ผู้เขียน หัวข้อ: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)  (อ่าน 21309 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/

السلام عليكم ورحمة الله وبركات

พอดีมีบทความที่เคยลงในวารสาร มุสลิมกทม.  ซึ่งกล่าวถึง ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและสายสกุลของมุสลิมในประเทศไทย  จึงอยากนำมาเผยแพร่ครับ
บทความนี้รวบรวมโดย  อ.สมัย  เจริญช่าง

ย้อนรอยอดีต

          สังคมของมนุษย์ทุกสังคมจะดำรงอยู่ได้ไม่สูญสลายและสามารถพัฒนาให้องค์ประกอบปัจจัยแข็งแกร่งเพิ่มศักยภาพสูงมากยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อสังคมนั้นๆ จะต้องตระหนักในการศึกษาถึงวัฏจักร 

หรือวงจรชีวิตของสังคมที่มีกาลหรือเวลา  3  ระยะ  คือ  อดีตกาล  ปัจจุบันกาล  และอนาคตกาล  เป็นสำคัญ



          จึงมีผู้รู้หลายท่านมักจะกล่าวว่า  “อดีดคือครู”  ปัจจุบันจะตัดสินใจทำอะไร  ต้องมองย้อยรอยไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเหตุการณ์และข้อยุติของเหตุการณ์ในอดีตเป็นตัวอย่าง  เพื่อประกอบการตัดสินใจ

สู่อนาคต  จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดหรือถ้าจะผิดก็ควรจะผิดน้อยที่สุดด้วย  เหตุการดังกล่าวมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์จึงควรเรียนรู้อดีตที่มาของเผ่าพันธุ์ตัวเอง  เพื่อจะได้เป็น  “คติ”   สอนใจให้สังคมนั้นๆ

ได้เกิด  “สติ”



          ชาวมุสลิมในประเทศไทย  คือกลุ่มชนที่มี  “วัฒนธรรม”  เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะกลุ่มที่มีวิถีชีวิตแตกต่างในหลายประการไปจาก  “วัฒนธรรม”  ของคนไทยทั่วๆ ไป  (แต่ไม่เป็นอุปสรรค 

และปัญหาในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมมหาสมาคมใหญ่กับพี่น้องต่างศาสนิกในฐานะเป็นคนไทยเหมือนกัน)  จึงมีผู้ถามอยู่เป็นเนืองๆ ว่า  คนไทยมุสลิมเขามาจากไหนในอดีตหรือคนไทยที่เป็นมุสลิมไปรับ

ศาสนาอิสลามมาตั้งแต่เมื่อไหร่?  อย่างไร?  คำถามเหล่านี้เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้หรือตอบไม่ค่อยได้  (เพราะสังคมไทยวันนี้เป็นสังคมที่ไม่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์  มุ่งแต่เรื่องปากท้องในปัจจุบันเป็นสำคัญ) 

จึงสอดคล้องกับคำพังเพยเล็กๆ  ที่โบราณพูดว่า  “วัวลืมตีน”  ไม่รู้ว่าพวกเรากำลังเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?



          ผู้เขียนขอบอกเล่าให้เป็นการจารึกลายลักษณ์อักษรไว้เพื่อประโยชน์แห่งการค้นคว้าของคนรุ่นหลังว่า “กำนิด”  หรือ  “กำพืดเดิม”  ของมุสลิมในประเทศไทยนั้นได้สืบสายพันธุ์มาจากกลุ่มชน  7  สายพันธุ์ 

(ข้อเขียนนี้ไม่หวังให้เกิดการแบ่งแยกทางมวลชน  แต่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาในมุมสังคมศาสตร์เท่านั้น)



          กลุ่มที่  1  คือคนไทยมุสลิมที่สืบเชื้อสายมากจากพ่อค้าวินิชชาว  “เปอร์เซีย”  หรืออิหร่านในปัจจุบัน

บรรพชนของคนกลุ่มนี้นำสำเภาเข้ามาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยาในยุคสมัยของสมเด็จพระเพทชารา  โดยมีหัวหน้า  2  คนเป็นพี่น้องกัน  ผู้พี่ชื่อเช็คอะหฺหมัด  อัลคุม  ผู้น้องชื่อ  เช็คซะอีด  อัลคุม 

ทั้งสองคนเป็นชาวเมือง  “คุม”   (เมืองเดียวกับ อิหม่ามโคมัยนี)  ต่อมาเช็คอะหฺหมัดได้สมรสกับหญิงชาวไทยและได้รับราชการในราชสำนัก  เป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์ไทย  เป็นอย่างมาก

จนได้รับการพระราชทานบรรดาศักดิ์  เป็น  “พระยาจุฬาราชมนตรี”  คนแรกของกรุงศรีอยุธยาทำหน้าที่เป็นเจ้ากรมท่าฝ่ายขวา  ควบคุมการค้าขายของกรุงศรีอยุธยากับกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซียและชาวอาหรับ

ที่สมัยนั้นนิยมเรียกว่า  “พ่อค้าแขก”  สนองพระเดชพระคุณคู่กับ  “พระยาดชฎึกราชเศรษฐี”   เจ้ากรมท่าฝ่ายซ้าย  ที่ทำหน้าที่ควบคุมการค้าขายของกรุงศรีอยุธยากับกลุ่มพ่อค้าชาวจีน




          เช็คอะหฺหมัด  เป็นมุสลิมนิกายชีอะฮฺ  จึงมีผู้สืบสายสกุลของท่านจนถึงปัจจุบันหลายสกุลที่ยังคงเป็นมุสลิมอยู่ก็มีมากเช่น  ผู้ใช้สกุล  “อะหมัดจุฬา”  “จุฬารัตน์”  ฯลฯ  และที่ผสมกลมกลืนหันไปนับถือ

พุทธศาสนาก็มีอยู่มาก  เช่นผู้ใช้สกุล  “บุนนาค”  “ปราโมช”   และ  ฯลฯ  ในส่วนที่เป็นมุสลิมในขณะนี้  ก็อยู่ในสังกัดมัสยิดแถบพรานนกและเจริญพาสน์  ฝั่งธนบุรี  ได้แก่  มัสยิดกุฎีหลวง  มัสยิดดิ้ลฟัลลาหฺ 

(กุฎีปลายนา)  และมัสยิดผดุงธรรมอิสลาม  (เชิงสะพานเจริญพาสน์)  เป็นส่วนใหญ่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เม.ย. 16, 2008, 11:03 AM โดย Deeneeyah »

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เม.ย. 16, 2008, 11:22 AM »
0
สุลตานสุลัยมาน  ชาร์
เชื้อสายที่  1  กลุ่มที่  2


          เชื้อสายเปอร์เซียที่นับถือศาสนาอิสลามนิกาย  “ซุนนี”  หรือ  “สุหนี่”  ที่เข้ามาในประเทศไทย  คือสายของ  “ซุลตานโมกอล”  แต่เดิมเป็นชาวเปอร์เซีย  (อิหร่าน)  ได้เดินเรือไปตั้งหลักแหล่งทำการค้า

ที่เกาะซาเลห์  ในหมู่เกาะซิลิเบสในเกาะชวากลาง  ปัจจุบันอยู่ในประเทศอินโดนิเซีย  ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม  แห่งกรุงศรีอยุธยา  ได้ถูกพวกฝรั่งตะวันตก  (โปรตุเกส)  รุกราน  จึงย้ายถิ่นฐาน

มาตั้งหลักสร้างบ้านสร้างเมืองที่หัวเขาแดง  คือเมือง  “ซิงโกร่า”  หรือ  “นังฆรีสิงขรา”  หรือเมือง  “สงขลา”  ในปัจจุบันนั่นเอง



ภาพถ่ายทางอากาศ หัวเขาแดง ริมทะเลปากอ่าวสงขลา



          และต่อมาบุตรชายของท่านโมกอล  คือ  “ท่านสุลัยมาน”  ก็ได้ประกาศตั้งเมืองสงขลาเป็นอาณาจักรอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา  สถาปนาตัวเองเป็น  “สุลต่านสุลัยมาน  ชาร์”  ในสมัยสมเด็จพระเจ้า

ปราสาททอง  เมื่อประมาณ  พ.ศ. 2173  และถึงแต่อสัญกรรมเมื่อปี  พ.ศ. 2211  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  รวมระยะเวลาที่สุลต่านสุลัยมาน ชาร์  ปกครองเมืองสงขลายาวนานถึง 46 ปี 

และศพของท่านถูกฝังอยู่  ณ  สุสานหัวเขาแดง  อำเภอสิงหนคร  จังหวัดสงขลา  ปรากฎร่องรอยอยู่จนตราบเท่าปัจจุบันนี้



          หลังจากสุลต่านสุลัยมาน ชาร์  ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว  บุตรชายเชื่อ  “มุสตอฟา”  ขึ้นครองเมืองสงขลาต่อจากบิดา  แต่ไม่เก่งกล้าเข้มแข็งเหมือนผู้เป็นบิดา  จึงไม่สามารถรักษาความเป็นเมืออิสระไว้ได้ 

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้ส่งกองทัพไปตียึดเมืองสงขลามาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาได้เป็นผลสมเร็จ  และได้นำลูกหลานสุลต่านสุลัยมานเข้ามารับราชการในราชสำนักแห่งกรุงศรีอยุธยาจำนวนหนึ่ง



สุสานสุลต่านสุลัยมานชาฮฺ ที่หัวเขาแดง จ.สงขลา


          เป็นเหตุให้มุสลิมเชื้อสายเปอร์เซียเข้ามาตั้งหลักแหล่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา  2  ฝ่าย  คือฝ่าย  ซุนนี  ซึ่งเป็นลูกหลานของสุลต่านสุลัยมาน  ชาร์  และฝ่ายชีอะห์  ซึ่งเป็นลูกหลานของท่านเช็กอะหฺหมัด  อัลคุม 

(พระยาจุฬาราชมนตรี)  เชื้อสายของบุคคลทั้งสองก็ได้แผ่กิ่งก้านสาขา  กระจายอยุ่ในประเทศไทยมากมาย  ทั้งที่เป็นมุสลิมอยู่อย่างเหนียวแน่น  และบางส่วนก็ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธจำนวนหนึ่ง




ป้อมปราการที่สร้างขึ้นในสมัยสุลต่านสุลัยมานชาฮ์



          ในเชื้อสายของ  “สุลต่านสุลัยมาน  ชาร์”  ที่ได้รับราชการในอดีตมีมากมาย  เช่น  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สถาปนา “สุลต่าล  มุสตอฟา”   บุตรชายของสุลต่านสุลัยมานเป็น 

“พระยาพิชิตภักดีพิชัยสงคราม”  เป็นเจ้าเมืองไชยาและได้สถาปนา  “ท่านหะซัน”  บุตรชายของสุลต่านสุลัยมานอีกคนหนึ่งเป็น  “พระยาราชบังสัน”  เป็นแม่ทัพเรือของกรุงศรีอยุธยาและราชทินนามนี้

ได้โปรดเกล้าฯ  พระราชทานตำแหน่ง  “พระยาชารบังสัน”  และ  “พระยาราชวังสัน”  สืบเนื่องกันมาในวงศ์เชื้อสายของท่านสุลต่านสุลัยมาน  ตลอดรัชสมัยกรุงศรีอยุธยา  กรุงธนบุรี  และกรุงรัตนโกสินทร์

จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชการที่  4



         ท่านพระยาราชบังสัน  (หะซัน)  มีบุตรชาย  คือ  “พระยาสีหราชเดโช”  “ขุนลักษมณา”  (บุญยัง)  “ท่านผู้หญิงนิ่ม”   ซึ่งเป็นศรีภรรยาของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก  ปฐมบุรุษของพระบาทสมเด็จ

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชการที่ 1  ส่วนขุนลักษมณา  (บุญยัง)  คือบิดาของ  “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์  (หมุด)  สมุหนายกในสมัยกรุงธนบุรี



          ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก  ผู้คนในเมืองหลวงก็ได้อพยบย้ายถิ่นฐานและทิ้งบ้านเมือง  ลงมาอยู่ทางตอนใต้กรุงธนบุรี  พวกที่เป็นขุนนางขุนศึก  ก็ได้เข้ารับราชการในราชสำนัก  เหล่าบรรดาพ่อค้า

ที่เดิมเคยค้าขายเครื่องเทศในกรุงศรีอยุธยาที่ผู้คนนิยมเรียกว่าพวก  “แขกเทศ”   ก็ได้อพยบลงมาทางแพลำน้ำเจ้าพระยา  มาปักหลักปักฐานอยู่ในคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่  ทำอาชีพค้าขาย

ตามความถนัดดังเดิม  พวกนี้ผู้คนนิยมเรียกว่าพวก  “แขกแพ”  บรรพบุรุษที่เป็นแขกแพและแขกเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่คือลูกหลานที่สืบสกุลมาจากสุลต่านสุลัยมาน  แห่งเมืองสงขลาเกือบทั้งสิ้น 

และตั้งรกรากอยู่ริมลำน้ำจากอดีตสู่ปัจจุบัน  เพียงแต่ในปัจจุบันได้กลายสภาพบ้านจากเรือนแพเป็นบ้านบนบกจนหมดสิ้นแล้ว



          ผู้สืบเชื้อสายจากสุลต่านสุลัยมาน  ในปัจจุบันที่อยู่ทั้งในกรุงเทพฯ  อยุธยา  และภาคใต้  เช่น  สงขสลา  พัทลุง  ไชยา  สุราษร์ธานี  เป็นต้น  ชุมชนที่เป็นลูกหลานสุลต่านสุลัยมานที่พอจะสืบโยง

กับวงศ์ญาติได้  ก็คือ  ชุมชนมัสยิดต้นสน  คลองบางหลวง  เขตบางกอกใหญ่  มัสยิดกุฎีขาว  เขตธนบุรี  มัสยิดบางกอกน้อย  บางอ้อ  เป็นต้น



          ในปัจจุบันมีผู้ค้นคว้ารวบรวม  (อัจญีประยูรศักดิ์  ชลายเดชะ  อดีต  ส.ส.  กรุงเทพฯ)  ถึงผู้ที่มีนามสกุลต่างๆ  ทั้งมุสลิมและพุทธที่สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมานเป็นจำนวนมากมาย  เช่น 

มูดาอูเส็น   หวันมูดา   เผ่ามะหะหมัด   สุเทพากร ชลายเดชะ   ท้วมประถม   กัลยาณสุต   บัวหลวง   มานะจิตต์   โยธาสมุทร   แสงวนิชย์   สิทธิวนิช   ภู่มาลี   สนธินรากุล   ทองคำวงศ์   ศรีจรูญ   พิทักษ์คุมพล

ขำนุรักษ์   นิยมเดชา   สุระคำแหง   ฯลฯ   สำหรับในกลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธก็มีมาก   เช่น   ณ พัทลุง   ขัมพานนท์   ศรุตานนท์   ศิริสัมพันธ์   ศิริธร   สุวรรณคีรี   ยงใจยุทธ   วงศ์วานิช   สุคนธาภิรมย์   

ณ  พัทลุง  ฯลฯ  เป็นต้น

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เม.ย. 16, 2008, 12:32 PM »
0
ไทยมุสลิมเชื้อสาย “มะลายู”


          คำว่า  “มะลายู”   เป็นชื่อของวัฒนธรรมแห่งชนชาติที่มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของแหลมทองในทวีปเอเซีย  อดีตกาลก่อนยุค  “อิสลามเข้ามาเผยแผ่”  ชนชาติเหล่านั้นนับถือผี 

นับถือพราหมณ์เป็นส่วนใหญ่  มีอาณาจักรเป็นของตนเอง  คือ  “อาณาจักรลังกาสุกะ”  อาณาจักรดังกล่าวมีมาก่อนยุค  “สุโขทัย”  และคงจะมีอาณาเขตกว้างขวางมาก  รวมดินแดนหลายประเทศ

ในแถบนั้น  ทั้งภาคใต้ของไทย  มาเลเซีย  สิงคโปร์  บรูไนดารุสสลาม  และอินโดนีเซียในปัจจุบัน  หลักฐานเมืองเก่าลังกาสุกะที่ขุดค้นพบในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่อำเภอยะรัง  จังหวัดปัตตานี    



          คนไทยยุคก่อนจะเรียกคนหัวเมืองภาคใต้สุดของแหลมทองว่า  “คนมะลายู”  และเรียกรวมคนในกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้นว่า  “ชาวมะลายู”  เช่นเดียวกัน  แต่สำหรับชาวอาหรับในภูมิภาค

ตะวันออกกลางจะเรียกคนในภูมิภาคของประเทศดังกล่าวว่า  “ชาวยะวอ”  เหตุผลที่เรียก  “พวกยะวอ”  เพราะศาสนาอิสลามได้เข้ามาเผยแผ่ในกลุ่มอาเซี่ยนเป็นครั้งแรกโดยพ่อค้านักเดินเรือชาวอาหรับ 

ได้มาถึงเกาะ “ชวา”   เป็นดินแดนแห่งแรกในอาเซี่ยน  คำว่า  “ชวา”  ก็คือ  “ยะวอ”  หรือ  “ยะวา”  นั่นเอง  ต่อจากหมู่เกาะชวา  ศาสนาอิสลามได้ถูกเผยแผ่ไปตามหมู่เกาะต่างๆ  ในมหาสมุทรอินเดีย

 ตลอดทั้งแหลมมะลายู   และดินแดนทางตอนใต้ของไทย  ซึ่งในสมัยนั้นคือ  “อาณาจักรศรีวิชัย”   

ใน  “สุวรรณภูมิ”  (แผ่นดินทอง)  ในอดีตยุคสุโขทัย  มี  4  อาณาจักรย่อย  ๆ  คือ    

1.  อาณาจักรล้านนา  ได้แก่  ดินแดนในภาคเหนือของไทยรวมทั้งบางส่วนของพม่าในปัจจุบัน    

2.  อาณาจักรล้านช้าง  ได้แก่  ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยรวมทั้งประเทศลาวในปัจจุบัน    

3.  อาณาจักรทวารวดีศรีอยุธยา  ได้แก่  ดินแดนในบริเวณภาคกลางแถบลุ่มแม่น้ำป่าสัก  ลพบุรี  เจ้าพระยา  บางปะกง  ท่าจีน  แม่กลอง  ทั้งหมด    

4.  อาณาจักรศรีวิชัย  ได้แก่  ดินแดนในบริเวณภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรเป็นต้นไป  โดยมีนครศรีธรรมราชเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย 

          ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  อาณาเขตของประเทศไทยทางใต้ไปถึงนครศรีธรรมราช  การรับวัฒนธรรมทางศาสนาของไทยได้เริ่มขึ้นจากภาคใต้  พุทธศาสนาในประเทศไทยสมัยสุโขทัยก็เริ่มขึ้น

ที่เมืองนครศรีธรรมราช  โดยมีพระภิกษุจากเมืองลังกาเข้ามาเผยแผ่จึงเรียกว่าศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์  พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้เชิญพระสงฆ์ชาวลังกาเข้าไปเผยแผ่ในกรุงสุโขทัย  คนไทยในสมัยนั้น

ก็เลยเริ่มนับถือศาสนาพุทธเป็นครั้งแรก      



          สำหรับศาสนาอิสลาม  เข้าสู่ประเทศไทยจากดินแดนภาคใต้หรือแหลมมะลายูเช่นเดียวกัน  โดยในสมัยสุโขทัยเมืองนครศรีธรรมราชมีหัวเมืองประเทศราชหลายเมือง  กินตลอดไปจนปลายแหลมมะลายู 

สิงคโปร์  และมะละกาซึ่งก็ถือเป็นประเทศราชของไทย  แต่วิธีการปกครองเมืองขึ้นในสมัยนั้นส่วนกลางมิได้ส่งคนไปปกครอง  เพียงแต่ให้ส่งดอกไม้เงิน  ดอกไม้ทอง  สามปีต่อครั้งมาบรรณาการ  ด้วยเหตุนี้

เมืองปัตตานี  (คือ  จังหวัดปัตตานี  ยะลา  และนราธิวาสในปัจจุบัน)  จึงขึ้นกับประเทศไทยด้วย  โดยอยู่ในความดูแลของเมืองนครศรีธรรมราชและอยู่ในฐานะประเทศราชต้องส่งบรรณาการเหมือนเมือง

ประเทศราชอื่นๆ  ในแหลมมะลายู  ดังนั้นในสมัยสุโขทัยจึงนับชาวมะลายูซึ่งเป็นชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่เป็นประชากรของประเทศไทยเช่นเดียวกัน    



          ในสมัยกรุงศรีอยุธยาชาวมะลายูจากเมืองปัตตานีได้ถูกกวาดต้อนขึ้นมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาด้วย  โดยบรรพชนเหล่านั้นมักถูกเรียกว่า  “แขกตานี”  ซึ่งเป็นคนละพวกกับ  “แขกเทศ”  หรือ  “แขกแพ” 

เพราะพวก  “แขกเทศ  “  หรือ  “แขกแพ”นั้น  เป็นเชื้อสายเปอร์เซีย  “อิหร่าน”  ส่วนใหญ่เป็นขุนนางรับราชการในราชสำนักและบางส่วนเป็นพ่อค้าตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตพระนครศรีอยุธยาและบ้านผักไห่ 

อำเภอเสนา  แต่พวก  “แขกตานี”นั้น  ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร  มีบางส่วนประกอบอาชีพค้าขาย  โดยบรรพชนของ  “แขกตานี”  ส่วนใหญ่ในสมัยนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ที่  ตำบลคลองตะเคียน  อำเภอพระนครศรีอยุธยา




          ต่อมาในปี  พ.ศ.2310  กรุงศรีอยุธยาแตก  พม่าเผากรุงเสียหายจนหมดสิ้น  คนไทยแตกเป็นเหล่า  เป็นก๊กมากมาย  ชาวเมืองหลวงเก่า  (กรุงศรีอยุธยา)  ได้อพยพหนีภัยไปคนละทิศละทาง 

จนพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้กอบกู้เอกราชของไทยขึ้นได้ด้วยการประกาศตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทยขึ้นใหม่  ผู้คนในอยุธยาก็ได้อพยพย้ายถิ่นลงมาอยู่ที่เมืองธนบุรีเป็นส่วนใหญ่  ประชากรมุสลิม

ก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาพร้อมกันด้วย  ทั้งพวก  “แขกเทศ”  หรือ  “แขกแพ”  ซึ่งมีเชื้อสายเปอร์เซียจากเฉกอะหฺมัด  อัลคุม (พระยาจุฬาราชมนตรี)  ซึ่งเป็นพวกมุสลิมชีอะหฺและพวกที่มีเชื้อสายจากสุลต่านสุไลมาน  ซาห์ 

ซึ่งเป็นพวกมุสลิมซุนนี  (สุหนี่)  ก็ได้มาตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ในแถบคลองบางหลวง  (บางกอกใหญ่)  คลองบางกอกน้อย  บางอ้อ  ตลอดขนานลำน้ำเจ้าพระยา  เหนือขึ้นไปจนถึงตลาดแก้ว (มัสยิดริยาดิสซุนนัน)

และตลาดขวัญ  (มัสยิดฮิดายะตุ้ลอุมมะห์)  ในจังหวัดนนทบุรี       


พวกขุนนางมุสลิมที่รับราชการชั้นผู้ใหญ่  ส่วนใหญ่จะอยู่แถวคลองบางหลวง  คลองมอญ  โพธิ์สามต้น  ได้สร้างมัสยิดขึ้นในละแวกนั้นหลายมัสยิด  เช่น        

กลุ่มมุสลิมชีอะฮฺ   ได้สร้างมัสยิดบาราห์  ขึ้นที่เจริญพาสน์  ต่อมาขยายเป็นอีกสามมัสยิดในปัจจุบัน  คือ  มัสยิดผดุงธรรมอิสลาม  มัสยิดดิ้ลฟัลลาห์  (กุฎีปลายนา)  และมัสยิดกุฎีหลวง  (ถนนอิสรภาพ)       

กลุ่มมุสลิมซุนนี(สุหนี่)  เชื้อสายสุลต่านสุไลมาน  ซาห์  ก็ได้สร้างมัสยิดต้นสน  (กุฎีใหญ่)  ขึ้น  ที่ริมคลองบางหลวงฝั่งตะวันตก  ที่ตั้งใกล้พระราชวังธนบุรี  อยู่ระหว่างวัดหงส์รัตนารามและวัดท้ายตลาด       

ส่วนกลุ่มมุสลิมเชื้อสายปัตตานี   (แขกตานี)  ก็ได้ร่วมกันสร้างมัสยิดขึ้นที่ริมคลองบางหลวง(บางกอกใหญ่)  ฝั่งตะวันออก  2  มัสยิดคือ  มัสยิดบางหลวงกุฎีขาว  และมัสยิดกุฎีแดง(อยู่ใกล้วัดกัลยาณฤมิตร) 
ต่อมามัสยิดกุฎีแดงได้ยุบย้ายไปรวมกับมัสยิดกุฎีขาวเป็นแห่งเดียวกัน     

มัสยิดต้นสน อาคารหลังเก่า
มิมบัร มัสยิดต้นสน
เมี้ยะร็อบ  มัสยิดต้นสน

          สรุปได้ว่า  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้มีมุสลิมเชื้อสายมะลายูเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงในย่านคลองตะเคียนเป็นจำนวนมาก  ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมุสลิมเชื้อสายมะลายูบางส่วนได้อพยพ

ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ย่านคลองบางหลวง  (คลองบางกอกใหญ่)  และริมแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เมืองนนทบุรีลงมา 

มัสยิดบางหลวง  (กุฎีขาว)
 

(หมายเหตุ  ข้อความบางตอนผู้เขียนได้คัดลอกมาจากหนังสือ  “มุสลิมในประเทศไทย” 
ซึ่งเขียนโดยอดีต  ส.ส.  ประยูรศักดิ์  ชลายนเดชะ  อดีตกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร  ต้องขออนุญาตผู้เขียน  ไว้  ณ  ที่นี้ด้วย)   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เม.ย. 16, 2008, 10:01 PM โดย Deeneeyah »

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: เม.ย. 16, 2008, 10:30 PM »
0
ไทยมุสลิมเชื้อสายมะลายู  ยุครัตน์โกสินทร์

          จะขอกล่าวถึงบรรพชนมุสลิมเชื้อสายมะลายู  ในยุคต้นรัตนโกสินทร์  โดยเริ่มจากสมัยปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์  คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  เป็นต้นมา

          เริ่มต้นคงจะต้องย้อนรอยไปถึงปี  พ.ศ.  2310  ที่ไทยเราเสียกรุงครั้งที่  2  จากการทำลายเมืองศรีอยุธยา  โดยกองทัพของพม่าในช่วงนั้นจนถึงยุคกรุงธนบุรีอีก  15  ปี 

คือระหว่างปี  พ  .  ศ  .  2310  -  2325  ประเทศไทย  อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูประเทศ  อาณาเขตแว่นแคว้นทั้งหลายแตกกระจัดกระจาย  ยังไม่รวมกันเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น

เหมือนเช่นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ในยุคนั้นหัวเมืองทางตอนใต้หลายเมืองเช่นเมืองปัตตานีและเมืองประเทศราชในแหลมมะลายูต่างตั้งตนเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นต่อกรุงธนบุรี   

จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีเริ่มปี  พ.ศ.  2325  ต่อมาในปี  พ.ศ.  2328  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล  ที่  1  ได้ส่งพระอนุชาคือ  สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล  (พระเจ้าเสือ) 

เป็นทัพหลวงมีพระยาราชบังสัน  (แม้น)  ขุนนางมุสลิมเชื้อสายสุลต่านสุไลมานชาห์  ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือในสมัยรัชกาลที่  1  เป็นแม่ทัพหน้า  สมทบด้วยเจ้าพระยานคร  แห่งเมืองนครศรี  ธรรมราช 

และเจ้าบุญหุ้ย  เจ้าเมืองสงขลาในขณะนั้น  ได้ร่วมกันยกตราทัพไปตีเมืองปัตตานี  เพื่อให้สวามีภักดิ์กับราชอาณาจักรไทย  (สยามประเทศ)  ในการปราบปรามครั้งนั้นเจ้าเมืองปัตตานีขัดขืนไม่ยอม

เป็นเมืองขึ้นดังแต่ก่อน  จึงจำเป็นต้องมีการสู้รบกันขึ้น  เมืองปัตตานีในสมัยนั้นตั้งอยู่ที่กัวลาปัตตานี  (ปากอ่าวลุ่มน้ำปัตตานี  )  ขณะนี้อยู่ในท้องที่ตำบลบานา  อ.  เมือง  จังหวัดปัตตานี 

มีคำบอกเล่าจากคนรุ่นบรรพชนยุคก่อนเล่ากันมาว่าชัยภูมิของเมืองปัตตานีนั้น  มีปราการคือกำแพงเมืองโดยรอบเป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนนอกกำแพงเมืองมีต้นไผ่ปลูกล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง 

ยากแก่การที่ทหารจากพระนครและทหารจากเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองสงขลาจะจู่โจมเข้าตีโดยง่าย 



          ในครั้งนั้นเจ้าบุญหุ้ยเจ้าเมืองสงขลาได้แนะนำสมเด็จพระเจ้าเสือ  (สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระอนุชาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  1)  ซึ่งเป็นแม่ทัพหลวงจากกรุงเทพว่าให้ยิงกระสุนปืนใหญ่ 

ซึ่งเป็นกระสุนเหล็กพร้อมเงินเหรียญกษาปณ์  (เงิน  พดด้วง)  ซึ่งทำจากเงินบริสุทธิ์  ให้ตกลงในกอไผ่รอบกำแพงเมืองปัตตานีในทุกๆ  ด้าน  หลังจากกองทัพจากกรุงเทพดำเนินการตามแผนแล้ว 

กองทหารจากกรุงเทพและคณะทั้งหมดได้ทำทียกทัพกลับ  โดยได้ถอยทัพมาตั้งอยู่ที่บ้าน  “หน้าทัพ”  เมืองเทพา  ในเขตเมืองสงขลาระยะเวลาหนึ่ง  ฝ่ายทหารเมืองปัตตานีที่ถืออาวุธรักษาป้อมปราการเมือง 

เข้าใจผิดคิดว่าทหารกรุงเทพกับคณะเลิกทัพกลับหมดแล้วประกอบกับมีความโลภอยากได้เงินตรา  (เงินพดด้วง)  ที่ตกหล่นอยู่ในป่าไผ่  จึงได้พร้อมใจกันต่างลงจากหอกำแพงเมือง  ทำการถากถางไผ่จนหมดสิ้น 

เพื่อเก็บเงินพดด้วงเป็นรายได้ส่วนตน  ในที่สุดป่าไผ่รอบกำแพงเมืองปัตตานีเหี้ยนเตียนหมดสิ้น  กองทัพไทยได้ยกทัพกลับไปปัตตานีอีกครั้ง 



          คราวนี้ไม่มีปราการขวางกั้นดำเนินการได้โดยสะดวกสามารถยกกองกำลังเข้าตียึดเมืองปัตตานีได้  ได้นำปืนใหญ่ของเมืองปัตตานีลงเรือมากรุงเทพ  2  กระบอก พร้อมด้วยกวาดต้อนขุนนาง

และครอบครัวมืองปัตตานีลงเรือมาด้วย  บางส่วนก็ได้ไล่กวาดต้อนเดินเท้ากลับมากรุงเทพ  บ้างก็เล่าว่ามีการร้อยหวายเกรงกลัวว่าเชลยเหล่านั้นจะหลบหนี  มีการเล่าว่าปืนปัตตานีกระบอกตัวผู้ได้พลัดตก

จากเรือจมหายไปในทะเล  เหลือแต่กระบอกตัวเมียเพียงกระบอกเดียวที่ถูกนำเข้ามาถึงกรุงเทพ  (ปัจจุบันปืนใหญ่นางพญาตานี  ตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม  ) สำหรับเหล่าขุนนาง  ข้าราชบริพาร

ของปัตตานีนั้น
  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  1  ได้โปรดเกล้าฯ  ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่  ในเขตพระนครชั้นใน  คือ ที่บ้านตึกดิน (ถนนราชดำเนินกลางในปัจจุบัน)  บ้านบางลำพู (ถนนจักรพงษ์)  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่  3 

ลูกหลานคนกลุ่มนี้ได้ขยายถิ่นฐานไปอยู่ที่ริมคลองมหานาค  (มัสยิดมหานาคปัจจุบัน)    ชุมชนย่านมัสยิดบ้านตึกดินและชุมชนมัสยิดจักรพงษ์  บางลำพู  (ไม่ใช่บางลำภูอย่างที่มีคนเขียนผิดๆ  กันอยู่มากเพราะ 

“ลำพู”  เป็นชื่อไม้ขนาดเล็กชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ริมน้ำในบริเวณป่าชายเลนมีลักษณะปลายแหลม  สมัยก่อนนำมาใช้ประโยชน์เป็นจุกอุดปากขวด)  และชุมชนมัสยิดมหานาค  อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพวกผู้ดีเก่า 

มาจากขุนนางในเมืองปัตตานีเดิม  ชุมชนเหล่านี้จึงมีขนบธรรมเนียมประเพณี  วัฒนธรรม  และรสนิยมในการดำรงชีวิตแตกต่างไปจากกลุ่มมุสลิม  ลูกหลานชาวปัตตานี  ที่ประกอบอาชีพทางการเกษตร

ซึ่งมีอยู่มากมายในเขตกรุงเทพมหานคร  รอบนอกและจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร  อย่างเห็นได้ชัดเจน  (เหตุการณ์ในอดีตและที่หลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน)    



ปืนใหญ่ พระยาตานี


          สำหรับทางเมืองปัตตานีนั้น  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  1  ได้ทรงโปรดให้ผู้มีเชื้อสายเจ้าเมืองปัตตานีคนเดิม  เป็นเจ้าเมืองปกครองดูแลต่อไป  แต่ให้เปลี่ยนอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเมืองสงขลาอีกชั้นหนึ่ง    

          หลังจากนั้นต่อมาในปี  พ.ศ.  2334  เจ้าเมืองปัตตานี  ได้ก่อการแข็งเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  จึงทำการปราบปรามลงอย่างราบคาบและได้กวาดต้อนฃ

พลเมืองออกจากปัตตานีขึ้นมาเป็นจำนวนมาก  เพื่อนำขึ้นมาอยู่ในกรุงเทพในระหว่างทางได้มีราษฎรบางส่วนหลบหนีอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชบ้าง  สุราษฎร์ธานีบ้างและบางส่วนก็หลบหนีอยู่ที่แถวท่าแร้งบ้านแหลม

เมืองเพชรบุรีก็มี  ในส่วนที่เหลือมาถึงภาคกลางได้ถูกปล่อยให้อยู่อาศัยหลายแห่งตั้งแต่  ปากลัด  อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ ทุ่งครุ  บ้านสมเด็จเจ้าพระยา  สวนพลู ฝั่งธนบุรี  และบางส่วน

ก็ได้นำมาปล่อยไว้ในที่ราบลุ่มนอกพระนครฝั่งตะวันออกละแวก  “คลองแสนแสบ”  เป็นต้น      


ภาพเหตุการณ์ตอนศึกปัตตานี

          เหตุการณ์ครั้งนั้น  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  1  จึงเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์แข็งเมืองขึ้นอีกจึงได้หาทางป้องกันโดยมีพระราชดำริจะแบ่งเมืองปัตตานี  ออกเป็นหัวเมืองย่อยๆ  ในราว  พ.ศ.  2351 

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้แยกเมืองปัตตานีออกเป็น  7  หัวเมือง  บังเกิดผลสำคัญกล่าวคือ  คำนึงว่าเมืองใดคนไทยนับถือพุทธศาสนามาก  ก็ให้คนไทยพุทธเป็นพระยาเมือง  เมืองใดมีคนไทยมุสลิมอาศัยอยู่มาก 

ก็ให้คนไทยมุสลิม  เป็นพระยาเมืองเพื่อให้เป็นไปตามรัฐประศาสโนบาย  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พระยาอภัยสงครามไปเป็นผู้แบ่งเมืองปัตตานี  ออกเป็น  7  หัวเมือง  ดังนี้คือ    

1.   เมืองปัตตานี     ให้ต่วนสุหลง      เป็นพระยาเมือง    
2.   เมืองหนองจิก   ให้ต่วนนิ       เป็นพระยาเมือง    
3.   เมืองยะลา     ให้ต่วนยาโล      เป็นพระยาเมือง    
4.   มืองรามันห์    ให้ต่วนมันโซร์     เป็นพระยาเมือง    
5.   เมืองระแงะ   ให้นิโต๊ะ        เป็นพระยาเมือง    
6.     เมืองสายบุรี    ให้นิเดะ         เป็นพระยาเมือง    
7.   เมืองยะหริ่ง  ( ยามู )  ให้พระยาปัตตานี  (พ่าย)  เป็นพระยาเมือง  และ  เปลี่ยนชื่อ  เรียกว่า  “พระยะหริ่ง”

          ในครั้งหน้าจะได้นำเสนอถึงการอพยพมุสลิมเชื้อสายมลายู  เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร  และปริมณฑล  ในสมัยรัชกาลที่  3  (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)  เป็นการต่อไป   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เม.ย. 16, 2008, 10:33 PM โดย Deeneeyah »

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ ILHAM

  • เพื่อนตาย T_T
  • *****
  • กระทู้: 11348
  • เพศ: ชาย
  • Sherlock Holmes
  • Respect: +273
    • ดูรายละเอียด
    • ILHAM
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: เม.ย. 17, 2008, 01:33 AM »
0
ไม่ทราบว่าเชื่อถือได้หรือเปล่าครับ ของแท้เดี๋ยวนี้หายากนะพี่ ใครมีครอบครอง ตาย 5555 คงไม่ถึงขนาดนั้น แค่ค้นบ้านเสร็จก็บัญชีดำ ไปเข้าค่ายอิ๊งสักหน่อยล้างสมอง แล้วค่อยปล่อยกลับมาบ้าน
إن شاءالله ติด ENT'?everybody

Sherlock Holmes said "How often have I said to you that when you have eliminated the impossible, whatever remains, however improbable, must be the truth?"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: เม.ย. 17, 2008, 11:55 AM »
0


ไทยมุสลิมเชื้อสาย มะลายู ยุครัตนโกสินทร์  สมัยรัชการที่ 3

                 ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 3 (นามเดิม  พระเจ้าทับ)  ซึ่งเป็นพระโอรสในพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  กับเจ้าจอมมารดา เรียม  ซึ่งเป็นชาวคลองบางหลวง  (บางกอกใหญ่)  โดยเจ้าจอมมารดาเรียมนั้นเป็นธิดา
ของพระยานนทบุรี  ศรีมหาอุทธยาน  (บุญจัน)  กับพระชนนี เพ็ง  ซึ่งพระชนนีเพ็ง  เป็นธิดาของการราชวังสัน  (หวัง)  กับคุณหญิงชู 
ซึ่งคุณหญิงชูนั้นเป็นกุลสครีจากบางเชือกหนัง  โดยสรุปก็คือ  พระองค์เจ้าทับ  หรือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์
เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  นั้นเป็นหลานตาของพระยานนทบุรศรีมหาอุทธยาน  เจ้าเมืองนนทบุรี  และเป็นเหลนตาของ
พระยาราชวังสัน   (หวัง)  ซึ่งสืบสายสกุลมาจากสุลต่านสุลัยมานซาห์  อดีตเจ้าเมืองสงขลา



            และในสมัยรัชการที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีนี้เอง  หัวเมืองภาคใต้ได้เกิดปัญหาขึ้น  โดยพระยาปัตตานีและพระยาหนองจิก  ร่วมกับ
พระยายะลาและพระยาระแงะ  ได้รวมทัพทั้ง 4 หัวเมือง  ยกทับเข้าตีเมืองยะหริ่ง  (ยามู)  พระยายะหริ่ง  (พ่าย)  สู้ไม่ไหว  จึงหลบหนีไป
เมืองสงขลา  เมื่อความทราบถึงกรุเทพฯ  พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้พระยาเพชรบุรียกทัพไปปราบ  พระยาเพชรบุรีตีเมืองคืนได้ 
จับพระยาปัตตานี  พระยายะลา   และพระยาหนองจิกประหารชีวิตเสีย  ส่วนพระยาระแงะหลยหนีไปได้  และให้พระยายะหริ่งครองเมือง
ยะหริ่งต่อไป  และได้แต่งตั้งให้หลวงสวัสดิ์ภักดี (ยิ้มซ้าย)  เป็นพระยาเมืองยะลา  ต่อมาพระยายะหริ่ง (พ่าย)  ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคชา 



           ได้โปรดเกล้าให้หลวงสวัสดิ์ภักดี  (ยิ้มซ้าย)  รักษาการเจ้าเมืองยะหริ่งอีกตำแหน่งหนึ่ง  เมืองยะหริ่งในสมัยนั้นครอบคลุมพื้นที่
ทั้งหมดของ  อ.ยะหริ่ง  อ.มายอ  อ.ปานาเระ  ในจังหวัดปัตตานี้ขณะนี้


            ในครั้งที่พระยาเพชรบุรี  ได้ยกทับไปตีเมืองภาคใต้ในครั้งนั้นเมื่อกำจัดเจ้าเมืองที่ก่อปัญหาได้แล้วก็ได้กวาดต้อนราษฎรจาก
เมืองต่างๆ  เข้ามาในพระนคร  และปริมณฑลมากมาย  จนเป็นชุมชนมุสลิมในเมืองหลวงของประเทศไทยและมีลูกหลานสืบเผ่าพันธุ์
มาจนถึงปัจจุบัน  อาจพอกล่าวเป็นสังเขปได้ดังนี้


            จากเมืองยะหริ่ง  (ยามู) ได้นำมาปล่อยให้ทำมาหากินเป็นเกษตรกรริมคลองแสนแสบ  ตั้งแต่หมู่บ้าน  บ้านดอน  สามอิน 
คลองตัน  ต่อมากลุ่มนี้ได้ขยายถิ่นฐานไปอยู่คลองลาดพร้าว วัดตึก  วัดกลาง (ริดวานุ้นอิสลาม)  หลอแหล  ไปจนถึงคลองสี่วังเล็ก 
เขตมีนบุรี  จากเมืองยะรัง  ได้นำมาปล่อยที่ หลอแหล  ลาดบัวขาว  ในเขตสะพานสูง

            จากเมืองกลันตัน ได้นำมาปล่อยแถวหัวป่า  บ้านป่า  สวนหลวง  พัฒนาการ  ศรีนครินทร์  และขยายถิ่นฐานไปถึงคลอง 16 ลำซะล่า
คลอง 18  คลอง 19  คลอง 20  ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว  จังหวัดฉะเชิงเทรา

            จากเมืองสะโตย  คือ  สตูล (ในปัจจุบัน) คนกลุ่มนี้มักเรียกว่า  "แขกตำพรื้อ"  ได้ถูกจับมาปล่อยไว้ที่  คลองกุ่ม  (อัสสลาม) 
สุเหร่าแดง (คันนายาว)  บางชัน  กลีบหมู (ปลีกหมู่)  คูคต  ลำกระโหลก  คลองสามวา  คลองสี่ตะวันออก  คลองแปด  คลองเก้า 
คลองสี่ตะวันออก คลองแปด  คลองเก้า  ในเขตคลองสามวาและหนองจอกในปัจจุบัน

            จากเมืองกะเดาะห์  (เคดาห์)  หรือเมืองไทรบุรี  และปะลิส (เปอร์ลิส)  ได้นำมาปล่อยย่าน  ทรายกองดินและแสนแสบ  ต่อมา
ได้ขยายถิ่นฐานไปอยู่ที่ศาลาแดง (หนองจอก) คลอง 16 สมอเอก  คลอง 17 (อ.บางน้ำเปรียว จ.ฉะเชิงเทรา)  คลอง 14 สายกลาง 
คลองพระอาจารย์  คลอง 2 และคลอง 24 (อ.องครักษ์  จ.นครนายก)

            จากเมืองปัตตานี  บางส่วนย่านบานาจะปังติกอ  และปูยุด  ได้นำมาปล่อยไว้ย่าน  เจียรดับ  กระทุ่มราย  หนองจอก  ต่อมา
ขยายถิ่นฐานไปอยู่คลอง 14 สายล่าง  คลอง 15 สายล่าง  คลองหกวา  เป็นต้น

            สำหรับลูกหลานขุนนางเมืองปัตตานี  เดิมถูกนำมาปล่อยไว้ที่บางลำพู  บ้านตึกดิน (ราชดำเนินกลาง) 



            ในสมัยรัชการที่ 1 นั้น  เมื่อรัชกาลที่ 3   ได้จ้างบริษัทวิศวกรชลประทานของประเทศอักฤษ  ชื่อบริษัทคูนาสยามจำกัด  มาทำการ
ขุดคลองเพื่อการชลประทาน  และการขนส่งทางน้ำ  ในบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำบางปะกง  กับแม่น้ำเจ้าพระยา  จำนวน 35 คลอง 
โดยมีคลองหลักแนวตะวั้นออก - ตะวันตก  จำนวน  5  คลอง  คือ

            คลองรังสิตประยูรศักดิ์  (คลอง 8 วา)
            คลองแสนแสบ
            คลองประเทศบุรีรมย์
            คลองสำโรง

            และมีคลองซอยตามแนวเหนือ - ใต้  อีกจำนวน 30 คลองเสร็จแล้ว  ชาวบางลำพูและบ้านตึกดินส่วนหนึ่งได้ขยายถิ่นฐานไปตั้ง
บ้านเรือนเพื่อทำการค้าขายที่สี่แยกมหานาค  (ใกล้วัดสะแก  ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศ)  จากมหานาคต่อมากได้ขยายถิ่นฐานไปอย่าง
กว้างขวาง  เช่น  ไปอยู่บางตลาด  นนทบุรี  บ้านคู้  บ้านลำหิน  บ้านคลองสิบ  ในเขตหนองจอก  และบ้านคู้น้อย  คลอง 16  ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว  จังหวัดฉะเชิงเทรา



          จาอดีตกาลที่บรรพชนมุสลิมได้อพยพมาด้วยเหตุผลทางการเมือง  และเพื่อร่วมมือร่วมใจในการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น
จนแผ่นดินไทยได้ตกทอดมาเป็นมรดกของคนรุ่นหลังๆ  เป็นชาติที่มีความเข้มแข็งในปัจจุบันนี้  ถึงแม้เราคนไทยมุสลิมจะนับถือศาสนา
แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ  แต่เราก็คือคนไทย  ที่มีสิทธิเสรีภาพครบถ้วน  บริบูรณ์ทุกประการ

หมายเหตุ  ข้อความบางตอนผู้เขียนไ้คัดลอกมาจากหนังสือ  "มุสลิมในประเทศไทย" 
ซึ่งเขียนโดยอดีต  ส.ส.  ประยูรศักดิ์  ชลายนเดชะ  (อัลลอฮฺญัรฮัม)  อดีตกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร   
ขออัลลอฮฺได้โปรดประทานความโปรดปรานแด่ดวงวิญญาณของท่านผู้ล่วงลับด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เม.ย. 17, 2008, 11:59 AM โดย Deeneeyah »

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ Deeneeyah

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 811
  • Respect: +8
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.alisuasaming.com/
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: เม.ย. 17, 2008, 03:10 PM »
0
ขอเสริมประวัติศาสตร์ช่วงนี้

          จาก  "ประวัติศาสตร์สุลต่านสุลัยมาน" (หน้า 224)   กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า
          "เมื่อเรือแล่นไปตรงประตูเมืองแล้ว  พระยาราชบังสัน  (แม่ทัพเรือสยามมีชื่อจริงว่า  แม้น  บิดาชื่อหมัดหรือจุ้ยเป็นพระยายมราช 
ซึ่งเป็นชาวมุสลิมลูกหลานในสายตระกูลสุลต่านสุลัยมานสงขลา)  ก็ส่งคนไปเจรจากับสุลต่านปัตตานี  ขอให้ยอมจำนวนเสียแต่โดยดี 
แต่สุลต่านปัตตานีไม่ยอมรับรู้และไม่ยอมเจรจาด้วย"


          พระยาราชบังสันจึงสั่งทหารให้ยิงปืนใหญ่จากเรือเพื่อถล่มทลายประตูเมืองและกำแพงเมือง  กระสุนปีนใหญ่หลายนัดได้เข้าไปตก
ในเมืองโดนชาวเมืองปัตตานีล้มตายไปเป็นอันมาก  ครั้นแล้วชาวเมืองปัตตานีที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ก็พากันเปล่งเสียงร้องเรียกพระนามของ
พระองค์อัลลอฮฺพร้อมกับกล่าวกาลิมะฮฺ  และกล่าวพร้อมๆ กันดังลั่นไปหมดว่า  "อัลลอฮุอักบัร!  อัลลอฮุอักบัร!  อัลลอฮุอักบัร!"  พระยา
ราชบังสันได้ฟังแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจยิ่งนักถึงกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น  และมีน้ำตาไหลซึมออกมาจากเบ้าตาทั้งสอง  เสียใจที่ต้องมารบรา
ฆ่าฟันกับผู้นับถือศาสนาเดียวกัน 
____________________________________________________________________________________________________________
 
          จาก  "ปาตานีดารุสสลาม"  หน้า42-45
          เมื่อสยามชนะสงคราม  จึงได้เผาพระราชวังนิลัม, มัสยิด ปินตูกือบัง  และบ้านเรือนของราษฎร  พร้อมกับยึดเอาปืนใหญ่ 2 กระบอก 
ที่เชื่อว่า  ศรีนากือรี  (ศรีนคร)  กับศรีปาตานี  ลงแพเพื่อจะล่องเอาไปกรุงเทพฯ  แต่ปืนใหญ่ศรีนากือรีตกลงทะเลเสียก่อน  พร้อมกับควบคุม
ลูกหลานสุลต่านพร้อมด้วยวงศานุวงศ์  ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และประชาชนจำนวนประมาณ  4,000  เป็นตัวประกัน  รวมทั้งทรัพย์สินที่ยึดได้ 
นำลงเรือดินทางไปบางกอกด้วย


          ก่อนที่พระยากลาโหมจะถอนทัพกลับได้แต่งตั้งชาวปัตตานีผู้หนึ่งเป็นเจ้าเมืองปกครอง  ภายใต้การดูแลของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
และจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปยังกรุงเทพฯ  เป็นบรรณาการทุกๆ  ปี  เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อกรุงสยาม  ผู้ที่สยามแต่งตั้งนั้นคือ
เต็งกู  ลามิเด็น

         
          พระยากลาโหมได้นำเชลยชาวปัตตานี  4,000  คน  ลงเรือไปยังกรุงเทพฯ  ระหว่างเดินทาง  เชลยบางคนกระโดดจจากเรือลงทะเล
หลบหนี  จะรอดก็มีบ้าง  แต่ส่วนใหญ่ก็ตายในทะเล  ดังนั้นเพื่อมิให้ชาวปัตตานีกระโดยทะเลหนีทหารสยามได้ใช้วิธีร้อยหวายที่เอ็นหนือส้นเท้า
ของเชลยเหล่านั้น  ผูกพ่วงต่อกันหลายๆ  คน  เชลยที่เป็นหญิง  จะถูกร้อยใบหูพ่วงไว้เช่นเดียวกัน  และให้นั่งอยู่ในเรือเดินทางไปจนถึงบางกอก
บางคนเจ็บป่วยล้มตายในเรือระว่างเดินทาง  ที่ไม่ตายก็เกิดแผลเป็นฝีหนองเจ็บป่วยทุกขเวทนาเป็นอย่างยิ่ง


         เมื่อถึงบางกอกลูกหลานสุลต่านแห่งปัตตานีก็ได้ถูกนำไปอยู่หลังวัดอนงคารามฝั่งธนบุรี  ซึ่งบริเวณดังกล่าวเรียกกันว่า บ้านแขกมลายู
หรือ "บ้านแขก"  (ปัจจุบันคือสี่แยกบ้านแขก  บ้านสมเด็จเจ้าพระยาธนบุรี)  ส่วนเชลยที่เป็นคนธรรมดาสามัญก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานโดยขุด
คลองแสนแสบและจัดที่ให้ทำไร่ทำนารอบๆ  พระนคร  เช่น  พื้นที่เขตปทุมธานี,  หนองจอก,  มีนบุรี,  ท่าอิฐ,  เป็นต้น
____________________________________________________________________________________________________________

นำเสนอตรงนี้มิได้จะตอกย้ำหรือผูกใจเจ็บกับเรื่องกาลก่อน  แต่หากจะระลึกถึงความทุกข์ยากของบรรพชนที่ยังคงรักษาอิสลามไว้ได้

จะได้นำเสนอมุสลิมเชื้อสายเขมรต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
         
 

كُلَّمَاأَدَّبَنِى الدّه    رُأََرَانِى نَقْصَ عَقْلِى    وإذاماازْدَدْتُ عِلْمًا   زَادَنِى عِلْمًابِجَهْلِى
 
ทุกครั้งคราที่กาลเวลาได้สอนสั่งฉัน  ฉันก็เห็นว่าตัวฉันปัญญาพร่อง  และเมื่อใดที่ฉันได้เพิ่มพูนความรู้  มันก็เพิ่มความรู้ว่าฉันโง่เขลา



ออฟไลน์ Muftee

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 1722
  • เพศ: ชาย
  • ตั้งใจเข้าไว้นะ มุฟตีย์น้อย
  • Respect: +150
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ต.ค. 10, 2008, 10:29 PM »
0

          ในปัจจุบันมีผู้ค้นคว้ารวบรวม  (อัจญีประยูรศักดิ์  ชลายเดชะ  อดีต  ส.ส.  กรุงเทพฯ)  ถึงผู้ที่มีนามสกุลต่างๆ  ทั้งมุสลิมและพุทธที่สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมานเป็นจำนวนมากมาย  เช่น 

มูดาอูเส็น   หวันมูดา   เผ่ามะหะหมัด   สุเทพากร ชลายเดชะ   ท้วมประถม   กัลยาณสุต   บัวหลวง   มานะจิตต์   โยธาสมุทร   แสงวนิชย์   สิทธิวนิช   ภู่มาลี   สนธินรากุล   ทองคำวงศ์   ศรีจรูญ   พิทักษ์คุมพล

ขำนุรักษ์   นิยมเดชา   สุระคำแหง    ฯลฯ   สำหรับในกลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธก็มีมาก   เช่น   ณ พัทลุง   ขัมพานนท์   ศรุตานนท์   ศิริสัมพันธ์   ศิริธร   สุวรรณคีรี   ยงใจยุทธ   วงศ์วานิช   สุคนธาภิรมย์   

ณ  พัทลุง  ฯลฯ  เป็นต้น




ในที่สุดก็ชัดเจนสักกะที   เรามีเชื้อเจ้าจริงๆ ด้วย  ...  มาทางสายสุลต่านสะด้วย  ... หุหุ ....  loveit: loveit: loveit:
// อะฮฺลิสสุนนะฮฺ อัล-อะชาอิเราะฮฺ...สักวันนึง เราต้องเป็นอุละมาอฺที่ยิ่งใหญ่ อินชาอัลลอฮฺ //

ออฟไลน์ al-firdaus~*

  • ทีมงานหลังบอร์ด (-_-''')
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 5009
  • เพศ: หญิง
  • 可爱
  • Respect: +161
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ต.ค. 12, 2008, 09:37 PM »
0
ในที่สุดก็ชัดเจนสักกะที   เรามีเชื้อเจ้าจริงๆ ด้วย  ...  มาทางสายสุลต่านสะด้วย  ... หุหุ .... 

ขอแสดงความยินดีด้วยคน.... loveit:

ว่าแต่.....คุ้นๆนะเนี่ย hehe

ออฟไลน์ JawhaR

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 1303
  • Respect: +12
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ต.ค. 13, 2008, 11:59 AM »
0
 salam

อืม ได้ความรู้อีกแระ
ญาซากัลลอฮ คับ  hehe  hehe
I'm just a Mini Muslim and will try to be   StrongeR. Insha-Allah

ออฟไลน์ al-fantazy

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 270
  • สูบบุหรี่เป็นสีแก่ปาก สูบมากๆ ระวังปากจะไม่มีสี
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ต.ค. 13, 2008, 09:59 PM »
0

          ในปัจจุบันมีผู้ค้นคว้ารวบรวม  (อัจญีประยูรศักดิ์  ชลายเดชะ  อดีต  ส.ส.  กรุงเทพฯ)  ถึงผู้ที่มีนามสกุลต่างๆ  ทั้งมุสลิมและพุทธที่สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุลัยมานเป็นจำนวนมากมาย  เช่น 

มูดาอูเส็น   หวันมูดา   เผ่ามะหะหมัด   สุเทพากร ชลายเดชะ   ท้วมประถม   กัลยาณสุต   บัวหลวง   มานะจิตต์   โยธาสมุทร   แสงวนิชย์   สิทธิวนิช   ภู่มาลี   สนธินรากุล   ทองคำวงศ์   ศรีจรูญ   พิทักษ์คุมพล

ขำนุรักษ์   นิยมเดชา   สุระคำแหง    ฯลฯ   สำหรับในกลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธก็มีมาก   เช่น   ณ พัทลุง   ขัมพานนท์   ศรุตานนท์   ศิริสัมพันธ์   ศิริธร   สุวรรณคีรี   ยงใจยุทธ   วงศ์วานิช   สุคนธาภิรมย์   

ณ  พัทลุง  ฯลฯ  เป็นต้น




ในที่สุดก็ชัดเจนสักกะที   เรามีเชื้อเจ้าจริงๆ ด้วย  ...  มาทางสายสุลต่านสะด้วย  ... หุหุ ....  loveit: loveit: loveit:



แหม  มี"เชื้อจ้าว"แล้วทามเป็นมาคุยนะบังอะ   แฟนต้าอะ มี"เชื้อโรค"  ยังไม่เห็นคุยสักกะนิดเลยอ๊ะ หุหุ   loveit: loveit:

ออฟไลน์ ILHAM

  • เพื่อนตาย T_T
  • *****
  • กระทู้: 11348
  • เพศ: ชาย
  • Sherlock Holmes
  • Respect: +273
    • ดูรายละเอียด
    • ILHAM
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ต.ค. 13, 2008, 10:08 PM »
0
เชื้ออะไรล่ะ HIV หรือว่าปอดบวม
إن شاءالله ติด ENT'?everybody

Sherlock Holmes said "How often have I said to you that when you have eliminated the impossible, whatever remains, however improbable, must be the truth?"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ al-fantazy

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 270
  • สูบบุหรี่เป็นสีแก่ปาก สูบมากๆ ระวังปากจะไม่มีสี
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ต.ค. 13, 2008, 10:17 PM »
0
เชื้ออะไรล่ะ HIV หรือว่าปอดบวม



"เชื้อโรค" ในตัวแฟนต้าเนี๊ยะอะหรอ.... เป็นเชื้อที่ชื่อว่า "โรคหัวใจอ่อนแอ" อะ  หุหุ  ...    loveit: loveit:

ออฟไลน์ ILHAM

  • เพื่อนตาย T_T
  • *****
  • กระทู้: 11348
  • เพศ: ชาย
  • Sherlock Holmes
  • Respect: +273
    • ดูรายละเอียด
    • ILHAM
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ต.ค. 13, 2008, 10:29 PM »
0

"เชื้อโรค" ในตัวแฟนต้าเนี๊ยะอะหรอ.... เป็นเชื้อที่ชื่อว่า "โรคหัวใจอ่อนแอ" อะ  หุหุ  ...    loveit: loveit:

เป็นโรคใจอ่อน เป็นโรคความดัน สูงขึ้นทุกวัน ดันทุรัง หนักแท้หนาาาาา
إن شاءالله ติด ENT'?everybody

Sherlock Holmes said "How often have I said to you that when you have eliminated the impossible, whatever remains, however improbable, must be the truth?"
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ออฟไลน์ Muftee

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 1722
  • เพศ: ชาย
  • ตั้งใจเข้าไว้นะ มุฟตีย์น้อย
  • Respect: +150
    • ดูรายละเอียด
Re: ย้อยรอยอดีด (ประวัติศาสตร์ของมุสลิมไทย)
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ต.ค. 14, 2008, 07:58 PM »
0
ในที่สุดก็ชัดเจนสักกะที   เรามีเชื้อเจ้าจริงๆ ด้วย  ...  มาทางสายสุลต่านสะด้วย  ... หุหุ .... 

ขอแสดงความยินดีด้วยคน.... loveit:

ว่าแต่.....คุ้นๆนะเนี่ย hehe



คุ้นหรอ  ธรรมดาอะนะ  นามสกุลดัง  คร๊ายก็คุ้นทั้งน๊าน  เหอะเหอะ.... loveit: hehe
// อะฮฺลิสสุนนะฮฺ อัล-อะชาอิเราะฮฺ...สักวันนึง เราต้องเป็นอุละมาอฺที่ยิ่งใหญ่ อินชาอัลลอฮฺ //

 

GoogleTagged