  เช่น  ท่านอิมามอัลเอาซฺะอีย์  ท่านอิมามอัษเษารีย์  ท่านอิมามอบูษูร  ท่านอิมามซุฟยาน บิน อุยัยนะฮ์  และอิมามท่านอื่นๆ

3. มัซฮับที่เขาต้องการตัดลีกตามนั้น  ต้องมีการกระบวนการถ่ายทอดจากสายรายงานของผู้มีคุณธรรมและความจำดี

4. เขาต้องรู้รายละเอียดประเด็นปัญหาหนึ่งๆ  หรือประเด็นปัญหาต่างๆ  ที่เขาทำการตักลีดตาม  และต้องทราบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ  ที่อยู่ในมัซฮับของอิมามที่เขาจะตาม

5. หากเขาต้องการตักลีดตามอิมามมากกว่าหนึ่งคน  ก็ต้องมีเงื่อนไขว่า  เขาต้องไม่ทำการตัลฟีก(คละปนมัซฮับ) กับประเด็นหนึ่งๆ  ที่ไม่เคยมีมาก่อน  ตัวอย่างเช่น  เขาต้องการตักลีดตามอิมามมาลิก(ร.ฮ.) ในฮุกุ่มที่สุนัขไม่เป็นนะยิส  และเขาก็ต้องการตักลีดตามอิมามชาฟิอีย์(ร.ฮ.)ในฮุกุ่มที่ถือว่าใช้ได้ในการ เช็ดบางส่วนของศีรษะในการอาบน้ำละหมาด  ดังนั้น  ในการตักลีดตามในรูปแบบดังกล่าวนี้  เป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยความเห็นพร้องกันและบางทัศนะบอกว่ามันเป็นมติของปวง ปราชญ์  เนื่องจากว่า  หากเขาได้ทำการละหมาดตามสภาพดังกล่าวนี้  แน่นอนว่า  อิมามทั้งสองจะต้องตัดสินว่า  การละหมาดของเขานั้นเป็นโมฆะ  กล่าวคือ  อิมามมาลิกตัดสินว่าการละหมาดของเขาใช้ไม่ได้เพราะเขาเช็ดศีรษะเพียงเส้นผม สองหรือสามเส้นเท่านั้นโดยที่ไม่เช็ดให้ทั่วศรีษะ  ส่วนอิมามชาฟิอีย์จะตัดสินว่า  การละหมาดของเขานั้นใช้ไม่ได้เพราะเสื้อผ้าและร่างกายของเขาไปสัมผัสกับนะ ญิสสุนัข

ดังนั้น  เมื่อบรรดากฎเกณฑ์ต่างๆ  ทั้งห้าข้อมีอยู่ครบสมบูรณ์  แน่นอน อิบาดะฮ์ของคนมุก๊อลลิดและการทำธุรกิจค้าขายของเขานั้น  ย่อม   มีความถูกต้องและใช้ได้  แต่หากว่ากฏเกณฑ์เหล่านั้นบกพร่องหรือมีบางส่วนบกพร่องลงไป  แน่นอนว่า  อิบาดะฮ์ของเขาย่อมใช้ไม่ได้และจำเป็นต้องชดใช้อย่างเร่งด่วน

และถ้าหากเขาปรารถนาจะตักลีดตามมัซฮับของอิมามท่านหนึ่งที่ไม่ใช่มัซฮับอิมา มทั้งสี่  โดยมีเงื่อนไขที่กล่าวมาแล้วข้างต้นครบถ้วน  จึงไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้

1. ไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า  คำกล่าวของอิมามที่เขาตักลีดตามนั้น  ต้องสอดคล้องกับมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งจากมัซฮับทั้งสี่

2. ไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า  มัซฮับของอิมามดังกล่าวต้องถูกกล่าวถ่ายทอดอย่างสืบเนื่อง(มุตะวาติร)  แต่เพียงแค่ถูกถ่ายทอดโดยบรรดาผู้มีคุณธรรม  ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

3. ไม่ต้องมีเงื่อนไขว่า  มัซฮับของอิมามนั้น  ต้องถูกบันทึกหลักการไว้ในตำราต่างๆ  เป็นการเฉพาะ(ที่เป็นเอกเทศน์)  แต่เพียงนำเอาคำพูดมาจากตำราที่น่าเชื่อถือได้  ก็ถือว่าเพียงพอ

ทุกๆ  ประเด็นเหล่านี้  บรรดานักปราชญ์ได้กล่าวบ่งบอกไว้ในบรรดาหนักสือมูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม(อุซู ลุลฟิกห์)  และท่านอิบนุหะญัร  อัลฮัยติมีย์(ร.ฮ.) ได้รวบรวมสิ่งดังกล่าวไว้อย่างดีในหนังสืออัลฟะตาวา อัลฟิกฮียะฮ์ อัลก๊อบรอ  เล่ม 4 หน้า 326
   
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:24 AM »
0
มัซฮับทั้ง 4 เป็นปัจจัยที่สร้างความเป็นเอกภาพหรือสร้างความแตกแยก

บางกลุ่มกล่าวว่า "มัซฮับทั้งสี่นั้น   คือ สาเหตุของการแตกแยก เพราะได้แบ่งผู้คนทั้งหลายออกเป็นสี่พวก  แล้วอ้างว่า  ทุกๆ กลุ่มกล่าวว่า  นี้คือตำราของพวกเขาและนี้คือตำราของพวกเรา   นี้คืออิมามของพวกเขาและนี้คืออิมามของพวกเรา  นี้คือมัซฮับของพวกเขาและนั่นคือมัซฮับของพวกเรา   แล้วจะอนุญาตให้มีสี่แนวทางได้อย่างไร?  ในเมื่อ  นบีของพวกเราคือคนเดียวกัน  อัลกรุอานของเรานั้นเล่มเดียวกัน  และศาสนาของเราก็หนึ่งเดียวกัน   และพวกเขายังกล่าวอีกว่า  "มนุษย์ที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุดคือนักปราชญ์หะดิษ"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  คำกล่าวอ้างเช่นนี้  ย่อมขัดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  และยิ่งไปกว่านั้น  สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ยืนยันในหนทางที่กลับกันเลยทีเดียว  เนื่องจากผู้มีใจเป็นธรรม  จะทราบว่า  ความขัดแย้งอันมากมายนั้น  ไม่ใช่มาจากการตักลีด  แต่การตัดลีกนั้นกลับทำให้เกิดความกลมเกลียวไม่ใช่ความแตกแยก   เพราะท่านคงทราบถึงประเทศใหญ่ๆ  อย่างประเทศอินเดีย  ที่ดำเนินตามมัซฮับของอิมามอบูหะนีฟะฮ์(หะนะฟีย์) โดยไม่มีความขัดแย้งและเกิดความแตกแยกในหมู่พวกเขาเลย  และท่านจะพบว่าประเทศมอร๊อคโค  ญะซฺาอิร  และตูนิส  ได้ดำเนินตามมัซฮับอิมามมาลิกโดยที่ไม่มีความขัดแย้งและเกิดความแตกแยกใน หมู่พวกเขาเลย  แต่ความเป็นจริงการขัดแย้งได้เกิดขึ้น  เพราะมีการวินิจฉัยมากขึ้น  บรรดาความเห็นมีการขัดแย้งกัน  เพราะหากทุกคนเป็นมุจญฮิด(นักวินิจฉัย)และปฏิบัติตามความเห็นของตนในการเข้า ใจอัลกุรอานและหะดิษเอง  แน่นอนว่า  ท่านจะไม่เห็นแม้กระทั่งคนสองคนจะมีความกลมเกลียวกันเลย  ด้วยเหตุนี้  ท่านจะพบว่า  บรรดาบุคคลที่ต่อต้านมัซฮับทั้งสี่คือกลุ่มที่สร้างความแตกแยกมากที่สุดทุกๆ วัน  ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในความแตกแยกและแบ่งพรรคแบ่งพวก

แท้จริง  ความขัดแย้งอันมากมายที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ผู้มีชีวิตอยู่หลังจากฉันนั้น  แน่นอน  เขาจะได้เห็นความขัดแย้งอันมากมาย"  ซึ่งหมายถึง  มาจากสาเหตุที่ทุกคนอวดอ้างว่าความเห็นของตนเองเท่านั้นที่ดีและถูกต้อง

เพราะฉะนั้น  จึงไม่บังควรที่จะแอบอ้างว่า  การตักลีดตามบรรดาอิมามที่อยู่ในทางนำ  เช่น  อิมามอบูหะนีฟะฮ์  อิมามมาลิก  อิมามชาฟิอีย์  และอิมามอะหฺมัด  เป็นการสร้างความแตกแยกในศาสนาและทำให้มุสลิมแตกออกเป็นหลายกลุ่ม  เพราะว่าผู้ที่ตามอิมามที่อยู่ในทางนำนั้น  แน่นอนว่า  เขาก็คือผู้ที่อยู่ในทางนำด้วย

และคำกล่าวที่ว่า  การตามบรรดาอิมามแห่งทางนำนั้น  คือการสร้างความแตกแยกในศาสนา  ย่อมเป็นคำกล่าวที่มาตำหนิบรรดาปวงปราชญ์ในศาสนา  ตำหนิบรรดาซอฮาบะฮ์  ตาบิอีน  เนื่องจากว่าพวกเขาเหล่านั้น  ก็มีการขัดแย้งกันในหลายทัศนะ   ส่วนคนมุก๊อดลิดหรือคนเอาวามทั่วไป  ก็ไม่ได้ทำสิ่งใดและไม่ได้สร้างทัศนะขึ้นมาใหม่  แต่พวกเขาตามบรรดาอิมามที่อยู่ในทางนำและได้ยึดเอาบรรดาทัศนะคำกล่าวของพวก เขาที่วินิจฉัยมาจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์  ซึ่งคำกล่าวนี้  ย่อมมีความชัดเจนสำหรับผู้ที่มีใจเป็นธรรมและไร้ความทิฐิ

และบรรดาผู้ตักลีดตามบรรดาอิมามที่อยู่ในทางนำนั้น  ก็ไม่ได้อวดอ้างว่า  มัซฮับของพวกเขาถูกต้องแต่เพียงผู้เดียวและมัซฮับอื่นนั้นหลงผิด  แต่พวกเขามีความเชื่อว่า  ทุกๆ  มัซฮับของอิมามมุจญฮิดนั้น  อยู่บนความดีงามและสามารถเจริญรอยตามได้

ท่าน ชัยค์  สะอีด  หะวา (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  "เญาลาต ฟี อัลฟิกฮัยน์"  หน้า 126  ว่า "สำหรับบรรดาบุคคลที่ต่อต้านผู้มีมัซฮับ  ด้วยการแอบอ้างความเป็นเอกภาพในอิสลามนั้น  เราขอกล่าวแก่พวกเขาว่า  แท้จริง  ในตัวของการมีมัซฮับ  ไม่ได้สร้างความแตกแยก  แต่การนำมาปฏิบัติแบบผิดๆ  ของผู้สังกัดมัซฮับต่างหากที่สร้างความแตกแยก  ซึ่งการแก้ไขในกรณีนี้  ไม่ใช่การยกเลิกการมีมัซฮับ  แต่การแก้ไขนั้น  ต้องด้วยจิตสำนึก  มีการอบรมและสั่งสอนอย่างถูกต้อง  และเราขอกล่าวว่า  แท้จริง  ความเป็นเอกภาพของอิสลามในด้านนิติศาสตร์นั้น  สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่มีการปกครองระบบรัฐอิสลาม  เพราะผู้นำหรือตัวแทนของผู้นำสามารถวางกฏหมายอิสลามที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว กันได้ภายในเมืองหนึ่ง  หรือเมืองต่างๆ และก็ทำการกำหนดมันแก่ประชาชาติ  และการที่ประชาชาติอิสลามได้ยึดมัซฮับทั้ง 4 นั้น  ย่อมเป็นรูปแบบที่สร้างความแตกแยกน้อยที่สุด  ซึ่งหากว่าไม่มีมัซฮับทั้งสี่  แน่นอนว่าพวกเราคงมีเป็นล้านๆ มัซฮับเกิดขึ้น  (โดยที่ความวุ่นวายต้องเกิดขึ้นในอิสลามเป็นอย่างแน่แท้)  และด้วยจิตใจที่เป็นธรรม  ไร้ทิฐิ  และการนำเสนอความจริงดังเช่นที่มันได้เกิดขึ้นนั้น  เราขอกล่าวว่า  "ผู้ ทีสังเกตถึงบรรดาบุคคลที่โจมตีต่อบรรดามัซฮับของอิมามมุจญฮิดและต่อผู้ที่ ได้ทำการยึดถือและทำการฟัตวาตามการวิเคราะห์ของนักปราชญ์มุจญฮิดเหล่านั้น   พวกเขาจะไม่ยอมรับอย่างจริงจังกับตัวอย่างการวินิจฉัยของอิมามอบูหะนีฟะฮ์  อิมามชาฟิอีย์  อิมามมาลิก  และอิมามอะหฺมัด (เพราะพวกเขาเหล่านั้นอ้างว่าอิมามทั้งสี่ไมได้ใช้ให้ตาม) แล้วมอบการวินิจฉัยให้กับคนเอาวามทั่วไป  และหากว่ามีคนหนึ่งได้ขอให้ฟัตวาตามแนวทางของผู้ไม่มีมัซฮับหรือผู้ที่มีแนว ทางเหมือนพวกเขา  แน่นอนว่า  พวกเขาย่อมไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตำหนิ  แต่พวกเขาจะทำการตำหนิต่อผู้ที่ทำการฟัตวาตามอิมามอบูหะนีฟะฮ์  อิมามชาฟิอีย์  อิมามมาลิก  และอิมามอะหฺมัด  ซึ่งเฉกเช่นดังกล่าวนี้  มันไม่เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงดอกหรือ??!! "

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ได้ยืนยันแล้วว่า  การสร้างความแตกแยก  การแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างเป็นระบบตามกระแสของผู้ที่ไม่มีมัซฮับนั้น  ย่อมมีมากกว่า  รุนแรงกว่า  และยังความอันตรายมากกว่าแนวทางของผู้ที่ตามอิมามทั้งสี่  และการมีความผิดพลาดบางประการในเชิงการปฏิบัติของผู้มีมัซฮับนั้น  จะนำมาเป็นเอกลักษณ์หรือเหมาเป็นภาพรวมของการมีมัซฮับนั้นย่อมไม่ได้อย่าง แน่นอนและเด็ดขาด

أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:29 AM »
0
ระดับขั้นของปวงปราชญ์นิติศาสตร์อิสลาม

ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ผู้มีสติปัญหาให้การยอมรับก็คือ  บรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามนั้นไม่ได้อยู่ระดับเดียวกัน  แต่พวกเขามีหลายระดับและหลายฐานะ  และจากสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง   สำหรับผู้ที่แสวงหาวิชาความรู้  ก็คือ  ต้องทราบถึงตำแหน่งและระดับของนักปราชญ์นิติศาสตร์  จนกระทั่งเขาสามารถนำมาอยู่ในลำดับแรกกับทัศนะของนักปราชญ์ที่เขาควรนำมา อยู่ก่อนและสามารถนำมาไว้ลำดับหลังกับทัศนะของนักปราชญ์ที่ควรนำมาอยู่หลัง

ด้วยเหตุนี้  ท่านอิมามอัลค่อฏีบ อัลบุฆดาดีย์  ได้กล่าวว่า “การตระหนักถึงระดับความรู้ของนักปราชญ์นิติศาสตร์  การกล่าวถึงความประเสริฐ  และอธิบายถึงความเลื่อมล้ำของพวกเขานั้น  ถือว่าเป็นสุนัตสำหรับนักนิติศาสตร์อิสลาม(ฟะกีฮ์) เพื่อให้มนุษย์พึ่งพาพวกเขาในเจริญรอยตามประเด็นที่มีปัญหาต่างๆ  เกิดขึ้น  และก็ทำการยึดทัศนะของพวกเขา”  ดู  หนังสืออัลฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 139

ท่านอัลค่อฏีบ  ได้อ้างหลักฐานจากสิ่งดังกล่าวด้วยหะดิษมากมาย  เช่นท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า

إِنِّىْ لَا أَدْرِىْ مَا قُدِرَ بَقَائِىْ فِيْكُمْ فَأقْتَدُوْا باِلَّذِيْنَ مِنْ بَعْدِىْ وَأَشَارَ إِلَى أَبِىْ بَكْرٍ وَعُمَرَ

“แท้ จริง  ฉันไม่รู้ว่าจะคงอยู่กับพวกท่านได้นานขนาดใหน  ดังนั้น  พวกท่านจงเจิรญรอยตาม 2 คนหลังจากฉัน  แล้วท่านนบี(ซ.ล.) ก็ชี้ไปยังท่านอบูบักรและท่านอุมัร”  รายงานโดย  ท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์และอิบนุอบีชัยบะฮ์

ปวงปราชญ์ได้ทำการอธิบายถึงระดับขั้นต่างๆ  ของนักปราชญ์นิติศาสตร์ไว้ในหนังสือมูลฐานนิติศาสตร์(อุซูลุลฟิกห์)และ หนังสือนิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์)  ซึ่งส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์ที่ทำการอธิบายถึงขั้นระดับต่างๆ  ของนักปราชญ์นิติศาสตร์ คือ ท่านอิมาม มุหัดดิษ  อบูอัมร์ อิบนุ ศ่อลาห์  , ท่านอิมามอันนะวาวีย์ , ท่านอิบนุ หัมดาน อัลหัมบาลีย์ , ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ (ของอัลเลาะฮ์ทรงเมตตาต่อพวกเขา) และท่านอื่นๆ


บทสรุปคำอธิบายของนักปราชญ์

นักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

ประเภทที่ 1 . مجتهد مستقل   นักปราชญ์ผู้วินิจฉัยเอกเทศน์  เหตุที่เรียกดังกล่าวนี้  เพราะเขาได้มีความเป็นเอกเทศน์ในการรอบรู้ถึงฮุกุ่มต่างๆ ของศาสนา  ที่ได้รับมาจากหลักฐานต่างๆ  โดยไม่ได้ทำการตัดลีดนักปราชญ์คนใด  และไม่จำกัดอยู่ในหลักพื้นฐานของการวินิจฉัยจากนักปราชญ์ที่อยู่ก่อนจากเขา  ดังนั้น  นักปราชญ์นิติศาสตร์ประเภทนี้  ต้องมีบรรดาคุณลักษณะที่ทำให้เขามีคุณสมบัติในระดับสูงนี้

ด้วยเหตุนี้  บรรดานักปราชญ์ของเรากล่าวว่า  นักปราชญ์นิติศาสตร์ประเภทดังกล่าว  ต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้

1. เขาจะต้องเที่ยงตรงในการรอบรู้ถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ  ของศาสนา  จากอัลกุรอาน  ซุนนะฮ์  อัจญฺมาอ์  และกิยาส (เทียบเคียง) และสิ่งที่เกี่ยวข้องในเชิงรายละเอียด

2. เขาจะต้องรอบรู้ในเงื่อนไขของบรรดาหลักฐานต่างๆ  , ข้อบ่งชี้ของมัน  , และรู้ถึงวิธีการดึงหลักการต่างๆ  จากหลักฐานเหล่านั้น  ซึ่งกรณีนี้ศึกษาได้จากวิชามูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม

3. รอบรู้ถึงหลักการต่างๆ  ของอัลกุรอาน  หะดิษ  ตัวบทที่มายกเลิก  ตัวบทที่ถูกยกเลิก  หลักไวยากรณ์  หลักภาษาอาหรับ  หลักนิรุกศาสตร์ (ซ่อร๊อฟ)  ทัศนะขัดแย้งและเห็นพร้องของปวงปราชญ์  ด้วยขนาดที่เขาสามารถนำมาเป็นองค์ประกอบในการอ้างหลักฐานและดึงหลักการออกมา

4. เขาต้องเป็นผู้มีความชำนาญและมีคุณสมบัติในการนำหลักการดังกล่าวมาใช้

5. เขาต้องรอบรู้ถึงหลักนิติศาสตร์  และจดจำประเด็นปัญหาและข้อปลีกย่อยต่างๆ  ที่สำคัญ

ดังนั้น  ผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหล่านี้  เขาก็สามารถเป็นมุฟตี  มุจญฮิดมุฏลัก(ผู้ไม่จำกัดอยู่ในหลักมูลฐานการวินิจฉัยของปราชญ์ท่านอื่น) หรือมุจญฮิดมุสตะกิล(ผู้เป็นเอกเทศน์ในการวินิจฉัย)  ซึ่งถือว่าเป็นฟัรดูกิฟายะฮ์

ส่วนหนึ่งจากผู้บรรดานักปราชญ์ได้มีมติสอดคล้องกันว่า  บุคคลที่เป็นผู้ถึงขั้นระดับมุจญฮิดมุฏลักหรือมุสตะกิลนั้น  อาทิเช่น

ระดับซอฮาบะฮ์  คือ  ท่านอบูบักร , ท่านอุมัร , ท่านอุษมาน , ท่านอาลี , ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ มัสอูด , ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อับบาส , ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร , ท่านมุอาซฺ , และท่านอื่นๆ  (ขออัลเลาะฮ์ทรงพึงพอพระทัยแก่พวกเขาด้วยเทอญ)

ตาบิอีน  จากนักปราชญ์ทั้ง 7 แห่งนครมะดีนะฮ์  คือ ท่าน สะอีด อิบนุ อัลมุซัยยับ , ท่านอุรวะฮ์ บิน ซุบัยร์ , ท่านอัลกอซิม บิน มุหัมมัด ,  ท่านอบูบักร บิน อับดุรเราะหฺมาน , ท่านอับดุลเลาะฮ์ บิน อับดิลเลาะฮ์ บิน อุตบะฮ์ บิน มุสอูด , ท่านสุไลมาน บิน ยะซาร , ท่านคอริญะฮ์ บิน ซัยด์

ระดับตาบิอิตตาบิอีน  เช่น  ท่านซุฟยาน บิน อุยัยนะฮ์ , ท่านซุฟยาน อัษเษารีย์ , ท่านอบูหะนีฟะฮ์ , ท่านอิมามมาลิก , ท่าน อัลลัยษ์ บิน สะอัด , ท่านอัชชาฟิอีย์ , ท่านอัลเอาซะอีย์ , ท่านอะหฺมัด บิน หัมบัล , และท่านอื่นๆ อีกมากมาย

ประเภทที่ 2 . มุฟตี(มุจญฮิด) ที่ไม่เป็นเอกเทศน์  แต่เขาได้ตามอิมามคนหนึ่งที่เป็นมุจญฮิดมุสตะกิล(นักวินิจฉัยที่เป็นเอก เทศน์) และทำการพาดพิงมัซฮับของเขาไปยังมัซฮับของอิมามท่านนั้น

นักปราชญ์ประเภทนี้  มีอยู่หลายระดับด้วยกัน

ระดับที่ 1 .  المجتهد المطلق المنتسب  ปราชญ์ผู้วินิจฉัยที่เป็นเอกเทศน์อีกทั้งพาดพิงไปยังมัซฮับอิมามท่านใดท่าน หนึ่ง  เหตุที่เรียกว่า المطلق (มุฏลัก) เพราะว่า  การวินิจฉัยของเขานั้น  ได้ครอบคลุมถึงประเด็นข้อปลีกย่อยต่างๆ  ทางนิติศาสตร์หรือหลักมูลฐานและกฎต่างๆ ของนิติศาสตร์อิสลาม  และเพราะว่าการวินิจฉัยของเขาได้อยู่ในทุกๆ วิชาการต่างๆ  ที่เป็นมาตราในการวินิจฉัย  และบรรดานักปราชญ์ที่อยู่ในระดับนี้  คือผู้ที่ถึงขั้นรับผู้ที่มีความรู้ขั้นสูง โดยที่พวกเขาก็มีเงื่อนไขและคุณสมบัติต่างๆ เช่นเดียวกับมุจญฮิดมุสตะกิล  แต่เขาได้พาดพิงตนเองไปยังมัซฮับอิมามที่เขาตามอยู่  เพื่อเขาจะได้นำหลักการของอิมามท่านนั้นมาเป็นแนวทางในการวินิจฉัย  ทั้งที่ในความเป็นจริง  เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ตักลีดตามอิมามท่านนั้น หรือตามมัซฮับและหลักฐานของอิมามท่านนั้น  และฟัตวาของปราชญ์ที่อยู่ในระดับขั้นนี้  ก็ย่อมเสมือนกับฟัตวาของมุจญฮิดมุฏลักซึ่งสามารถนำมาปฏิบัติได้ และสามารถนับเข้ามามีบทบาทอยู่ในมติหรือการขัดแย้งของปวงปราชญ์ได้

ส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์ที่มีคุณลักษณะถึงระดับขั้นนี้  อาทิเช่น  อิมามอบูยูซุฟ , อิมามมุหัมมัด บิน หะซัน อัชชัยบานีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์  , อิมามอิบนุ อัลกิซิม , อิมามอิบนุ วะฮฺบ์ , อิมามอัชฮับ  จากนักปราชญ์มัซฮับมาลิกีย์ , อิมามอัลมุซะนีย์ ,อิมามอัลบุวัยฏีย์ , อิมามอิบนุ มุนซิร , อิมามอิบนุ ญะรีร  อัฏฏ๊อบรีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์

ระดับที่ 2 . أصحاب الوجوه  (อัศฮาบ อัลวุญูฮ์) หรือ المجتهد المقيد (มุ จญฮิดมุก๊อยยัด)นักปราชญ์ระดับนี้ย่อมมีระดับที่ต่ำกว่านักปราชญ์ระดับแรก  เพราะฉะนั้น  การวินิจฉัยของพวกเขาได้ถูกจำกัดอยู่ในมัซฮับอิมามของพวกเขา  ดังนั้น  นักปราชญ์ที่ถึงระดับนี้  จึงมีสามารถวิเคราะห์มัซฮับอิมามของพวกเขาด้วยกับหลักฐานได้  แต่เขาจะไม่วินิจฉัยหลักฐานต่างๆ  ให้เกินเลยไปจากหลักมูลฐาน(อุซูล)และกฎเกณฑ์นิติศาสตร์(ก่อวาอิด)ต่างๆ ของมัซฮับอิมามของเขา

นักปราชญ์ระดับนี้  ต้องมีเงื่อนไขต่อไปนี้

1. เขาต้องรอบรู้หลักนิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์)

2. เขาต้องชำนาญในหลักวิชามูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม

3. เขาต้องรอบรู้บรรดาหลักฐาน ของฮุกุ่มต่างๆ  แบบรายละเอียด

4. มีความรู้แจ้งในหลักการต่างๆ ของการกิยาส(เทียบเคียง) และความหมายภาษาอาหรับ

5. มีความชำนาญอย่างยิ่งในการดึงและวิเคราะห์ฮุกุ่มออกมา

6. เขาต้องมีความสามารถต้องการเทียบเคียงฮุกุ่มที่ไม่มีตัวบทมาระบุในมัซฮับอิ มามของเขา  ด้วยกับหลักมูลฐานและกฎเกณฑ์ต่างๆ  ทางด้านนิติศาสตร์ของอิมาม

นักปราชญ์ที่อยู่ในระดับนี้  จะไม่พ้นจากการตักลีดตามอิมาม   สาเหตุดังกล่าว  ก็คือ  เขาไม่มีความถนัดในบางสาขาวิชาและหลักการต่างๆ  ที่เป็นคุณลักษณะอยู่ในมุจญฮิดมุสตะกิล  เช่นเขาไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาหะดิษและหลักวิชาภาษาอาหรับ

ท่านอิมามอิบนุ ศ่อลาห์ , ท่านอิมามอันนะวาวีย์ และท่านอื่นๆ ได้กล่าวอธิบายถึงคุณลักษณะของนักปราชญ์ระดับนี้ว่า  “ส่วนมากแล้ว  จะเกิดความบกพร่องด้วยกับสองวิชานี้ – คือหะดิษและหลักภาษาอาหรับ – จะเกิดขึ้นในตัวของนักปราชญ์มุจญฮิดมุก๊อยยัด

ท่านอิมามอิบนุศ่อลาห์ , ท่านอิมามนะวาวีย์ , ท่านอิมามอิบนุ หัมดาน อัลหัมบาลีย์ , และท่านอิมามอัชชาฏิบีย์   ได้กล่าวว่า “นักปราชญ์ระดับนี้ได้เอาตัวบทต่างๆ ของอิมามของเขามาเป็นหลักมูลฐานในการวินิจฉัย  เฉกเช่นกับนักมุจญฮิดมุสตะกิลได้เอาตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยตรงมาทำ การวินิจฉัย

ระดับที่ 3 . مجتهد الفتوى ปราชญ์ผู้วินิจฉัยในด้านฟัตวา   นักปราชญ์ระดับนี้  ไม่ถึงขั้นระดับนักปราชญ์ระดับที่สอง  แต่เขามีหัวใจในความเป็นนักนิติศาสตร์  จดจำหลักการมัซฮับอิมาม  รอบรู้ถึงบรรดาหลักฐานต่างๆ  ของมัซฮับอิมาม  มีความสามารถในการยืนยันหลักฐาน  สามารถฉายประเด็น  วางระเบียบ  วิเคราะห์  วางบริบท  ขัดเกลา  และให้น้ำหนักได้  แต่เขามีระดับลดลงมาจากนักปราชญ์ระดับที่สอง  เพราะเขามีความชำนาญในการวินิจฉัยและรอบรู้หลักมูลฐานนิตศาสตร์และอื่นๆ  น้อยกว่านักปราชญ์ระดับที่สอง

ส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์ระดับนี้  คือ  ท่านอัฏเฏาะหาวีย์  , ท่านอัลกัรคีย์ ,  ท่านอัซซัรค่าซีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์ ,   ท่านอัลมาซิรีย์ , ท่านอัลกอฏีย์ อับดุลวะฮาบ , ท่านอัลกอฏีย์ อิยาฏ  จากนักปราชญ์มัซฮับมาลิกีย์ , ท่านอิมามอัลฆอซะลีย์ , ท่านอัรรอฟิอีย์ , ท่านอิมามอันนะวาวีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์ , ท่านอิบนุ อัลกุดามะฮ์ , ท่านอิบนุตัยมียะฮ์  จากนักปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์

ระดับที่ 4 . أصحاب الترجيح فى المذهب  คือ พวกเขาไม่มีความสามารถในการวินิจฉัย(อิจญฮาด) แต่พวกเขามีความรอบรู้ในหลักมูลฐานนิติศาสตร์และมีความจำประเด็นต่างๆ ที่ได้รับจากหลักฐาน   มีความสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของทัศนะอันรอบรัดที่ตีความได้ทั้งสองแง่ มุม  หรือฮุกุ่มที่ยังมีความเข้าใจคลุมเครือที่สามารถตีความได้เป็นสองแนวทาง  ซึ่งเป็นประเด็นที่ถ่ายทอดมาจากเจ้าของมัซฮับหรือจากบรรดาสานุศิษย์ของอิมา มมัซฮับนั้น

ส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์ที่อยู่ในระดับนี้  เช่น  ท่านปรมาจารย์  อาลี อิบนุ อบีบักร อัลมิรฆีนานีย์  เจ้าของหนังสือ  อัลฮิดายะฮ์  จากนักปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์ , ท่านอัลหัฏฏ๊อบ  นักปราชญ์จากมัซฮับมาลิกีย์ , ท่านอัลอิสนาวีย์  นักปราชญ์จากมัซฮับชาฟิอีย์ , ท่านอิบนุ มุฟลิหฺ  นักปราชญ์จากมัซฮับหัมบาลีย์

ระดับที่ 5 . حفظة المذهب  บรรดานักปราชญ์ที่จดจำหลักการของมัซฮับ  คุณสมบัติของพวกเขา  คือ  นักปราชญ์ที่ทำการจดจำหลักการของมัซฮับ  ทำการถ่ายทอด  และเข้าใจในประเด็นต่างๆ  ที่มีความชัดเจนและเข้าใจยาก แต่เขาไม่มีความสันทัดในการยืนยันหลักฐานและวิเคราะห์หลักการกิยาสของมัซ ฮับ  ดังนั้น  นักปราชญ์ระดับนี้  สามารถยึดการฟัตวาและการถ่ายทอดของเขาจากสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในมัซฮับหรือ จากตัวบทคำพูดของอิมามของเขาได้  และสามารถยึดการแจงรายละเอียดทัศนะของนักปราชญ์มุจญฮิดในมัซฮับของอิมามของ เขาได้

จุดประสงค์ของการจดจำมัซฮับ  คือ  การที่หลักการส่วนมากของมัซฮับนั้น  อยู่ในสมองของเขา  และเขามีความชำนาญจากการรับรู้ส่วนประเด็นที่เหลือได้ไม่ยากนัก

ส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์ที่อยู่ในระดับนี้  เช่น  ท่านอิมาม อิบนุ นุญัยม์ , ท่านอิมามอิบนุอาบิดีน จากนักปราชญ์มัซฮับหะนะฟีย์  , ท่านอิมามอัดดุซุกีย์ , ท่านอิมามอัศศอวีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับมาลิกีย์ ,  ท่านอิมามอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ , และท่านอิมามรอมลีย์  จากนักปราชญ์มัซฮับชาฟิอีย์ ,  ท่านอิมามอัลมัดดาวีย์ , ท่านอิมามอัลบุฮูตี  จากนักปราชญ์มัซฮับหัมบาลีย์

ระดับที่ 6 . المشتغل بالمذهب  นักปราชญ์ที่สนใจหลักการของมัซฮับ  ซึ่งคุณลักษณะนี้จะไม่สมควรได้รับนอกจาก 3 ประการ

1.  เขาต้องรอบรู้ประเด็นการสังกัดมัซฮับ  อย่างแท้จริงหรือโดยรวม

2.  เขาต้องรอบรู้ถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ  จากทัศนะที่ได้รับยึดถือของมัซฮับ

3.  เขาต้องมีความชำนาญจากการรอบรู้อยู่  3  ข้อ

ข้อ 1 . เขาต้องรู้ถึงศัพท์เชิงวิชการของมัซฮับ

ข้อ 2 . เขาต้องรู้หลักการต่างๆ ของมัซฮับ  ซึ่งจะสามารถจะรู้ได้จาก 2  แหล่งด้วยกัน

แหล่งที่ 1 . บรรดากฎเกณฑ์และหลักมูลฐานต่างๆ ทางด้านนิติศาสตร์ของมัซฮับ  ซึ่งศึกษาได้จาก  วิชามูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม(อุซูลุลฟิกห์)

แหล่งที่ 2 .  รู้ในด้านของเชิงปฏิบัติ  ซึ่งสามารถรู้ได้จากวิชานิติศาสตร์อิสลาม(วิชาฟิกห์)

ข้อ 3 . เขาต้องรู้ถึงบทต่างๆ  ที่จะค้นคว้าประเด็นข้อปลีกย่อย   เช่น  เมื่อเขาต้องการจะทราบประเด็นเรื่อง  การปิดเอาเราะฮ์   บทที่ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น  คือ  บทที่ว่าด้วยเรื่องการละหมาด  ในบทย่อยของเงื่อนไขการละหมาด  ในประเด็นย่อยของเงื่อนไขการปกปิดเอาเราะฮ์  และสามารถค้นคว้าประเด็นนี้ได้ใน  เรื่องนิกาห์   บทที่ว่าด้วยเรื่อง  การอนุญาตให้ชายผู้สู่ขอมองหญิงที่ถูกสู่ขอ
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:30 AM »
0
ประวัติย่อความเป็นมาของมัซฮับ

ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาวิชาความรู้จากมัซฮับอะฮ์ลิสซุนนะฮ์  ที่สมควรทราบถึงประวัติการกำเนิดของมัซฮับ  สถานที่แพร่หลาย  และบรรดานักปราชญ์ของมัซฮับ  ซึ่งเราขอมอบให้กับท่าน  อิมาม  อัลกอฏี อิยาฏ  ได้ทำการอธิบายในแง่มุมหนึ่งจากสิ่งดังกล่าว ดังต่อไปนี้

ท่าน อัลกอฏีย์ อิยาฏ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  ตัรตีบ อัลมะดาริก วะ ตักรีบ อัลมะซาลิก  เล่ม ที่ 1 หน้า 17  ว่า “ท่านนบี(ซ.ล.) ได้ใช้ให้เจริญรอยตามบรรดาค่อลิฟะฮ์และบรรดาซอฮาบะฮ์หลังจากท่าน(เสียชีวิต) และท่านนบี(ซ.ล.) ได้ส่งบรรดาซอฮาบะฮ์ของท่านไปยังผู้คนทั้งหลาย  เพื่อสั่งสอนให้พวกเขามีความเข้าใจในเรื่องศาสนา  และเพื่อจะได้ตักเตือนกลุ่มชนของพวกเขาเมื่อได้หวนกลับไป(สู่มาตุภูมิ)  และเมื่อกรณีดังกล่าวนี้  มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  ดังนั้น  กรณีดังกล่าวย่อมเหมาะสมสำหรับบุคคลที่คนเอาวมทั่วไปได้ตักลีดตามเขา  หรือสำหรับผู้เริ่มศึกษาที่ต้องการทำอิบาดะฮ์  นักศึกษาผู้ขอคำชี้แนะ  และผู้ที่ทำความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาของอัลเลาะฮ์ที่ทำการตัดลีดตามเขา   และ ผู้ที่ถูกตักลีดดังกล่าวนั้น  เหมาะสมยิ่งสำหรับ  นักปราชญ์ระดับซอฮาบะฮ์ของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ที่ได้รับความรู้มาจากท่านนบี(ซ.ล.) และรอบรู้ถึงมูลเหตุในข้อบัญญัติใช้และบัญญัติห้าม   หลักการต่างๆ ของชาริอะฮ์  บรรดาคำพูดที่ออกมาจากท่านนบี(ซ.ล.) และพวกเขารู้ถึงบรรดาความหมายนัยยะแวดล้อมของสิ่งดังกล่าว  ซึ่งพวกเขารอบรู้เป็นอย่างดีจากท่านนบี(ซ.ล.) และได้ทำการสอบถาม  พร้อมทั้งพวกเขามีความกว้างขวางในวิชาความรู้ , ทราบถึงบรรดาความหมายของคำพูดท่านนบี(ซ.ล.) , มีหัวใจที่สว่างไสว , หัวอกอันแจ้งประจักษ์  เพราะฉะนั้น  พวกเขาจึงเป็นประชาชาติที่มีความรอบรู้เป็นที่สุดอย่างปราศจากความสงสัยและ พวกเขาเหมาะสมยิ่งสำหรับการตัดลีดตาม  แต่พวกเขาไม่เคยพูดบรรดาปัญหาที่จะเกิดขึ้น  นอกจากส่วนน้อยจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเท่านั้น  และบรรดาประเด็นปัญหาข้อปลีกย่อยต่างๆ  ก็ไม่ได้แตกกิ่งก้านสาขามาออกจากพวกเขามากมาย  พวกเขาไม่ได้พูดประเด็นในเรื่องของศาสนานอกกรณีที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และ ประเด็นต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  และพวกเขาเน้นความสนใจในการปฏิบัติในสิ่งที่พวกเขารู้  ปกป้องศาสนาและตอกย้ำให้แน่นแฟ้นกับหลักชาริอัตของบรรดามุสลิมีน

ในแวดวงของซอฮาบะฮ์นั้น  มีบางประเด็นการขัดแย้งที่พวกเขาได้ทำการอธิบายหลักการที่คนมุก๊อลลิดอาจจะยังคงมีความสับสนและ มีความต้องไปยังการพิจารณาไตร่ตรอง  แต่แท้จริง  ได้มีการอธิบาย  สังเคราะห์  และตีแผ่คำพูดในประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้นมาหลังจากพวกเขา  เมื่อ ถึงยุคตาบิอีน  พวกเขาก็ทำการพิเคราะห์ในประเด็นการขัดแย้งของซอฮาบะฮ์  และพวกเขาก็ดำรงอยู่บนโครงสร้างหลักมูลฐานนิติศาสตร์ของเหล่าซอฮาบะฮ์  หลังจากนั้น  เมื่อยุคสมัยของตาบิอิตตาบิอีนมาถึง  บรรดาเหตุการณ์และประเด็นปัญหาต่างๆ  ได้เกิดขึ้นมากมาย   บรรดาฟัตวาต่างๆ  ได้กระจัดกระจาย  ดังนั้น  พวกเขาจึงทำการรวบบรรดาคำวินิจฉัยทั้งหมด  และทำการจดจำหลักนิติศาสตร์ของผู้ที่อยู่ก่อนจากนั้น   พวกเขาได้ทำการวิเคราะห์การขัดแย้งและความเห็นสอดคล้องของซอฮาบะฮ์และตาบิอี น  ซึ่งพวกเขาได้เตือนให้ระวังการแพร่ขยายของกรณีดังกล่าวและการขัดแย้งที่ออก นอกกฏ  ดังนั้น  พวกเขาจึงทำการวินิจฉัย  โดยการรวบรวมบรรดาซุนนะฮ์ต่างๆ  และได้กำหนดบรรดาหลักมูลฐานแห่งนิติศาสตร์อิสลามขึ้น  และเมื่อมีการถูกตั้งคำถามขึ้นมา  พวกเขาก็จะทำการตอบและทำการกำหนดบรรดากฎเกณฑ์แห่งนิติศาสตร์วางแนวทางหลัก มูลฐานแห่งนิติศาสตร์ และทำการอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้นโดยให้อยู่บนหลักการเหล่านั้น  แล้วได้มีการประพันธ์และจัดเรียบเรียงเป็นบทๆ ขึ้นมาให้แก่ผู้คนทั้งหลาย  และพวกเขาทุกๆ  คนก็ได้ปฏิบัติสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงเปิดและชี้นำแก่เขา

เมื่อหลักวิชามูลฐานแห่งนิติศาสตร์   วิชานิติศาสตร์อิสลาม(วิชาฟิกห์)  หลักการขัดแย้งและมติสอดคล้องได้เสร็จสิ้นแก่พวกเขา  และพวกเขาได้ทำการกิยาส(เทียบเคียง)ประเด็นฮุกุ่มคล้ายคลึงที่ได้รับทราบมา ถึงพวกเขา  - ขออัลเลาะฮ์ทรงพึงพอพระทัยต่อพวกเขาทั้งหมดและทรงประทานผลการตอบแทนการ วินิจฉัยของพวกเขา -  ดังนั้น จึงจำเป็นแก่คนมุก๊อลลิตที่เป็นคนเอาวามทั่วไปและนักศึกษาเบื้องต้น  ทำการตักลีดพวกเขา  ตามบรรดาตัวบทที่ได้ระบุฮุกุ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว  และทำการทบทวนสิ่งที่สงสัยให้กลับไปยังพวกเขา  และเพราะว่า  การทำให้ครอบคลุมของหลักชะริอะฮ์และบทบาทของมันนั้นได้เป็นหน้าที่ของพวกเขา โดยทำให้มีความประณีตในการพิจารณาบรรดามัซฮับต่างๆ  ที่อยู่ก่อนพวกเขา  และถือว่าเป็นความเพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่มาหลังจากพวกเขา  แต่การตักลีมตามพวกเขาทั้งหมดนั้น  ส่วนมากจะไม่สอดคล้องกัน  เนื่องจากพวกเขามีความแตกต่างกันในบรรดาหลักมูลฐานนิติศาสตร์แห่งอิสลาม  และไม่เป็นการสมควรที่คนมุก๊อลลิตได้ทำการตักลีดตามคนใดคนหนึ่งตามอารมณ์... ดังนั้น  ส่วนที่เขาได้รับในการวินิจฉัยตรงนี้นั้น  ก็คือ  เพียงการพิจารณานักปราชญ์ที่มีความรู้ที่สุด...แล้วเขาก็จะสามารถทราบถึง สิ่งที่ดีกว่าในการตักลีดตามสำหรับพวกเขา  แล้วคนเอาวามทั่วไปก็สามารถยึดการปฏิบัติด้วยฟัตวาของเขา(คือปราชญ์ที่มี ความรู้ดีเยี่ยม) 

หากผู้แสวงหาวิชาความรู้  ได้ริเริ่มศึกษากับทุกๆ  ประเด็น  และมีความต้องการให้มีความสอดคล้องกับสัจจะธรรมในทุกๆ ประเด็นเหล่านั้นด้วยวิธีการวินิจฉัย(อิจญฮาด)  แน่นอนว่าสิ่งดังกล่าวย่อมมีความลำบากสำหรับเขา  เนื่องจากไม่สามารถบรรลุผลแก่เขาได้  นอกจาก  เต้องรวบรวมบรรดาหลักการต่างๆ  และต้องมีความสมบูรณ์พร้อมอย่างที่สุด  และเมื่อเขาได้ดำเนินอยู่บนแนวทางนี้  ก็ไม่จำเป็นต้องทำการตัดลีดบรรดามัซฮับต่างๆ  โดยที่เขาเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดานักมุจญฮิดให้กับตัวเองแล้ว

บรรดามุสลิมีนทั่วผืนแผ่นดินได้ลงมติในการตักลีดตามหนทางนี้และให้มีการตามพวกเขาและบรรดามัซฮับของพวกเขา... ดังนั้น  บรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามที่มัซฮับของพวกเขาถูกตักลีดตามนั้น   คือผู้ที่มีบรรดาสานุศิษย์ได้เจริญรอยตามทั่วผืนแผ่นดินและแค้วนต่างๆ มากมาย  เช่น  ด้านการตามอิมามมาลิกที่นครมะดีนะฮ์  , ท่านอบูหะนีฟะฮ์และท่านอัษเษารีย์ที่เมืองกูฟะฮ์(อิรัก) , ท่านอัลหะซัน อัลบะซอรีย์  ที่บัสเราะฮ์ , ท่านอัลเอาซะอีย์  ที่ซีเรีย , ท่านอิมามชาฟิอีย์  ที่อียิปต์ , ท่านอะหฺมัด บิน หัมบัล  ที่แบกแดด , และท่านอบีษูรก็มีสานุศิษย์ที่เจริญรอยตามอยู่ที่แบกแดดเช่นเดียวกัน

หลักจากนั้น  ท่านอบูญะฟัร อัฏฏ๊อบรีย์และท่านดาวูด อัลอัศฟิฮานีย์  ได้เกิดที่แบกแดด  แล้วทั้งสองก็ได้ทำการประพันธ์ตำราไว้หลายเล่มและได้เลือกสรรบรรดามัซฮับ ต่างๆ  ให้อยู่บนความเห็นของนักหะดิษ  ท่านดาวูดได้ทิ้งหลักการกิยาส  โดยที่ทั้งสองก็มีผู้เจริญรอยตาม  และบรรดามัซฮับต่างๆ ก็แพร่หลายทั่วสารทิศ  ดังนั้น  มัซฮับอิมามมาลิกได้แพร่หลายที่แถบหิญาซฺ  บัสเราะฮ์  อียิปต์  แถบประเทศอัฟริกา เสปน  มอรอคโค  และไปยังซูดานจนถึงปัจจุบัน และยังได้แพร่หลายที่กรุงแบกแดดเป็นอย่างมากแต่หลังจากนั้นความแพร่หลายได้ เผ่าเบาลงที่แบกแดดในช่วงระยะเวลา 400 ปี และเผ่าเบาลงที่บัสเราะฮ์ในช่วงระยะเวลา 500 ปี

มัซฮับอิมามอบูหะนีฟะฮ์ได้แพร่หลายที่กูฟะฮ์และอีรักและส่วนมากของเมืองคุ รอซานจนถึงปัจจุบัน  และได้แพร่หลายในแถบอัฟริกาเป็นระยะเวลาเพียง 400 ปี  หลังจากนั้นก็ขาดช่วงไป   และมัซฮับของท่านเอาซาอีย์ได้แพร่หลายที่เมืองชามซีเรียและคาบสมุทรเสปนใน ช่วงแรกๆ  จนกระทั้งมัซฮับอิมามาลิกขึ้นมามีอิทธิพลได้ระยะเวลาเพียง 200 ปี  ก็ขาดช่วงไป  และส่วนมัซฮับท่านอัลหะซันและท่านอัษเษารีย์นั้น  มีผู้เจริญรอยตามน้อยและการตัดลีดตามมัซฮับของทั้งสองนั้นมีระยะเวลาไม่นาน นัก  ก็ขาดช่วงไป

ส่วนมัซฮับอิมามอัชชาฟิอีย์นั้น  มีผู้เจริญรอยตามมากมาย  มัซฮับของท่านได้แพร่หลายพร้อมๆ  กับมัซฮับอิมามาลิกและอิมามอบูหะนีฟะฮ์  ดังนั้น  มัซฮับชาฟิอีย์ได้แพร่หลายที่อียิปต์พร้อมๆ กับมัซฮับอิมามมาลิก  และได้แพร่หลายที่อิรัก , กรุงแบกแดด , ส่วนมากจากเมืองคุรอซาน  ซีเรีย  เยเมน  จนถึงปัจจุบัน
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6199
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +259
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
Re: การสังกัดมัซฮับและความสำคัญ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ก.ค. 16, 2009, 07:32 AM »
0
กล่าวถึงการย้ายมัซฮับของนักปราชญ์

ท่านอิบนุยูนุส  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “ตารีค มัสร์” ว่า  ท่านอับดุลอะซีซ บิน อิมรอน บิน มิกลาซ  อัลคุซาอีย์  เคยเป็นนักปราชญ์อาวุโสมัซฮับมาลิกีย์  ดังนั้น  เมื่ออิมามชาฟิอีย์ได้มาพำนักอยู่ที่อียิปต์  เขาก็อยู่กับอิมามชาฟิอีย์  โดยทำการศึกษาวิชาฟิกห์มัซฮับอิมามชาฟิอีย์

ท่านอัลอัสนะวีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัฏฏ่อบะก๊อต” ของท่านว่า “ท่านอิมามอบูษูร อิบรอฮีม บิน คอลิด อัลบุฆดาดีย์  เคยอยู่มัซฮับหะนะฟีย์  ดังนั้น  เมื่ออิมามชาฟิอีย์ได้มาพำนักอยู่ที่กรุงแบกแดด  เขาจึงติดตามอิมามชาฟิอีย์  ทำการอ่านตำราต่าง ๆ และเผยแพร่วิชาความรู้ของอิมามชาฟิอีย์

ท่านมุหัมมัด บิน อับดุลเลาะฮ์ บิน หะกัม  เคยอยู่มัซฮับอิมามาลิก  ดังนั้น  ในขณะที่อิมามชาฟิอีย์ได้มาพำนักอยู่ที่อียิปต์  เขาจึงย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์ ... หลังจากอิมามชาฟิอีย์เสียชีวิต  เข้าก็กลับมาอยู่มัซฮับอิมามาลิกเหมือนเดิม

ท่านอัลอัสนะวีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัฏฏ่อบะก๊อต” ของท่านว่า  อบูญะฟัร  มุหัมมัด บิน อะหฺมัด บิน นัสร์  เริ่มแรกอยู่มัซฮับหะนะฟีย์  หลังจากเขาไปทำฮัจญ์  เขาเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งที่จูงใจทำให้ย้ายไปสู่มัซฮับชาฟิอีย์   เขาจึงทำการศึกษาวิชาฟิกห์กับท่าน อัลร่อเบี๊ยะอ์ และคนอื่นๆ  จากสานุศิษย์ของอิมามชาฟิอีย์  เขาเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 295

ท่านอบูญะฟัร อัลฏ่อหาวีย์  เคยอยู่มัซฮับชาฟิอีย์  โดยศึกษาวิชาฟิกห์กับท่านอัลมุซานีย์ซึ่งเป็นน้าชายของเขา  หลังจากนั้นเขาได้เปลี่ยนไปอยู่มัซฮับหะนะฟีย์  และแต่งหนังสือขึ้นมา ชื่อ “มะอานี อัลอาษาร”

ท่าน อัลหาฟิซฺ อัลคอฏีบ อัลบุฆดาดีย์   เริ่มแรกอยู่มัซฮับหัมบาลีย์  หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์   ซึ่งท่านอัลอัสนะวีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัฏเฏาะบะก๊อต” ของท่าน

ท่านอบู อัลมุซ๊อฟฟัร  มันซูร บิน มุหัมมัด  อัสสัมอานีย์  เคยอยู่มัซฮับมาลิกีย์  หลังจากนั้น  เขาได้เปลี่ยนมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์

ท่านอิบนุฟาริส  เจ้าของหนังสือ  “อัลมุจญมัล ฟี อัลลุเฆาะฮ์” เคยอยู่มัซฮับชาฟิอีย์   หลังจากนั้นเขาได้ย้ายมาอยู่มัซฮับมาลิกีย์

ท่าน ซัยฟุดดีน อัลอามิดีย์  นักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิสลามผู้โด่งดัง  เริ่มแรกอยู่มัซฮับหัมบาลีย์  หลังจากนั้น  เขาได้ย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์

ท่าน อัลอัสนะวีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัฏฏ่อบะก๊อต” ของท่านว่า   ท่านนัจญมุดดีน อะหฺมัด บิน มุหัมมัด บิน ค่อลัฟ  อัลมุก๊อดดิซีย์  เริ่มแรกอยู่มัซฮับหัมบาลีย์  หลังจากนั้น  เขาได้ย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์   เขาเสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 638

ท่านอิบนุอัดดุฮ์ฮาน  อันนะหฺวีย์  เคยอยู่มัซฮับ หัมบาลีย์  หลังจากนั้นย้ายมาอยู่มัซฮับหะนะฟีย์  และหลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์

ท่าน ชัยค์ ตะกียุดดีน อิบนุ ดะกีก อัลอีด  เดิมทีอยู่มัซฮับมาลิกีย์  หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์

ท่าน  ญะมาลุดดีน  ยูซุฟ บิน อิบรอฮีม  บิน หะมะละฮ์  อัดดิมัชกีย์  เคยอยู่มัซฮับหัมบาลีย์  หลังจากนั้น  เขาจึงย้ายมาอยู่มัซฮับชาฟิอีย์

ท่านอบูหัยยาน  เริ่มแรกอยู่มัซฮับ  ดาวูด อัซซอฮิรีย์  หลังจากนั้นย้ายมาอยุ่มัซอับชาฟิอีย์   วัลลอฮ์อะลัม


------------

ค้นคว้าและแปล โดย อัลอัซฮะรีย์
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

 

GoogleTagged