ผู้เขียน หัวข้อ: การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาคพิเศษ)  (อ่าน 3570 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
0

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ต่อไปนี้ คือการเสวนาเรื่องตัลกีน  ที่เราอยากจะนำเสนอเพื่อให้พี่น้องได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบครับ 

والسلام

อัล-อัซฮะรีย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มี.ค. 21, 2007, 04:13 PM โดย al-azhary »
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:16 AM »
0
ท่านหญิงน้อยฟาร์ร่าห์

ตกลงจะเชื่อใครดี เพราะในเว็บสุนนะฮฺสติวเด้นบอกว่าเป็นหะ ดีษเศาะหีหฺ
แต่ในเว็บอัซซุนนะฮฺบอกว่า เป็นหะ ดีษเฎาะอีฟญิดดัน
เจ้าหญิง งงหมดแล้ว...รบกวนผู้รู้ชวยให้คำตอบด้วยนะคะ...
แต่เรืองนี้ งง จริงๆๆ แถม งง เป็นไก่ตาแตก

Goddut

เรื่องใดที่เป็น ทรรศนะ จริงๆ ก็ขอให้ละกันไว้เถอะนะครับ
คุณเห็นว่าทำอย่างไหนแล้วเกิดความสบายใจ ทำให้มีความสุขก็ทำเถอะครับ

คนตัดสินไม่มนุษย์ แต่เป็นอัลลอฮฺ
ปัจจุบันไม่มีใครรเป็นร่อซู้ล อันไหนเข้าท่าเหมาะสมก็ทำ
อันไหนคิดว่าไม่เข้าท่า ก็ไม่ต้องไม่ตำหนิเขานะครับ

เพราะเราก็ต้องรู้ว่า ไม่มีใครถูกทุกอย่าง ดังนั้นก็ละกันไว้ดีกว่า
วัลลอฮฺอะลัม
วัสลาม...

al-azhary

وعليكم السلام ورحمة الله وبركاته

ตัลกีน เป็น ประเด็นคิลาฟิยะฮ์ ก็ให้เราเลือกทัศนะใดทัศนะหนึ่งก็แล้วกัน เพราะนักปราชญ์ทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ต้องการที่จะทำการพิจารณาหะดิษและมีจุดยืนเกี่ยวกับหะดิษที่จะทำบิดอะฮ์ลุ่มหลงกันอยู่แล้ว

al-azhary

ทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษฎออีฟญิดดัน(มากๆ) นั่นเพราะว่าเขาพิจารณาสายรายงานเดียว ส่วนทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษ صالح (ดี) หรือว่า قوى (มีน้ำหนัก) นั้น เพราะใช้หลักพิจารณาโดยเอาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนตามหลักพิจารณาหะดิษ ก็เท่านั้น

al-azhary

อย่างเช่น ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์หะดิษตัลกีน ไว้ในหนังสือ นะตาอิญุลอัฟการ บอกว่า เป็น "หะดิษฏออีฟมาก ๆ" นั่นเพราะว่าท่านฮุกุ่มโดยพิจารณาสายรายงานของหะดิษนั้นเพียงหะดิษเดียว

แต่ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์ในหนังสือ อัตตัลคีศอัลหะบีร ว่าเป็นหะดิษที่ صالح (ดี) เพราะว่าท่านได้นำสายรายงานอื่นจากท่าน สะอีด บิน มันซูร มาสนับสนุน

เราคงจะเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษกันแล้วนะครับ

al-azhary

ความจริงคำว่า หะดิษ صالح หมายถึง หะดิษที่เหมาะสมสำหรับการสนับสนุนจากสายรายงานอื่น เพื่อยกระดับให้ถึงขั้นดี

al-azhary

แต่บางท่าน พยายามยกสองสายรายงานของท่าน ฏ็อบรอนีย์ , และท่านคิลาอีย์ มายืนยันว่า หะดิษตัลกีนนั้น ฏออีฟ โดยเขาไม่เหลียวแลสายรายงานที่นำมาสนับสนุนตามที่ท่านอิบนุหะญัรได้กระทำการฮุกุ่มไว้

ดังนั้น เมื่อมีหลักพิจารณาว่า มีหะดิษฏออีฟ 5 หะดิษ และมีหลักพิจารณาหะดิษฮุกุ่มมีอีกหะดิษหนึ่ง ซอฮิหฺหรือหะซัน ฉะนั้น เราจะเอาหะดิษหะซันทิ้งไปโดยไม่เหลียวแล แล้วไปยีดหะดิษฏออีฟทั้ง 5 เพื่อมาหุกุ่มบิดอะฮ์นั้น ย่อมไม่ได้ตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม เนื่องจาก หะดิษที่ให้การยอมรับนั้น จะถูกนำมาพิจารณาก่อน หะดิษที่ปฏิเสธ ตามหลักการที่ว่า

المثبت مقدم على النافى

"สิ่งที่มายืนยัน ย่อมอยู่ก่อน สิ่งที่ปฏิเสธ"

วัลลอฮุอะลัม

al-azhary

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้น คือพิจารณาตามหลักหะดิษและหลักนิติศาสตร์ที่มีต่อการนำหะดิษมาใช้ ซึ่งเป็นการนำเสนอแบบสรุป ๆ หากผู้ใดคัดค้าน ก็เชิญเสวนาได้ตามหลักวิชาการหะดิษ อย่าไปยกทัศนะของอุลามาอ์ที่ยอมรับตัลกีนหรือไม่ยอมรับตัลกีน เพราะเปล่าประโยชน์ เนื่องจากเรามีนักปราชญ์มากพอที่จะมายืนยันในเรื่องนี้

عبدالله

وعن أبي سعيد عن النبي صلى اللَّه عليه وآله وسلم قال‏:‏ ‏(‏لقنوا موتاكم لا إله إلا اللَّه‏)‏‏.‏

رواه الجماعة
จากท่านอบีซะอีดอัลคุดรีย์ท่านนบีได้กล่าวว่า จงตัลกีนผู้ที่ใกล้ตายของพวกเจ้าคำว่า ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮฺ
หมายถึงให้สอนคนที่กำลังใกล้ตายครับ เพราะคนที่ใต้แล้วคงไม่มีใครมีอำนาจสอนได้ แต่ท่านนบีใช้คำว่า موتاكم ถ้าแปลตรงๆก็คือ มัยยิตของพวกเจ้า แต่อุลามาอฺไม่แปลอย่างนั้น แต่แปลว่า คนที่กำลังใกล้ตาย ก็ทำนองเดียวกันกับฮาดีสที่ท่านนบีได้กล่าวว่าให้อ่านซูเราะห์ยาซีนแก่ موتاكم นั่นคือคนที่กำลังใกล้ตายมิใช่คนที่ตายแล้วครับ ต้องเข้าใจสำนวนภาษาอาหรับน่ะครับ

al-azhary

ประเด็นการสอนคนใกล้ตายนั้น เท่าที่ผมทราบมา ไม่ได้มีนักปราชญ์ขัดแย้งกัน จึงไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า การสอนคนตาย โดยมีนักปราชญ์ขัดแย้งกันว่า موتاكم (เมาตากุ้ม) ตรงนี้หมายถึงอะไร ? ถ้าหากพิจารณาความหมายคำแท้(ตามหลักฮะกีกัตเชิงภาษา) ย่อมหมายถึง "คนตาย" อย่างแน่นอน หากให้ความหมายแบบ "มะญาซฺ" ไม่ใช่คำตรง ก็จะให้ความหมายว่า "คนไกล้ตาย" ซึ่งทั้งสองความหมายนี้ นักปราชญ์ก็มีการวินิจฉัยกันตามหลักภาษา

แต่หากเราพิจารณาตามหลักหะดิษ เราจะพบว่า การรวมหะดิษย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า หมายถึง สอนทั้งคนไกล้ตาย (โดยยึดคำ มะญาซฺ) และสอนคนตายแล้ว (โดยยึดคำแท้ฮะกีกัต) และยึดหะดิษที่มีสายรายงาน صالح ตามหลักพิจารณาหะดิษที่ท่าน ชัยคุลอิสลาม อิบนุหะญัร อัลอัสก่อลานีย์ ได้ชี้แจงไว้ เช่นอิมามอันนะวาวีย์ ได้มีทัศนะการสอนคนไกล้ตายและคนตายพร้อมกันเพื่อปฏิบัติทั้งสองหะดิษ ดังนั้น ในกรณีนี้ ผมอยากจะให้พิจารณาตามหลักหะดิษและนิติศาสตร์ ครับ

วัลลอฮุอะลัม

ezzulla

มีคนถามอิบนุ ตัยมียะฮ์ เกี่ยวกับการอ่านตัลกีนแก่มัยยัต (คนตาย) ในกุบูรหลังจากฝังเสร็จว่า
มีฮาดิษที่ซอเฮี๊ยะในเรื่องตัลกีนจากท่านนบี หรือซอฮาบะฮ์หรือไม่ ?

ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ ตอบว่า ตัลกีนดังกล่าวนั้นมีการถ่ายทอดมาจากซอฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่ง ว่า
แท้จริงพวกเขาได้ถูกใช้ให้อ่าน เช่น อาบีอามามะฮ์ อัลบาฮีลีย์ และคนอื่น ๆ
และได้ถูกรายงานในเรื่องตัลกีน ฮาดิษบทหนึ่งจากท่านนบี (ซ.ล) แต่ไม่ถึงขั้นจะฮูก่มว่าซอเฮี๊ยะ
และบรรดาซอฮาบะฮ์จำนวนมากไม่กระทำดังกล่าว ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ท่านอีหม่ามอะห์หมัดและอุลามาอ์ท่านอื่น ๆ
จึงกล่าวว่า لا با س به ทำก็ไม่เป็นไร และพวกเขาได้ผ่อนปรนในการเรื่องตัลกีน และพวกเขาไม่ได้ใช้ในเรื่องนี้
และบรรดาอัสฮาบอีหม่ามซาฟีอีย์และอีหม่ามอะห์หมัดบางส่วนถือว่าเป็นสุนัต และบางส่วนจากอัสฮาบของอีหม่ามมาลิก
และคนอื่น ๆถือว่ามักโร๊ะห์

และแท้จริงเป็นที่ชัดเจนแน่นอนว่า คนที่ถูกฝังนั้นจะถูกสอบถามและถูกทดสอบ และได้มีการใช้ให้ขอดุอาอ์ให้แก่คนที่ถูกฝัง
ดังนั้นด้วยเหตุนี้ เขาจึงกล่าวว่า แท้จริงตัลกีนนั้นมีประโยชน์ต่อคนที่ถูกฝัง แท้จริงคนตายนั้นได้ยินคำเรียกของคนเป็น
ดังมีรายงานในฮาดิษซอเฮี๊ยะ انه لسمع قرع نعالهم
(แท้จริงคนตายนั้น ได้ยินเสียงกระทบเกี๊ยะของพวกเขา)

หนังสือฟัตวาฮ์ อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 295

asan

อ้างจาก: al-azhary ที่ 05 มีนาคม 50 , 19:11
อย่างเช่น ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์หะดิษตัลกีน ไว้ในหนังสือ นะตาอิญุลอัฟการ บอกว่า เป็น "หะดิษฏออีฟมาก ๆ" นั่นเพราะว่าท่านฮุกุ่มโดยพิจารณาสายรายงานของหะดิษนั้นเพียงหะดิษเดียว

แต่ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์ในหนังสือ อัตตัลคีศอัลหะบีร ว่าเป็นหะดิษที่ صالح (ดี) เพราะว่าท่านได้นำสายรายงานอื่นจากท่าน สะอีด บิน มันซูร มาสนับสนุน

เราคงจะเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษกันแล้วนะครับ
------------

นี้ก็แปลก ทั้งที่ผู้รายงานหะดิษเอง คือ อัฏฏอบรอนีย์ กล่าวไว้ในอัลกะบีร ว่า

وفي إسناده جماعة لم أعرفهم

และในสายรายงานของมัน มีคนกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จัก - อัสสิลสิละฮ อัฏเฏาะอีฟะฮ 2/64 ,มัจญมัวะอัซซะวาอิด 3/45

เขาบอกว่า อิบนิหะญัร วิจารณ์ว่า เป็นหะดิษที่ดี (صالح ) แต่ท่านอิบนุอะลาน(ابن علان ) ได้คัดลอกจากคำอธิบายหะดิษอบีอุมามะฮของท่านหาฟิซอิบนุหะญัร ว่า

هذا حديث غريب وسند الحديثين من الطريقين ضعيف جداً

นี้คือหะดิษเฆาะรีบ และสายรายงานของหะดิษสองบท จากสองทาง เฎาะอีฟอย่างมาก- อัลฟะตูหาตอัรรอ็บบานีย์ อะลัลอัซกัรอันนะวาวียยะฮ 4/196
เรื่อง การสอนผู้ที่ตายแล้ว เป็นแค่นิยายน้ำเนา พูดไปก็ไม่จบ ฝ่ายที่สอนคนตายก็ไม่ใยดี ใครจะว่าหะดิษปลอม หะดิษเฏาะอีฟ อย่างไร ฉันไม่สน ถ้าใช้ปัญญาคิดสักนิด ว่าเหลวไหลหรือไม่ ดูซิครับ คนเป็นสอนคำตอบให้คนตาย มลาอิกะฮเห็นมีคนสอนแล้ว เลยจูงมือกันกลับ. ถ้าไม่ใช่นิยาย แล้วจะเป็นอะไร ดังข้อความข้างล่าง

فإن منكراً ونكيراً يأخذ كل واحد منهما بيد صاحبه ويقول‏:‏ انطلق بنا ما نقعد عند من لقن حجته
ดังนั้น มุงกัรและนากิร ต่างจูงมือมิตรสหาย(มัยยิด) แล้วท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านจงเดินไปกับเราเถิด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรานั่ง(สอบถาม) เกี่ยวกับผู้ที่ถูกสอนกับหลักฐานของเขาแล้ว


ท่านอิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

بيد أن هذا الحديث متفق على ضعفه و لا تقوم به حجة أبداً فضلاً عن أنه يعارض حديث أصح منه و الذي رواه الإمام البخاري عليه رحمه الله تعالى

อย่างไรก็ตาม หะดิษนี้ (หะดิษสอนคนตาย) ได้รับมติเอกฉันท์ว่า เป็นหะดิษเฎาะอีฟ และเอามาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้ตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้น แท้จริงมันยังค้านกับหะดิษที่เศาะเฮียะยิ่งกว่า และหะดิษที่รายงานโดยอิหม่ามบุคอรี ขออัลลอฮตะอาลา เมตตาต่อท่าน" - ดูอะอฺลามุลมุวักกิอีน 2/67 , หาชียะฮ อิบนุกอ็ยยิม 3/199

asan

แก้ไข
فإن منكراً ونكيراً يأخذ كل واحد منهما بيد صاحبه ويقول‏:‏ انطلق بنا ما نقعد عند من لقن حجته
ดังนั้น มุงกัรและนากิร ต่างจูงมือมิตรสหายของเขา แล้วท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านจงเดินไปกับเราเถิด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรานั่ง(สอบถาม) เกี่ยวกับผู้ที่ถูกสอนกับหลักฐานของเขาแล้ว

ezzulla

وقد اباح ابن تيمية التلقين بعد الدفن وقال بعد ان عرض اراء الفقهاء وهدا اعدل الاقوال

และอิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้อนุมัติการอ่านตัลกีนหลังจากการฝัง และท่านได้กล่าว
หลังจากได้นำเสนอทัศนะของบรรดาอุลามาอ์วิชาฟิกห์ ว่า และนี่คือคำพูดที่เที่ยงตรงยิ่ง

หนังสือฟัตวาย์ อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 298

asan

สอนคนตาย บิดอะฮที่ไม่ยอมตาย

มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องศึกษา ศาสนา ที่มาจากอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ ที่เกี่ยวกับ ด้านอะกีดะอ ,ด้านอิบาดะฮ, ด้านการธุรกิจ สังคม คุรธรรม จริยธรรม และอื่นๆที่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ เมื่อศึกษาแล้วก็นำวิชาความรู้ดังกล่าวมาปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่ออัลลฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเพื่อให้พระองค์ทรงโปรดปรานในสิ่งที่เขาปฏิบัติ และเพื่อให้ประสบความสำเร็จในโลกนี้และโลกหน้า

สำหรับผู้มีความรู้ในด้านศาสนา ก็จำเป็นจะต้องนำความรู้ดังกล่าว ไปเผยแผ่ ไปสอนผู้ที่ไม่รู้ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจศาสนาที่ถูกต้อง , มีความเชื่อ(อะกิดะฮ)ที่ถูกต้อง และ ปฏิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้องตามที่อัลลอฮและศาสดาของพระองค์สอนไว้ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าหดหู่ ที่มีผู้รู้บางส่วน กลับส่งเสริมให้มีการสอนคนตายอีกด้วย โดยเฉพาะสอนคำตอบให้แก่คนตาย(มัยยิต)ในหลุมศพ เพื่อให้คนตายได้คำตอบที่จะไปตอบคำถามมลาอิกะฮ มุงกัร-นะกีร ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่า เมื่อตอบคำถามได้แล้ว ก็จะไม่ถูกลงโทษในกุบูร และบ้างเชื่อว่า เมื่อมีคนสอนคำตอบให้มัยยิตแล้ว มลาอิกะฮทั้งสองท่านก็จะชวนกันกลับ โดยอ้างหะดิษเฏาะอีฟ ต่อไปนี้

عن سعيد بن عبد الله الأودي قال‏ شهدت أبا أمامة وهو في النزع فقال‏ إذا أنا مت فاصنعوا بي كما أمر رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال ‏
‏"‏إذا مات أحد من إخوانكم فسويتم التراب على قبره فليقم أحدكم على رأس قبره ثم ليقل‏ ‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يسمعه ولا يجيب‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يستوي قاعداً‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يقول‏ أرشدنا رحمك الله - ولكن لا تشعرون - فليقل‏ اذكر ما خرجت عليه من الدنيا شهادة أن لا إله إلا الله وأن محمداً عبده ورسوله وأنك رضيت بالله رباً وبالإسلام ديناً وبمحمد نبياً وبالقرآن إماماً فإن منكراً ونكيراً يأخذ كل واحد منهما بيد صاحبه ويقول‏ انطلق بنا ما نقعد عند من لقن حجته فيكون الله حجيجه دونهما‏"‏‏.‏ فقال رجل‏ يا رسول الله فإن لم يعرف أمه‏؟‏ قال‏ ‏"‏فينسبه إلى حواء يا فلان بن حواء‏"‏‏.‏

رواه الطبراني في الكبير وفي إسناده جماعة لم أعرفهم‏

จากสะอีด บุตร อับดุลลอฮ อัลเอาดีย กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้มาหาท่านอบีอุมามะฮ โดยที่เขา กำลังไกล้จะเสียชีวิต

เมื่อฉันได้เสียชีวิต พวกท่านจงจัดการเกี่ยวกับฉัน ดังที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ได้ใช้กับเรา ให้จัดการกับบรรดาผู้ตายของเรา ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ได้ใช้กับเราโดยท่านกล่าวว่า " เมื่อคนใดจากพี่น้องของพวกท่านได้เสียชีวิต พวกท่านจงทำให้ดินบนกุบูรของเขาเรียบเสมอ และคนหนึ่งจากพวกท่าน จงยืนทางปลายของกุบูรของเขา หลังจากนั้น เขาจงกล่าวว่า "โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) บุตร ของนางผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) ดังนั้น เขาก็ได้ทำให้มัยยิดได้ยิน โดยที่มัยยิดก็จะไม่ทำการตอบสนอง หลังจากนั้น เขาก็กล่าวอีกว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง แล้วมัยยิดก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง จากนั้นเขากล่าวว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง ดังนั้น มัยยิดจึงกล่าวว่า ท่านจงชี้แนะแก่เราด้วยเถิด ขออัลเลาะฮ์ทรงเมตตาต่อท่าน โดยที่พวกท่านทั้งหลายไม่รู้ตัวหรอก ดังนั้น เขากล่าวว่า "ท่าน(มัยยิด) จงกล่าวกับถ้อยคำที่ท่านดำรงอยู่บนมัน โดยที่ท่านได้จากลาออกจากโลกดุนยา กับคำปฏิญานว่า แท้จริง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะฮ์ และมุหัมมัดนั้นเป็นบ่าว และเป็นศาสนาทูตของพระองค์ และแท้จริง ฉันได้พอใจด้วยกับการที่อัลเลาะฮ์ทรงเป็นผู้อภิบาล และด้วยกับอิสลามนั้น คือศาสนา และนบีมุหัมมัด คือ ศาสนทูต และอัลกุรอานคือ อิมาม ดังนั้น มุงกัรและนากิร ต่างจูงมือมิตรสหายของเขาแล้วท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านจงเดินไปกับเราเถิด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรานั่ง(สอบถาม) เกี่ยวกับผู้ที่ถูกสอนกับหลักฐาน(ที่ชี้เป็นถึงเป็นผู้ศรัทธา)ของเขาแล้ว (หมายถึงเขาได้ตอบคำถามของมุงกัรนะกีรแล้ว) " ดังนั้น มีชายคนหนึ่ง ถามท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ว่า หากเขา(ผู้อ่านตัลกีน) ไม่รู้จักมารดาผู้ตายล่ะครับ ? ท่านร่อซูลตอบว่า ก็ให้เขาอ้างไปยังมารดาของที่ชือ เฮาวาอ์ คือ(กล่าวว่า) โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ชื่อ...) บุตร ของพระนางเฮาวาอ์ - รายงานโดย อัฎฎอ็บรอนีย ในอัลกะบีร และในสายสืบของมัน มีบรรดาผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขา - ดูมัจญมัวะซะวาอิด เล่ม 3 บทว่าด้วย การตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง (باب تلقين الميت بعد دفنه)

วิจารณืหะดิษข้องต้น

1. อัลอิซ บิน อับดุสสลาม กล่าวว่า "

لم يصح في التلقين شيء وهو بدعة

ไม่มี (หะดีษ) ที่เศาะหีหฺในเรื่องตัลกีนแม้แต่หะดีษเดียว และมันคือ (การกระทำที่) บิดอะฮฺ (ฟะตาวาอัลอิซ บิน อับดุสสลาม หน้า 427)

2. เจ้าของหนังสือเอานุลมะอฺบูด กล่าวว่า

والتلقين بعد الموت قد جزم كثير أنه حادث

และการอ่านตัลกีนหลังจากเสียชีวิต แท้จริงได้มีอุละมาอฺจำนวนมากยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (8/268)

3. ศ็อนอานีย์ไม่ได้พูดลอยๆ แต่ท่านยังอ้างว่ามีระบุในหนังสืออัลมะนารด้วยว่า

إن حديث التلقين لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه

แท้จริง หะดีษตัลกีน บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับหะดีษไม่สงสัยเลยถึงความเป็นหะดีษเมาฎูอฺของมัน (สุบุลุสสลาม 2/113)
4. อิหม่ามนะวาวีย์กล่าวว่า
"إسناده ضعيف
?สายสืบของมัน เฎาะอีฟ - อัลมัจญมัวะ (5/274)
5. อัศศอนอานีย์ กล่าวว่า

"يتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف، والعمل به بدعة

และอัศศอ็นอานีย ได้กล่าว ว่า
"สรุปจากคำพูดของบรรดาผู้นำที่ได้รับการรับรอง ว่า แท้จริง มันเป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการนำมันมาปฏิบัตินั้น เป็นบิดอะฮ - สุบุลุสสลาม 2/161

6. อิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

ولم يكن يجلس - أي رسول الله صلى الله عليه وسلم - يقرأ عند القبر ولا يلقن الميت كما يفعله الناس اليوم ] زاد المعاد 1/522
และไม่ประกฎว่า ท่าน หมายถึงท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่าน(อัลกุรอ่าน) ณ ทีหลุมศพ และท่านไม่ได้อ่านตัลกีนแก่มัยยิต ดังที่ผู้คนในปัจจุบันทำกัน ? ซาดุ้ลมะอาด 1/522

หะดิษข้างต้นมันยังขัดกับความเป็นจริงที่อัลกุรอ่านและหะดิษที่เศาะเฮียะระบุไว้ว่า อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือ ผู้ทรงบันดาลให้ผู้ศรัทธา สามารถตอบคำถามมลาอิกะฮในกุบูรได้ ไม่ใช่เพราะการสอนคำตอบของครูผู้สอนคนตายบนหลุมศพ โปรดมาพิจารณาดูหลักฐานต่อไปนี้
1. อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

يُثَبِّتُ اللّهُ الَّذِينَ آمَنُواْ بِالْقَوْلِ الثَّابِتِ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِي الآخِرَةِ

อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี้(*1*) และในปรโลก(*2*)

(1) พระองค์ทรงให้พวกเขาหนักแน่นด้วยคำกล่าว ?ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ? และคำกล่าวแห่งการศรัทธาในโลกนี้
(2) คือเมื่อมะลัก 2 ท่านถามเขาในกุบูร ดังมีหลักฐานจากหะดีษว่า ?เมื่อมุสลิมถูกถามในกุบูรเขาจะปฏิญาณยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮ? นั่นคือพระดำรัสของอัลลอฮ ตะอาลา ที่ว่า ?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่น

2. หลักฐานอัสสุนนะฮ

روى البخاري، عن براء بن عازب رضي اللّه عنه، أن رسول اللّه صلى اللّه عليه وسلم قال‏ ‏ ‏(‏المسلم إذا سئل في القبر شهد أن لا إله إلا اللّه وأن محمداً رسول اللّه، فذلك قوله‏ ‏{‏يثبت اللّه الذين آمنوا بالقول الثابت في الحياة الدنيا وفي الآخرة‏}‏‏)‏

รายงานโดย บุคอรี จาก บะรออ บุตร อาซิบ (ร.ฎ)ว่า แท้จริง ท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า " มุสลิมนั้น เมื่อเขาถูกถามในหลุมศพ(กุบูร) เขาก็ปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอืนใด นอกจากอัลลอฮ และแท้จริง มุหัมหมัด ๕อ ศาสนทูตของอัลลอฮ ดังกล่าวนั้น คือ คำดำรัสของอัลลอฮที่ว่า
?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี และในปรโลก? - อิบรอฮีม/27 ดูมุคตะศอรอิบนิกะษีร
ผู้อ่านที่เคารพรักครับ โปรดพิจารณาดูเถิดว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นศาสนา หรือ เป็นเนื้องอกที่เข้ามาทำลายความบริสุทธ์ของศาสนา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มี.ค. 21, 2007, 02:08 AM โดย al-azhary »
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:28 AM »
0
asan

อ้างจาก: ezzulla ที่ 05 มีนาคม 50 , 22:37
وقد اباح ابن تيمية التلقين بعد الدفن وقال بعد ان عرض اراء الفقهاء وهدا اعدل الاقوال
และอิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้อนุมัติการอ่านตัลกีนหลังจากการฝัง และท่านได้กล่าว
หลังจากได้นำเสนอทัศนะของบรรดาอุลามาอ์วิชาฟิกห์ ว่า และนี่คือคำพูดที่เที่ยงตรงยิ่ง

หนังสือฟัตวาย์ อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 298

----------------
และมีข้อความตอนหนึ่งในคำพูดของอิบนุตัยมียะฮคือ

تلقينه بعد موته ليس واجبا بالإجماع ولا كان من عمل المسلمين المشهور بينهم على عهد النبى وخلفائه

การตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง ไม่เป็นวาญิบ โดยมติของปวงปราชญ์ และ ไม่ได้เป็นการกระทำของบรรดามุสลิม ที่แพร่หลาย ในสมัยของท่านนบี และบรรดาเคาะลิฟะฮของท่าน - หนังสือฟัตวา อิบนุ ตัยมียะฮ์ เล่มที่ 24 หน้าที่ 298
..........
สรุปว่า คงจะแอบทำกัน จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย และก็แปลก ทำไมถ้าเป็นคำสอนนบีจริง ทำไม่จึงไม่แพร่หลาย และทำไมตอนที่ ท่านหญิงเคาะดียะฮ และบุตรชายของท่าน อิบรอฮีมเสียชีวิต ไม่ปรากฏรายงานว่าท่านอ่านตัลกีนให้แก่คนทั้งสอง
asan
الصحيح من قولي العلماء في التلقين بعد الموت أنه غير مشروع، بل بدعة، وكل بدعة ضلالة، وما رواه الطبراني في الكبيرعن سعد بن عبد الله الأودي عن أبي أمامة رضي الله عنه في تلقين الميت بعد دفنه، ذكره الهيثمي في الجزء الثاني والثالث من مجمع الزوائد، وقال: في إسناده جماعة لم أعرفهم

ที่ถูกต้อง จากทัศนะทั้งสองของอุลามาอฺ ในประเด็นการอ่านตัลกีน หลังจากตาย ว่า มันไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ทว่า เป็นบิดอะฮ และทุกบิดอะฮนั้น เป็นการหลงผิด และสิ่ง(หะดิษ)รายงานโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร (เล่ม 8 หน้า 298-299 หะดิษหมายเลข 7979) จากสะอีด บิน อับดุลลอฮ อัล-เอาดีย์ จากอบีอุมามะฮ (ร.ฎ) ในการตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง ,อัลหัยษะมีย์ ได้ระบุมันไว้ใน ยุซที่ 2และ 3 จากหนังสือ มัจญมะอุซซะวาอิด โดยกล่าวว่า "ในบรรดาสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขา - ฟะตาวาคณะกรรมการถาวรฯ 9/92

Goddut

บังอะสัน เอาอีกแล้ว
ข้างบนบอก อ่านตัลกีน ไม่วายิบ
มาข้างล่างบอก เป็น อุตริกรรมลุ่มหลง ลงนรก ซะละ


ผมตั้งใจเข้ามาเตือนเพื่อหวังดี
พี่น้อง เริ่มกันอีกแล้วหรือ ...
จะมีอีกกี่คำพูด แดกดัน กัน แขวะกันไปมา
นี่หรือ ประชาชาติตัวอย่าง
ยังทะเลาะกันเอง แบบนี้คนต่างศาสนิกจะเลื่อมใสได้อย่างไร ...


หากจะแลกเปลี่ยนทรรศนะ ก็ขอให้นุ่มนวล
เราควรให้เกียรติบรรดาผู้รู้ ในอดีตบ้าง
ไม่ว่าจะใครก็ตาม การงานเป็นของอัลลอฮฺ
เรื่องบรรดาทรรศนะต่างๆ ที่เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ก็แตกต่างกันบ้างตามหลักวินิจฉัย
เราชอบอย่างไรก็เลือกอย่างนั้น อย่ากล่าวหาทรรศนะอื่นลงนรก มันไม่ควร เพราะต่างก็มีหลักฐาน และหลักการด้วยกันทั้งนั้น


เรื่องบิดเบือนอัลกรุอาน ในส่วนที่เกี่ยวกับซีฟัตอัลลอฮฺ ผมก็ยังไม่ได้ลงหลักฐาน ของมัซฮับซาฟีอี พวกท่านก็เถียงกันจนกระทู้หายไปแล้ว
และมันยังมีอีกหลายๆ กระทู้ที่หายๆ ไป ทั้งผม และอีกหลายท่านก็คงรู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะชี้แจงทำไมซ้ำไปซ้ำมาวกวน
แถมพิมลงเสร็จ ข้อมูลทั้งกระทู้มันก็หายไปอยู่ดี กลับมาอ่านกัน หาความรู้กัน ก็ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ และไร้สาระไปในที่สุด


สุดท้ายผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเสวนากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมารยาทที่ดี
อินชาอัลลอฮฺ
วัสลาม..

asan

อ้างจาก: Goddut ที่ 05 มีนาคม 50 , 23:41
บังอะสัน เอาอีกแล้ว
ข้างบนบอก อ่านตัลกีน ไม่วายิบ
มาข้างล่างบอก เป็น อุตริกรรมลุ่มหลง ลงนรก ซะละ
---------------
ลองอ่านดูซิครับ ว่าใครบอกว่า เป็นบิดอะฮ มาดูคำอธิยายหะดิษตัลกีน

الصواب في هذه المسألة أن التلقين ليس مشروعا بل الأظهر أنه بدعة؛ لأنه لم يثبت عن النبي-عليه الصلاة والسلام- والتلقين في هذا الباب من أجلِّ العبادات وأعظمها، يعني: تخصيص نوع من التلقين في هذا الموطن، فهو عبادة تحتاج إلى دليل، والقاعدة في باب العبادات أنَّا لا نقول هذا مشروع إلا بدليل

ที่ถูกต้อง ในประเด็นปัญหานี้ คือ แท้จริง การอ่านตัลกีน ไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ที่ชัดเจนที่สุด แท้จริงมันเป็นบิดอะฮ เพราะไม่มีรายงานรับรองจากท่านนบี และการอ่านตัลกีน ในกรณีนี้นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอิบาดะฮที่มีเกียรติ และเป็นอิบาดะฮที่สำคัญ หมายถึง การจำกัดชนิดการอ่านตัลกีน ในที่นี้ เพราะ มันคือ อิบาดะฮ ที่ต้องอาศัยหลักฐาน และกฏ ในเรื่องอิบาดะฮนั้น เราจะไม่กล่าว ว่านี้คือ สิ่งที่ถูกบัญญัติให้กระทำ นอกจากต้องมีหลักฐาน
http://www.taimiah.net/Display.asp?ID=136&t=book50&pid=1&f=1blm00127.htm&printer=on

MPW.SO

อ้างจาก: al-azhary ที่ 05 มีนาคม 50 , 19:11
อย่างเช่น ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์หะดิษตัลกีน ไว้ในหนังสือ นะตาอิญุลอัฟการ บอกว่า เป็น "หะดิษฏออีฟมาก ๆ" นั่นเพราะว่าท่านฮุกุ่มโดยพิจารณาสายรายงานของหะดิษนั้นเพียงหะดิษเดียว
แต่ท่านอิบนุหะญัร ได้วิจารณ์ในหนังสือ อัตตัลคีศอัลหะบีร ว่าเป็นหะดิษที่ صالح (ดี) เพราะว่าท่านได้นำสายรายงานอื่นจากท่าน สะอีด บิน มันซูร มาสนับสนุน
เราคงจะเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษกันแล้วนะครับ
------------
คุณอัซฮารีครับ ผมข้องใจเกี่ยวกับวิธีการตักวียะฮฺ (การยกระดับ) ของหะดีษที่ฎออีฟมากๆ สมมุติว่าเราได้ข้อสรุปแล้วว่า มันเป็นหะดีษฎออีฟญิดดัน และในสายรายงานมีนักรายงานที่มัตรูกอยู่ ซึ่งอยู่ในระดับที่ 10 ตามการแบ่งของอิบนุหะญัร และอุละมาอฺระบุว่านักรายงานที่อยู่ในระดับนี้เราไม่สามารถที่นำหะดีษของเขามาอิอฺติบารได้ หมายความว่า ไม่สามารถจะยกระดับของมันให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ถึงแม้ว่าจะมีสายรายงานอื่นๆมาพยุงก็ตาม แล้วมันจะกลายเป็นหะดีษที่หะสันหรือเศาะหีหฺได้อย่างไร วัลลอฮุอะอฺลัม

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ 05 มีนาคม 50 , 22:28
เขาบอกว่า อิบนิหะญัร วิจารณ์ว่า เป็นหะดิษที่ดี (صالح ) แต่ท่านอิบนุอะลาน(ابن علان ) ได้คัดลอกจากคำอธิบายหะดิษอบีอุมามะฮของท่านหาฟิซอิบนุหะญัร ว่า

هذا حديث غريب وسند الحديثين من الطريقين ضعيف جداً

นี้คือหะดิษเฆาะรีบ และสายรายงานของหะดิษสองบท จากสองทาง เฎาะอีฟอย่างมาก- อัลฟะตูหาตอัรรอ็บบานีย์ อะลัลอัซกัรอันนะวาวียยะฮ 4/196
------------------

ผมไม่จำเป็นต้องหักล้างคำกล่าวอ้างของบังอะสัน โดยที่บังอะสันไม่เคยทำความเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษ บังอะสันอ้างอิงแบบตักลีดทั้งสิ้น คำพูดนี้ ผมได้พูดชัดเจนไปแล้วว่า

"ทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษฎออีฟญิดดัน(มากๆ) นั่นเพราะว่าเขาพิจารณาสายรายงานเดียว ส่วนทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษ صالح (ดี) หรือว่า قوى (มีน้ำหนัก) นั้น เพราะใช้หลักพิจารณาโดยเอาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนตามหลักพิจารณาหะดิษ ก็เท่านั้น"

ดังนั้น ท่านอิบนุอะลาล บอกว่า เป็นหะดิษที่ฏออีฟมากๆ เพราะพิจารณาเพียงแค่สายรายงานหะดิษ แต่ท่านอิบนุหะญัรบอกว่า เป็นหะดิษ صالح (ดี) เพราะมีรายงานมาสนับสนุน

เพราะฉะนั้น หากบังอะสันต้องการจะหักล้างหลักฐานของเราอย่างผู้ที่เข้าใจหลักหะดิษจริงแล้ว บังอะสันต้อง มาหักล้างประเด็นของท่านอิบนุหะญัร ซึ่งหากบังอะสันหักล้างตรงนี้ได้ แสดงว่า ทัศนะของบังอะสันโปร่งใส แล้วบังอะสันรู้หรือเปล่าว่า ในนี้นั้น ท่านใดบ้างที่เข้าใจประเด็นมากที่สุด?? นั่นก็คือ คุณ MPW.SO ที่เขาได้ถามตรงประเด็น

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 00:09
ลองอ่านดูซิครับ ว่าใครบอกว่า เป็นบิดอะฮ มาดูคำอธิยายหะดิษตัลกีน

الصواب في هذه المسألة أن التلقين ليس مشروعا بل الأظهر أنه بدعة؛ لأنه لم يثبت عن النبي-عليه الصلاة والسلام- والتلقين في هذا الباب من أجلِّ العبادات وأعظمها، يعني: تخصيص نوع من التلقين في هذا الموطن، فهو عبادة تحتاج إلى دليل، والقاعدة في باب العبادات أنَّا لا نقول هذا مشروع إلا بدليل

ที่ถูกต้อง ในประเด็นปัญหานี้ คือ แท้จริง การอ่านตัลกีน ไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ที่ชัดเจนที่สุด แท้จริงมันเป็นบิดอะฮ เพราะไม่มีรายงานรับรองจากท่านนบีและการอ่านตัลกีน ในกรณีนี้นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากอิบาดะฮที่มีเกียรติ และเป็นอิบาดะฮที่สำคัญ หมายถึง การจำกัดชนิดการอ่านตัลกีน ในที่นี้ เพราะ มันคือ อิบาดะฮ ที่ต้องอาศัยหลักฐาน และกฏ ในเรื่องอิบาดะฮนั้น เราจะไม่กล่าว ว่านี้คือ สิ่งที่ถูกบัญญัติให้กระทำ นอกจากต้องมีหลักฐาน
http://www.taimiah.net/Display.asp?ID=136&t=book50&pid=1&f=1blm00127.htm&printer=on
--------------------

คำอธิบายที่บังอะสันว่ามาเนี่ย ใครพูด? เพราะถ้าหากมาจากทัศนะของผู้ไม่อ่านตัลกีน ก็ต้องพูดตามสไตล์นี้แหละครับ และผมเองก็บอกไปแล้วว่า เรามาพิจารณาหะดิษกันดีกว่า อย่ามายกทัศนะของอุลามาอ์ เพราะถ้าหากจะยกกันจริง ๆ แล้ว ทางเราก็มีอุลามาอ์มากที่ที่ยอมรับในเรื่องตัลกีน และสิ่งที่บังอะสันไปก๊อบมาจากคำพูดของใครก็ไม่รู้นั้น หากเรากลับไปลิ้งค์ดังกล่าวด้านล่าง ซึ่งบังอะสันไม่ยอมนำเสนอเพราะไม่ตรงกับสิ่งที่จะเอา ดังนี้ครับ

واختار -رحمه الله- قال إنه مباح، وقال: إنه لم يأت الأمر به وإنما جاء عن بعض السلف، ونقله عن أبي أمامة وعن واثلة بن الأصقع، فينظر في ثبوته إذا كان المعتمد على خبر أبي أمامة الذي عند الطبراني فهو لم يثبت عن أبي أمامة؛ لأن السند لا يصح، ويُنظر -أيضا- عما جاء عن واثلة بن الأصقع

"ท่านอิบนุตัยมียะอ์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) กล่าวว่า การตัลกีนนั้น มุบาห์(อนุญาตให้กระทำได้) และท่านอิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า แท้จริงไม่มีคำสั่งใช้(ที่ซอฮิหฺ)ด้วยกับมันเลย แต่ทว่ามันได้มีรายงานมาจากส่วนหนึ่งของสะลัฟ และได้ถ่ายทอดเรื่องตัลกีนมาจากท่านอบูอุมามะฮ์ และจากท่าน วาษิละฮ์ บิน อัศเกาะอฺ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาเกี่ยวกับการยืนยันของหะดิษ เมื่อทัศะที่ถูกยึดถือต่อหะดิษของอบูอุมามะฮ์ที่ท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์(ได้รายงานงาน)นั้น ไม่ได้รับการยืนยัน(ที่ซอฮิหฺ)จากอบูอุมามะฮ์ เพราะสายรายงานไม่ซอฮิหฺ และให้พิจารณาจากสิ่งที่รายงานจากวาษิละฮ์ บิน อัสเกาะอฺเช่นกัน"

สรุปคือ ตามทัศนะของท่านอิบนุตัยมียะฮ์นั้น บอกว่า การอ่านตัลกีน เป็นสิ่งที่มุบาห์(อนุญาตให้กระทำได้) ซึ่งตรงนี้บังอะสันไม่มีวันที่จะยกอ้างมาเด็ดขาด วัลลอฮุอะลัม

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ 05 มีนาคม 50 , 23:21
يح من قولي العلماء في التلقين بعد الموت أنه غير مشروع، بل بدعة، وكل بدعة ضلالة، وما رواه الطبراني في الكبيرعن سعد بن عبد الله الأودي عن أبي أمامة رضي الله عنه في تلقين الميت بعد دفنه، ذكره الهيثمي في الجزء الثاني والثالث من مجمع الزوائد، وقال: في إسناده جماعة لم أعرفهم

ที่ถูกต้อง จากทัศนะทั้งสองของอุลามาอฺ ในประเด็นการอ่านตัลกีน หลังจากตาย ว่า มันไม่มีบัญญัติให้กระทำ แต่ทว่า เป็นบิดอะฮ และทุกบิดอะฮนั้น เป็นการหลงผิด และสิ่ง(หะดิษ)รายงานโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร (เล่ม 8 หน้า 298-299 หะดิษหมายเลข 7979) จากสะอีด บิน อับดุลลอฮ อัล-เอาดีย์ จากอบีอุมามะฮ (ร.ฎ) ในการตัลกีนมัยยิต หลังจากฝัง ,อัลหัยษะมีย์ ได้ระบุมันไว้ใน ยุซที่ 2และ 3 จากหนังสือ มัจญมะอุซซะวาอิด โดยกล่าวว่า "ในบรรดาสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกเขา - ฟะตาวาคณะกรรมการถาวรฯ 9/92
------------------------

คณะฟะตะวา ดังกล่าว ยึดหลักหลักฐานหะดิษท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ เพียงแค่สายรายงานเดียวเท่านั้น แล้วมาสรุปเรื่องตัลกีน ซึ่งหากพิจารณาสายรายงานเดียว พวกเราเองก็บอกว่าเป็นหะดิษฏออีฟ แต่คะฟาตาวาไม่ได้นำเสนอหลักการสนับสนุนหะดิษจากสายรายงานอื่นที่มายกระดับ เราจึงไม่ขอนำมาเป็นประเด็นยึดถือ

ผมน่ะ ไม่อยากจะยกทัศนะของอุลามาอ์ เพราะว่าหากอ้างอิงทัศนะอุลามาอ์กันจริง ๆ นั้น เรามีเยอะแยะมากมาย ไม่ไหวจะอ้างอิงกัน แต่หากบังอะสันนิยมการยกทัศนะของอุลามาอ์ที่ไม่มีการอ้างอิงหลักฐานหรือนำวิจารณ์การใหม่ ๆ ผมว่าเสียเวลา

แต่เมื่อบังอะสันยกอ้างอิงมา ผมก็ต้องยกอ้างอิงกันสักหน่อย ระหว่างฟัตวา ซาอุฯ กับ อียิปต์

สถาบันฟะตาวาแห่งประเทศอียิปต์ ได้ฟัตวาเกี่ยวกับเรื่องตัลกีนว่า


وذهب جماعات من الشافعية إلى استحباب هذا التلقين.
فقد جاء فى المجموع للإمام النووى صفحة 303 من الجزء الخامس ما نصه الرابعة قال جماعات من أصحابنا (يعنى الشافعية) يستحب تلقين الميت عقب دفنه ........وسئل الشيخ عمرو ابن الصلاح رحمه اللّه.
عنه فقال التلقين هو الذى نختاره ونعمل به، قال روينا فيه حديثا من حديث أبى أمامة ليس إسناده بالقائم لكن اعتضد بشواهد وبعمل أهل الشام قديما.
هذا كلام أبى عمرو قلت حديث أبى أمامة رواه أبو القاسم الطبرانى فى معجمه بإسناد ضعيف ثم ذكره النووى وقال بعد ذلك قلت، وهذا الحديث وإن كان ضعيفا فيستأنس به.
وقد اتفق علماء المحدثين وغيرهم على المسامحة فى أحاديث الفضائل والترغيب والترهيب وقد اعتضد بشواهد من الأحاديث كحديث واسألوا له التثبيت، ووصية عمرو بن العاص وهما صحيحان سبق بيانهما قريبا ولم يزل أهل الشام على العمل بهذا فى زمن من يقتدى به وإلى الآن

"นักปราชญ์กลุ่มต่าง ๆ จากอัชชาฟิอียยะฮ์ มีทัศนะว่า สุนัตให้ทำการอ่านตัลกีนนี้ แท้จริง เรื่องตัลกีนได้มีระบุไว้ในหนังสือ มัจญฺมั๊วะของอิมามอันนะวาวีย์ เล่ม 5 หน้า 303 มีตัวบทดังนี้ "บรรดานักปราชญ์กลุ่มต่าง ๆ จากนักปราชญ์ของเรา(คือปราชญ์อัชชาฟิอียะฮ์) กล่าวว่า สุนัตให้ทำการตัลกีนมัยยิดถัดจากฝัง....ท่านชัยค์ อัมร์ บิน ศ่อลาห์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้ถูกถามจากเรื่องตัลกีน ดังนั้น ท่านชัยค์ตอบว่า "การอ่านตัลกีน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้เลือกเฟ้นและนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน ท่านชัยค์กล่าวว่า เราได้รายงานหะดิษหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องตัลกีน จากหะดิษของอบูอุมามะฮ์ ซึ่งมีสายรายงานไม่(เที่ยงตรง)แน่นอน แต่สายรายงาน(นี้)ได้รับการสนับสนุนยกระดับ ด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ และ(สนับสนุน)ด้วยการปฏิบัติของนักปราชญ์เมืองชาม(ซีเรีย , อิรัก, ปาเลสไตน์ เป็นต้น) เพื่อให้มัยยิดมีความอบอุ่นด้วยกับการอ่านตัลกีน " (ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวต่อว่า) บรรดานักปราชญ์หะดิษและอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ให้มีการผ่อนปรนในเรื่องของบรรดาหะดิษเกี่ยวกับอะมัลคุณงามความดี , ส่งเสริมให้ปฏิบัติความดี , และเตือนให้กลัวจากการทำความชั่ว แท้จริง หะดิษตัลกีน ได้รับการสนับสนุน ด้วยด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ เช่นหะดิษ واسألوا له التثبيت "พวกท่านจงขอให้มัยยิดมีความมั่นคง(ในคำตอบมะลาอิกะฮ์)" และการสั่งเสียของท่านอัมร์ บิน อัลอาซฺ ซึ่งทั้งสองมีสายรายงานที่ซอฮิหฺ และนักปราชญ์เมืองชามยังคงปฏิบัติการอ่านตัลกีนในช่วงเวลาของ(สะลัฟ)ผู้ถูกเจริญรอยตาม จวบจนปัจจุบัน"

สถานบันฟะตาวาแห่งประเทศอียิปต์

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ 05 มีนาคม 50 , 22:40
วิจารณืหะดิษข้องต้น

1. อัลอิซ บิน อับดุสสลาม กล่าวว่า "

لم يصح في التلقين شيء وهو بدعة

ไม่มี (หะดีษ) ที่เศาะหีหฺในเรื่องตัลกีนแม้แต่หะดีษเดียว และมันคือ (การกระทำที่) บิดอะฮฺ (ฟะตาวาอัลอิซ บิน อับดุสสลาม หน้า 427)

2. เจ้าของหนังสือเอานุลมะอฺบูด กล่าวว่า

والتلقين بعد الموت قد جزم كثير أنه حادث

และการอ่านตัลกีนหลังจากเสียชีวิต แท้จริงได้มีอุละมาอฺจำนวนมากยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (8/268)

3. ศ็อนอานีย์ไม่ได้พูดลอยๆ แต่ท่านยังอ้างว่ามีระบุในหนังสืออัลมะนารด้วยว่า

إن حديث التلقين لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه

แท้จริง หะดีษตัลกีน บรรดาผู้รู้เกี่ยวกับหะดีษไม่สงสัยเลยถึงความเป็นหะดีษเมาฎูอฺของมัน (สุบุลุสสลาม 2/113)
4. อิหม่ามนะวาวีย์กล่าวว่า
"إسناده ضعيف
?สายสืบของมัน เฎาะอีฟ - อัลมัจญมัวะ (5/274)
5. อัศศอนอานีย์ กล่าวว่า

"يتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف، والعمل به بدعة

และอัศศอ็นอานีย ได้กล่าว ว่า
"สรุปจากคำพูดของบรรดาผู้นำที่ได้รับการรับรอง ว่า แท้จริง มันเป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการนำมันมาปฏิบัตินั้น เป็นบิดอะฮ - สุบุลุสสลาม 2/161

------------------

ผมไม่จำเป็นต้องหักล้างคำกล่าวอ้างของบังอะสัน โดยที่บังอะสันไม่เคยทำความเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษ บังอะสันอ้างอิงแบบตักลีดทั้งสิ้น คำพูดนี้ ผมได้พูดชัดเจนไปแล้วว่า

"ทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษฎออีฟญิดดัน(มากๆ) นั่นเพราะว่าเขาพิจารณาสายรายงานเดียว ส่วนทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษ صالح (ดี) หรือว่า قوى (มีน้ำหนัก) นั้น เพราะใช้หลักพิจารณาโดยเอาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนตามหลักพิจารณาหะดิษ ก็เท่านั้น"
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:31 AM »
0

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ 05 มีนาคม 50 , 22:40
6. อิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

ولم يكن يجلس - أي رسول الله صلى الله عليه وسلم - يقرأ عند القبر ولا يلقن الميت كما يفعله الناس اليوم ] زاد المعاد 1/522
และไม่ประกฎว่า ท่าน หมายถึงท่านรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่าน(อัลกุรอ่าน) ณ ทีหลุมศพ และท่านไม่ได้อ่านตัลกีนแก่มัยยิต ดังที่ผู้คนในปัจจุบันทำกัน ? ซาดุ้ลมะอาด 1/522

ท่านอิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า

بيد أن هذا الحديث متفق على ضعفه و لا تقوم به حجة أبداً فضلاً عن أنه يعارض حديث أصح منه و الذي رواه الإمام البخاري عليه رحمه الله تعالى

อย่างไรก็ตาม หะดิษนี้ (หะดิษสอนคนตาย) ได้รับมติเอกฉันท์ว่า เป็นหะดิษเฎาะอีฟ และเอามาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้ตลอดไป ยิ่งไปกว่านั้น แท้จริงมันยังค้านกับหะดิษที่เศาะเฮียะยิ่งกว่า และหะดิษที่รายงานโดยอิหม่ามบุคอรี ขออัลลอฮตะอาลา เมตตาต่อท่าน" - ดูอะอฺลามุลมุวักกิอีน 2/67 , หาชียะฮ อิบนุกอ็ยยิม 3/199

หะดิษข้างต้นมันยังขัดกับความเป็นจริงที่อัลกุรอ่านและหะดิษที่เศาะเฮียะระบุไว้ว่า อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือ ผู้ทรงบันดาลให้ผู้ศรัทธา สามารถตอบคำถามมลาอิกะฮในกุบูรได้ ไม่ใช่เพราะการสอนคำตอบของครูผู้สอนคนตายบนหลุมศพ โปรดมาพิจารณาดูหลักฐานต่อไปนี้
1. อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตาอาลาตรัสว่า

يُثَبِّتُ اللّهُ الَّذِينَ آمَنُواْ بِالْقَوْلِ الثَّابِتِ فِي الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِي الآخِرَةِ

อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี้(*1*) และในปรโลก(*2*)

(1) พระองค์ทรงให้พวกเขาหนักแน่นด้วยคำกล่าว ?ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ? และคำกล่าวแห่งการศรัทธาในโลกนี้
(2) คือเมื่อมะลัก 2 ท่านถามเขาในกุบูร ดังมีหลักฐานจากหะดีษว่า ?เมื่อมุสลิมถูกถามในกุบูรเขาจะปฏิญาณยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นร่อซูลของอัลลอฮ? นั่นคือพระดำรัสของอัลลอฮ ตะอาลา ที่ว่า ?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่น

2. หลักฐานอัสสุนนะฮ
روى البخاري، عن براء بن عازب رضي اللّه عنه، أن رسول اللّه صلى اللّه عليه وسلم قال‏ ‏ ‏(‏المسلم إذا سئل في القبر شهد أن لا إله إلا اللّه وأن محمداً رسول اللّه، فذلك قوله‏ ‏{‏يثبت اللّه الذين آمنوا بالقول الثابت في الحياة الدنيا وفي الآخرة‏}‏‏)‏

รายงานโดย บุคอรี จาก บะรออ บุตร อาซิบ (ร.ฎ)ว่า แท้จริง ท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า " มุสลิมนั้น เมื่อเขาถูกถามในหลุมศพ(กุบูร) เขาก็ปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอืนใด นอกจากอัลลอฮ และแท้จริง มุหัมหมัด ๕อ ศาสนทูตของอัลลอฮ ดังกล่าวนั้น คือ คำดำรัสของอัลลอฮที่ว่า
?อัลลอฮทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคง ในการมีชีวิตอยุ่ทั้งในโลกนี และในปรโลก? - อิบรอฮีม/27 ดูมุคตะศอรอิบนิกะษีร
ผู้อ่านที่เคารพรักครับ โปรดพิจารณาดูเถิดว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นศาสนา หรือ เป็นเนื้องอกที่เข้ามาทำลายความบริสุทธ์ของศาสนา
-------------------------

หะดิษตัลกีนไปขัดแย้งกับ อัลกุรอานและหะดิษได้อย่างไร หากท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวเช่นนี้ ในตามทัศนะของผมถือว่าผิดพลาด เนื่องจากในทางตรงกันข้าม นักปราชญ์หะดิษระดับ ท่านอัลหาฟิซฺ อิบนุ ศ่อลาห์ และท่าน อัลหาฟิซฺ อิมามอันนะวาวีย์ บอกว่า หะดิษดังกล่าว(และความหมายของอัลกุรอาน) ดังกล่าว มาสนับสนุนเรื่องตัลกีนมากกว่าเสียอีก

"นักปราชญ์กลุ่มต่าง ๆ จากอัชชาฟิอียยะฮ์ มีทัศนะว่า สุนัตให้ทำการอ่านตัลกีนนี้ แท้จริง เรื่องตัลกีนได้มีระบุไว้ในหนังสือ มัจญฺมั๊วะของอิมามอันนะวาวีย์ เล่ม 5 หน้า 303 มีตัวบทดังนี้ "บรรดานักปราชญ์กลุ่มต่าง ๆ จากนักปราชญ์ของเรา(คือปราชญ์อัชชาฟิอียะฮ์) กล่าวว่า สุนัตให้ทำการตัลกีนมัยยิดถัดจากฝัง....ท่านชัยค์ อัมร์ บิน ศ่อลาห์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้ถูกถามจากเรื่องตัลกีน ดังนั้น ท่านชัยค์ตอบว่า "การอ่านตัลกีน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้เลือกเฟ้นและนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน ท่านชัยค์กล่าวว่า เราได้รายงานหะดิษหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องตัลกีน จากหะดิษของอบูอุมามะฮ์ ซึ่งมีสายรายงานไม่(เที่ยงตรง)แน่นอน แต่สายรายงาน(นี้)ได้รับการสนับสนุนยกระดับ ด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ และ(สนับสนุน)ด้วยการปฏิบัติของนักปราชญ์เมืองชาม(ซีเรีย , อิรัก, ปาเลสไตน์ เป็นต้น) เพื่อให้มัยยิดมีความอบอุ่นด้วยกับการอ่านตัลกีน " (ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวต่อว่า) บรรดานักปราชญ์หะดิษและอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ให้มีการผ่อนปรนในเรื่องของบรรดาหะดิษเกี่ยวกับอะมัลคุณงามความดี , ส่งเสริมให้ปฏิบัติความดี , และเตือนให้กลัวจากการทำความชั่ว แท้จริง หะดิษตัลกีน ได้รับการสนับสนุน ด้วยด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ เช่นหะดิษ واسألوا له التثبيت "พวกท่านจงขอให้มัยยิดมีความมั่นคง(ในคำตอบมะลาอิกะฮ์)" และการสั่งเสียของท่านอัมร์ บิน อัลอาซฺ ซึ่งทั้งสองมีสายรายงานที่ซอฮิหฺ และนักปราชญ์เมืองชามยังคงปฏิบัติการอ่านตัลกีนในช่วงเวลาของ(สะลัฟ)ผู้ถูกเจริญรอยตาม จวบจนปัจจุบัน"

ตามทัศนะของผม ในการวิจารณ์หะดิษนั้น ท่านอิมามอันนะวาวีย์ และท่านอิมามอิบนุศ่อลาห์ ย่อมมีน้ำหนักกว่า

แต่ในทางตรงกันข้าม ซึ่งท่านอิบนุก๊อยยิมเอง ได้กล่าวไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งความว่า

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวว่า

فهذا الحديث إن لم يثبت فاتصال العمل به فى سائر الأمصار والأعصار من غير نكير فى العمل به

" หะดิษนี้ (คือหะดิษของท่าน อบูอุมามะฮ์) ไม่ได้รับการยืนยันว่า ซอฮิหฺ แต่การอ่านตัลกีนนั้น ได้มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมาในทุกยุคทุกสมัยโดยไม่มีผู้ใดตำหนิ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วในการปฏิบัติด้วยกันมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 39 ของท่านอิบนุ ก๊อยยิม )

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวอีกว่า

ويدل على هذا أيضا ما جرى عليه عمل الناس قديما والى الان من تلقين الميت فى قبره ولولا أنه يسمع ذلك وينتفع به لم يكن فيه فائدة وكان عبثا وقد سئل عنه الإمام أحمد رحمه الله تعالى فاستحبه واحتج عليه بالعمل


" และชี้ถึงการ (อนุญาติให้อ่านตัลกีน) นี้เช่นกัน คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์ได้ดำเนินกระทำการปฏิบัติกันมาตั้งแต่ยุคก่อน จนถึงปัจจุบัน ในการอ่านตัลกีนมัยยิด และหากว่า มัยยิดไม่ได้ยิน(ตัลกีน) ดังกล่าว หรือไม่ได้รับประโยชน์จากมัน ก็ย่อมไม่มีผลประโยชน์อันใดและย่อมเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และท่านอิมามอะหฺมัด(ร.ฏ.) ได้ถูกถามได้เคยถูกถามเกี่ยวกับตัลกีน ดังนั้น (ท่านอิมามอะหฺมัดตอบว่า) มันเป็นสิ่งที่ดี และท่านได้อ้างหลักฐานต่อหะดิษดังกล่าว โดยนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 38 )

al-azhary

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

คุณ MPW.SO ครับ โปรดอ่านสิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ละเอียด เพื่อเราจะได้เสวนาหลักฐานตัลกีนในเชิงหะดิษกันครับ เพราะสามารถเป็นประเด็นจุดเปลี่ยนในเรื่องความมีน้ำหนักของทัศนะที่ตนยึดถืออยู่ อินชาอัลเลาะฮ์
อ้างจาก: MPW.SO ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 00:29
คุณอัซฮารีครับ ผมข้องใจเกี่ยวกับวิธีการตักวียะฮฺ (การยกระดับ) ของหะดีษที่ฎออีฟมากๆ สมมุติว่าเราได้ข้อสรุปแล้วว่า มันเป็นหะดีษฎออีฟญิดดัน และในสายรายงานมีนักรายงานที่มัตรูกอยู่ ซึ่งอยู่ในระดับที่ 10 ตามการแบ่งของอิบนุหะญัร และอุละมาอฺระบุว่านักรายงานที่อยู่ในระดับนี้เราไม่สามารถที่นำหะดีษของเขามาอิอฺติบารได้ หมายความว่า ไม่สามารถจะยกระดับของมันให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ถึงแม้ว่าจะมีสายรายงานอื่นๆมาพยุงก็ตาม แล้วมันจะกลายเป็นหะดีษที่หะสันหรือเศาะหีหฺได้อย่างไร วัลลอฮุอะอฺลัม
--------------------

หากผมยอมรับว่า บรรดานักรายงานหะดิษ จากท่านอบีอุมามะฮ์ คือ ตาบิอิตตาบิอีน และนักรายงานลำดับลงไป มัจญ์ฮูล และมัตรูก และบางคนมัตรูก อยู่ในลำดับที่ 10 ตามการแบ่งของท่านอิบนุหะญัร

แต่คุณอย่าลืมว่า ท่านอิบนุหะญัร ได้ทำการสนับสนุนยกระดับหะดิษ โดยเอาบรรดาสายรายงานถึงตาบิอีน ที่กล่าวยืนยันว่า ซอฮาบะฮ์ ได้ทำการอ่านตัลกีน มาสนับสนุนและชดเชยสายรายงานหะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ เพื่อยืนยันว่า บรรดาซฮาบะฮ์บางส่วนได้กระทำการอ่านตัลกีนจริง และหากบรรดาซอฮาบะฮ์ได้ทำการอ่านตัลกีนจริงตามนั้น นั่นก็ย่อมหมายความว่า การกระทำตัลกีนของพวกเขาอยู่ใน ฮุกุ่ม มัรฟั๊วะ คือ นำมาการกระทำมาจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

และสายรายงานที่มาสนับสนุนชดเชยและยกระดับหะดิษนั้น ท่านสะอีด บิน มันซูร ได้รายงานไว้ในหนังสือมุสนัดของท่าน ดังนี้

สายรายงานที่ 1. จากท่านร่อชิด บิน สะอีด ( راشد بن سعد )

สายรายงานที่ 2. จากท่าน เฏาะมิเราะฮ์ บิน หะบีบ ( ضمرة بن حبيب )

สายรายงานที่ 3. จากท่าน หะกีม บิน อุมัยร์ ( حكيم بن عمير )

ดังนั้น สายรายงานเหล่านี้ ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ นำมาสนับสนุนชดเชยและยกระดับหะดิษท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ เป็นหะดิษ صالح "หะดิษดีที่สามารถรับการรับสนุนได้" และผมก็ไม่พยายามบอกว่า สนับสนุนจนเป็นหะดิษซอฮิหฺ ดังนั้น คุณ MPW.SO อย่าถามผม แต่ผมคิดว่าอยู่ในระดับ "หะซัน" ซึ่งเป็นกลางมากกว่า เพราะว่า ท่าน อัลหาฟิซฺ อัลอัยนีย์ ฮุกุ่มว่าเป็น "หะดิษซอฮิหฺ" ส่วนท่าน อัลหาฟิซฺ ฏิยาอุดดีน ฮุกุ่มว่าเป็น "หะดิษก่อวีย์(มีน้ำหนักเพราะได้รับการสนับสนุน)" ดังนั้น หะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์หลังจากได้รับการสนับสนุนชดเชยทางสายรายงานแล้ว ย่อมเป็นหะดิษ صالح "หะดิษดีที่สามารถรับการรับสนุนได้" ที่อยู่ในหมวดของ "หะดิษหะซัน"

ดังนั้น หากคุณ MPW.SO ต้องการจะหักล้างทัศนะการยกระดับหะดิษ คุณต้องวิจารณ์สายรายงานทั้ง 3 ทั้งหมดของท่าน สะอีด บิน มันซูร ที่ได้รายงานจากตาบิอีน และตาบิอีน ก็รายงานจากซอฮาบะฮ์ แล้วประเด็นของการอ่านตัลกีนก็จะจบลงอย่างกระจ่างและชัดเจน

วัลลอฮุอะลัม

แมวสุเหร่ากับดาวยอดโดม

ดีครับท่าน ยาวๆไปเลยครับได้ความรู้ดี

asan

อ้างจาก: al-azhary ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 05:59
ผมไม่จำเป็นต้องหักล้างคำกล่าวอ้างของบังอะสัน โดยที่บังอะสันไม่เคยทำความเข้าใจหลักพิจารณาหะดิษ บังอะสันอ้างอิงแบบตักลีดทั้งสิ้น คำพูดนี้ ผมได้พูดชัดเจนไปแล้วว่า

"ทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษฎออีฟญิดดัน(มากๆ) นั่นเพราะว่าเขาพิจารณาสายรายงานเดียว ส่วนทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษ صالح (ดี) หรือว่า قوى (มีน้ำหนัก) นั้น เพราะใช้หลักพิจารณาโดยเอาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนตามหลักพิจารณาหะดิษ ก็เท่านั้น"
---------------------

จริงๆ ถ้าแค่ al-azhary บังอะสันคงไม่เอาเวลาที่มีค่ามาโต้หรอกครับ แต่ที่มาโต้ก็เพราะเพื่อคนอื่นจะได้รู้ เพราะการโต้กับคนที่มีทิฐิ มันไม่มีประโยชน์ เพราะ น้องบ่าว al-azhary กินทุกอย่างไม่เลือก ไม่ว่าจะมีหลักฐาน หรือไม่มีหลักฐาน เศาะเฮียะ ไม่เศาะเฮียะ ไม่ได้มีความสำคัญกับ al-azhary เพราะถ้าเป็นหะดิษเฏาะอีฟ น้องบ่าวจะอ่างว่า ใช้ได้ในเรื่อง คุณค่าของอะมั้ล แต่ถ้าไม่มีหะดิษ น้องบ่าวจะบอกว่า เป็นบิดอะฮที่ดี หะดิษตัลกีน นักวิชาการส่วนใหญ่บอกว่า เฏาะอีฟ แต่ น้องบ่าวไปเกาะท่านหาฟิซ ที่บอกว่า "เป็นหะดิษที่ดี" มิหนำซ้ำยังมาอ้างอิบนุตัยมียะฮ แต่พออิบนุตัยมียะฮ ไม่ตรงกับตัวเอง ก็กล่าวหาว่าเป็นอุลามาอฺวะฮบีย์ เราคนละมาตรฐานกันครับน้อง อาบัง ให้ความสำคัญกับหลักฐาน มากกว่า อุลามาอฺ อุลามาอฺคนใหนก็ได้ถ้าเขามีหลักฐานที่เชื่อถือได้ มาสนับสนุนทัศนะของเขา อาบังก็ยอมรับ อย่างไม่มีทิฐิ ซึ่งต่างกับน้องบ่าวโดยสิ้นเชิง

aswar

เจ้าหญิงครับแบบนี้ละกัน

ในส่วนของหัวข้อกระทู้คือ ตกลงตัลกีนได้หรือไม่?

อ้างอิงจากคุณ Goddut
"เรื่องใดที่เป็น ทรรศนะ จริงๆ ก็ขอให้ละกันไว้เถอะนะครับ
คุณเห็นว่าทำอย่างไหนแล้วเกิดความสบายใจ ทำให้มีความสุขก็ทำเถอะครับ"

คุณ al-azhary
"ตัลกีน เป็น ประเด็นคิลาฟิยะฮ์ ก็ให้เราเลือกทัศนะใดทัศนะหนึ่งก็แล้วกัน"

และคุณ ezzulla
" ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ ตอบว่า ตัลกีนดังกล่าวนั้นมีการถ่ายทอดมาจากซอฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่ง ว่า
แท้จริงพวกเขาได้ถูกใช้ให้อ่าน เช่น อาบีอามามะฮ์ อัลบาฮีลีย์ และคนอื่น ๆ
และได้ถูกรายงานในเรื่องตัลกีน ฮาดิษบทหนึ่งจากท่านนบี (ซ.ล) แต่ไม่ถึงขั้นจะฮูก่มว่าซอเฮี๊ยะ
และบรรดาซอฮาบะฮ์จำนวนมากไม่กระทำดังกล่าว ดังนั้นด้วยเหตุนี้ ท่านอีหม่ามอะห์หมัดและอุลามาอ์ท่านอื่น ๆ
จึงกล่าวว่า لا با س به ทำก็ไม่เป็นไร และพวกเขาได้ผ่อนปรนในการเรื่องตัลกีน และพวกเขาไม่ได้ใช้ในเรื่องนี้
และบรรดาอัสฮาบอีหม่ามซาฟีอีย์และอีหม่ามอะห์หมัดบางส่วนถือว่าเป็นสุนัต และบางส่วนจากอัสฮาบของอีหม่ามมาลิก
และคนอื่น ๆถือว่ามักโร๊ะห์"

ก็ตามนี้ครับ เลือกเอาครับแต่สำคัญคือถ้าคุณมีสิทธิที่จะเลือกตามทรรศนะไหนคนอื่นก็มีสิทธิเช่นกันอย่าไปว่าเขานะครับ การที่เราเลือกทรรศนะหนึ่งทรรศนะใดได้แล้วสำหรับตัวเราเองนั้นไม่ได้หมายถึงว่ามัซอาละฮ์นั้นจะเปลี่ยนจากคิลาฟียะฮ์เป็นมัซอาละฮ์ที่ไม่มีคิลาฟ ในเรื่องฟิกฮ์นั้นการที่มีคิลาฟขัดแย้งกันหลายประเด็นจนถึงทุกวันนี้นั้นแสดงให้เห็นว่าอิสลามเปิดกว้างทางความคิดที่หลากหลายในประเด็นที่ไม่ชัดเจน แต่ทางตรงข้ามหากโจมตีผู้ที่เห็นต่างจากเรานั้นแสดงว่าเราปิดกั้นทางความคิดนะครับท่านหญิง

ส่วนที่บอกว่าสงสัยเรื่องหะดีษก็ตามนี้

คุณ al-azhary
"ทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษฎออีฟญิดดัน(มากๆ) นั่นเพราะว่าเขาพิจารณาสายรายงานเดียว ส่วนทัศนะที่บอกว่าเป็นหะดิษ صالح (ดี) หรือว่า قوى (มีน้ำหนัก) นั้น เพราะใช้หลักพิจารณาโดยเอาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนตามหลักพิจารณาหะดิษ ก็เท่านั้น"

ก็คร่าวๆแบบนี้นะครับ

ยังไงท่านหญิงน้อยก็มาเคลียร์หน่อยละกันครับ(เห็นออนอยู่)ว่าเข้าใจไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะยาว

MPW.SO

อ้างจาก: al-azhary ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 06:44
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ดังนั้น หากคุณ MPW.SO ต้องการจะหักล้างทัศนะการยกระดับหะดิษ คุณต้องวิจารณ์สายรายงานทั้ง 3 ทั้งหมดของท่าน สะอีด บิน มันซูร ที่ได้รายงานจากตาบิอีน และตาบิอีน ก็รายงานจากซอฮาบะฮ์ แล้วประเด็นของการอ่านตัลกีนก็จะจบลงอย่างกระจ่างและชัดเจน

วัลลอฮุอะลัม
--------------------

ความจริงหน้าที่นี้น่าจะเป็นของคุณอัซฮารีนะ เพราะคุณอัซอารีเป็นคนที่ต้องการจะยืนยันถึงสถานะและน้ำหนักของหะดีษ ดังนั้นคุณอัซฮารีจึงน่าจะทำการศึกษาถึงสายรายงานของสะอีด บิน มันศูรเอง ด้วยตัวเองมานำเสนอเพื่อยืนยันถึงสิ่งดังกล่าว วัลลอฮฺอะอฺลัม แต่อินชาอัลลอฮฺผมจะพยายาม

asan

al-azhary ยกฟัตอียิปต์มา ก็ตกใจ นึกว่า หลักฐานเด็ดที่ใหนได้ ผู้ฟัตวาเองก็บอกว่าหะดิษไม่แน่นอน และน้องบ่าวไม่ได้แปลข้อความที่ว่า
قلت حديث أبى أمامة رواه أبو القاسم الطبرانى فى معجمه بإسناد ضعيف ثم ذكره النووى وقال بعد ذلك قلت، وهذا الحديث وإن كان ضعيفا فيستأنس به

อันนี้อาบังเข้าใจ น้องบ่าวไม่อยากจะแปลคำว่า "เฎาะอีฟ"ให้แสลงใจ สรุปจากฟัตวานี้คือ
1. ผู้ฟัตวายอมรับว่าเป็นหะดิษเฎาะอีฟ และไม่แน่นอน
2. ยึดเอาการปฏิบัติของชาวชาม (ซีเรีย,อิรัก, ปาเลสไตน์) เป็นหลักฐานทางศาสนา
3. ตักลิดอุลามาอฺอย่างชัดแจ้ง เพราะแม้ว่า เฎาะอีฟ แต่ อุลามาอฺว่าดี ก็ตามเครดิตอุลามาอฺไว้ก่อน
...........
นี้แหละน้องที่พูดกันอยากเย็นแสนเข็นยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา ไม่ทราบว่า ที่เรียนแบ่งหะดิษ เขาเรียนทำไม ถ้ากินไม่เลือกอย่างนี้

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 10:06
ไม่ว่าจะมีหลักฐาน หรือไม่มีหลักฐาน เศาะเฮียะ ไม่เศาะเฮียะ ไม่ได้มีความสำคัญกับ al-azhary เพราะถ้าเป็นหะดิษเฏาะอีฟ น้องบ่าวจะอ่างว่า ใช้ได้ในเรื่อง คุณค่าของอะมั้ล แต่ถ้าไม่มีหะดิษ น้องบ่าวจะบอกว่า เป็นบิดอะฮที่ดี หะดิษตัลกีน นักวิชาการส่วนใหญ่บอกว่า เฏาะอีฟ แต่ น้องบ่าวไปเกาะท่านหาฟิซ ที่บอกว่า "เป็นหะดิษที่ดี" มิหนำซ้ำยังมาอ้างอิบนุตัยมียะฮ แต่พออิบนุตัยมียะฮ ไม่ตรงกับตัวเอง
--------------------

เสวนาให้มีน้ำหนักหน่อยซิครับบังอะสัน คำว่าหลักฐานนั้น มีหลายรูปแบบ มีทั้ง อาม , ค๊อซ , มุฏลัก , มุก๊อดยัด ส่วนประเด็นของหะดิษฏออีฟนั้น ไม่ใช่ระดับผมน่ะที่กล่าวว่า นำมาใช้ในเรื่องคุณค่าของอะมั้ล แต่ทัศนะของส่วนมากของนักปราชญ์หรือทัศนะเห็นพร้องของปวงปราชญ์เลยทีเดียว ดังนั้น บังอะสันพูดวิจารณ์ถึงนักปราชญ์ที่มีทัศนะดังกล่าวเถอะครับ แต่อย่าพาดพิงถึงผม เพราะผมเป็นเพียงผู้ถ่ายทอดเท่านั้นเอง แม้บังอะสันจะบอกว่า นักวิชาการส่วนใหญ่บอกว่า หะดิษตัลกีนฏออีฟ นั่นผมก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะว่าพิจารณาเพียงสายรายงานเดียว และแม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่บอกว่า ฏออีฟ(โดยพิจารณาสายรายงานเดียว)นั้น แต่ในขณะเดียวกันนั้น นักปราชญ์ส่วนมากปฏิบัติในเรื่องตัลกีนไม่ใช่หรือ? แม้ว่าหะดิษฏออีฟ(โดยพิจารณาสายรายงานเดียว) พวกเขาก็นำมาปฏิบัติ ส่วนหลักการพิจารณาหะดิษนั้น หากไม่นำหลักการพิจารณาหะดิษของ อัลหาฟิซฺ(นักปราชญ์หะดิษ) มาใช้ แล้วบังอะสันจะให้ผมเอาไปอุลามาอ์ นะฮู(ไวยากรณ์อาหรับ) , อุลามาอ์อะรูฏ(ว่าด้วยโครงบทกวี) มาอ้างอิงหรืออย่างไรกันครับ? ส่วนการอ้างอิงของท่านอิบนุตัยมียะฮ์นั้น ผมอ้างอิงเสริม ไม่ใช่ นำมาอ้างอิงเป็นตัวหลัก โปรดทราบตามนี้

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 14:56
al-azhary ยกฟัตอียิปต์มา ก็ตกใจ นึกว่า หลักฐานเด็ดที่ใหนได้ ผู้ฟัตวาเองก็บอกว่าหะดิษไม่แน่นอน และน้องบ่าวไม่ได้แปลข้อความที่ว่า
قلت حديث أبى أمامة رواه أبو القاسم الطبرانى فى معجمه بإسناد ضعيف ثم ذكره النووى وقال بعد ذلك قلت، وهذا الحديث وإن كان ضعيفا فيستأنس به

อันนี้อาบังเข้าใจ น้องบ่าวไม่อยากจะแปลคำว่า "เฎาะอีฟ"ให้แสลงใจ สรุปจากฟัตวานี้คือ
1. ผู้ฟัตวายอมรับว่าเป็นหะดิษเฎาะอีฟ และไม่แน่นอน
2. ยึดเอาการปฏิบัติของชาวชาม (ซีเรีย,อิรัก, ปาเลสไตน์) เป็นหลักฐานทางศาสนา
3. ตักลิดอุลามาอฺอย่างชัดแจ้ง เพราะแม้ว่า เฎาะอีฟ แต่ อุลามาอฺว่าดี ก็ตามเครดิตอุลามาอฺไว้ก่อน
...........
นี้แหละน้องที่พูดกันอยากเย็นแสนเข็นยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา ไม่ทราบว่า ที่เรียนแบ่งหะดิษ เขาเรียนทำไม ถ้ากินไม่เลือกอย่างนี้
----------------

หรือว่าจะให้ผมตามเหมือนกับบังอะสันในทุก ๆ ทัศนะ ถึงจะพอใจครับ ? บังอะสันการที่บังยกฟัตวาจากซาอุฯ โดยมีหลักการซ้ำไปซ้ำมา ไม่มีอะไรใหม่นั้น ผมเองก็ต้องยกฟัตวาจากประเทศอียิปต์มาบ้าง และมีแง่คิดพอสมควร แต่บังอะสันไม่พอใจ หากว่ากินไม่เลือก
ซึ่งผมบอกไปแล้วว่า อย่ายกทัศนะของอุลามาอ์ที่ไม่มีอะไรใหม่ เพราะหากยกทัศนะอุลามาอ์มา ผมก็ยกได้ หากจะยกสถานบันปัจจุบัน ผมก็ยกมาอ้างอิงได้เช่นกัน ทั้งที่ผมไม่อยากจะยกอ้างอิงมาหรอก เพราะมันเหมือนกับว่าเป็นการอ้างอิงมาซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีอะไรใหม่

และ 3 ข้อที่บังอะสันสรุปมามาจากฟัตวาของอียิปต์นั้น ทำไมบังอะสันลืมสรุปช๊อท! เด็ดล่ะครับ คือดังนี้ครับ

4. นักปราชญ์หะดิษและอื่น ๆ มีความเห็นสอดพร้องกันว่าผ่อนปรนในการปฏิบัติหะดิษฏออีฟได้

5. หะดิษตัลกีนได้รับการสนับสนุนจากหะดิษซอฮิหฺ ตามที่อิมามอันนะวาวีย์และท่านอิมามอิบนุซ่อลาห์กล่าวไว้

กรุณาพิจารณาดูอักษรที่ผมเน้นแล้วให้น่ะครับ

"แต่สายรายงาน(นี้)ได้รับการสนับสนุนยกระดับ ด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ และ(สนับสนุน)ด้วยการปฏิบัติของนักปราชญ์เมืองชาม(ซีเรีย , อิรัก, ปาเลสไตน์ เป็นต้น) เพื่อให้มัยยิดมีความอบอุ่นด้วยกับการอ่านตัลกีน " (ท่านอิมามอันนะวาวีย์กล่าวต่อว่า) บรรดานักปราชญ์หะดิษและอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ให้มีการผ่อนปรนในเรื่องของบรรดาหะดิษเกี่ยวกับอะมัลคุณงามความดี ,[/color] ส่งเสริมให้ปฏิบัติความดี , และเตือนให้กลัวจากการทำความชั่ว แท้จริง หะดิษตัลกีน ได้รับการสนับสนุน ด้วยด้วยความหมายของตัวบทหะดิษต่าง ๆ เช่นหะดิษ واسألوا له التثبيت "พวกท่านจงขอให้มัยยิดมีความมั่นคง(ในคำตอบมะลาอิกะฮ์)" และการสั่งเสียของท่านอัมร์ บิน อัลอาซฺ ซึ่งทั้งสองมีสายรายงานที่ซอฮิหฺ และนักปราชญ์เมืองชามยังคงปฏิบัติการอ่านตัลกีนในช่วงเวลาของ(สะลัฟ)ผู้ถูกเจริญรอยตาม จวบจนปัจจุบัน"
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:39 AM »
0
al-azhary

อ้างจาก: MPW.SO ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 13:49
ความจริงหน้าที่นี้น่าจะเป็นของคุณอัซฮารีนะ เพราะคุณอัซอารีเป็นคนที่ต้องการจะยืนยันถึงสถานะและน้ำหนักของหะดีษ ดังนั้นคุณอัซฮารีจึงน่าจะทำการศึกษาถึงสายรายงานของสะอีด บิน มันศูรเอง ด้วยตัวเองมานำเสนอเพื่อยืนยันถึงสิ่งดังกล่าว วัลลอฮฺอะอฺลัม แต่อินชาอัลลอฮฺผมจะพยายาม
-------------------

คุณ MPW.SO หากในกรณีนี้ ผมเลือกตามจุดยืนทัศนะการระบุของนักหะดิษอย่างท่านอิบนุหะญัร ถือว่าเป็นการเพียงพอหรือเปล่าครับ?

ท่านอิมาม อัศศะยูฏีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลฟียะฮ์ มุสฏ่อลาห์หะดิษ ในโครงหนึ่งว่า

وخذه حيث حافظ عليه نص

"และท่านจงยึดเอาหะดิษ ที่อัลหาฟิซฺ ได้ระบุมันไว้"

ดังนั้น ในหนังสือ อัตตัลคีส อัลหะบีร ท่านอิบนุหะญัร ได้ทำการพิจารณาหะดิษตัลกีนในเชิงของการสนับสนุนสายรายงาน ซึ่งบรรดาสายรายงานต่าง ๆ ที่นำมาสนับสนุนนั้น ท่านอิบนุหะญัรนิ่งจากการวิจารณ์ ซึ่งหมายถึง เป็นหะดิษที่ซอฮิหฺหรือหะซัน

ท่าน อัชเชากานีย์กล่าวว่า " คำพูดของซอฮาบะฮ์ที่ถูกสืบทอดสายรายงานนี้ มาจากท่าน ร่อชิด ท่านฏอมเราะฮ์ และท่านหะกีม ซึ่งท่านอัล-หาฟิซฺ อิบนุ หะญัรได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัต-ตัลคีศ โดยที่ท่านอิบนุหะญัร ได้นิ่งจาก(การวิจารณ์)มัน" ( ดู หนังสือ นัยลุลเอาฏ๊อร เล่ม 4 หน้า 106)

และท่านชัยค์ ซฺ่อฟัร อัล-อุษมานีย์ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า " อย่างนี้แหละ (คือเป็นหะดิษที่ ซอฮิหฺ หรือ หะซัน) เนื่องจากการนิ่งจากการวิจารณ์ของท่าน อัล-หาฟิซฺ อิบนุ หะญัร ต่อหะดิษใดหะดิษหนึ่ง ที่อยู่ในหนังสือ อัต-ตัลคีศ อัล-หะบีรจึงเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า หะดิษนั้น ซอฮิหฺ หรือ หะซัน เพราะแท้จริง ท่านอัช-เชากานีย์ (ร.ฮ.) นั้น บางครั้งท่านได้นำเอาหลักฐานหะดิษ ที่ท่านอิบนุหะญัรนิ่งเฉย (จากการวิจารณ์) ที่อยู่ในหนังสือ อัต-ตัลคีศมาเป็นหลักฐานอ้างอิง และท่านอัช-เชากานีย์ ยังนำมาเป็นหลักฐาน (หะดิษ) ที่ท่านอิบนุหะญัรได้นิ่งจากการวิจารณ์ ที่อยู่ในหนังสือ ฟัตหุบารีย์ ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ จะปรากฏชัด ด้วยการกลับไปทบทวนดูหนังสือ นัยลุลเอาฏอร(ของท่านอัชเชากานีย์) " (ดู หนังสือ เกาะวาอิด ฟี อุลูม อัลหะดิษ ของท่าน ชัยค์ อัตติฮานะวีย์ หน้า 90 )

ดังนั้น ผมจึงขอตามหลักตัดสินหะดิษที่นำมาสนับสนุนเหล่านี้ ตามท่าน ชัยคุลอิสลาม อัลหาฟิซฺ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ ครับ ถือว่าเพียงพอสำหรับผม ใน ณ ที่นี้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องนำเสนอวิจารณ์สายรายงานต่าง ๆ ที่มาสนับสนุน

แต่หากคุณ MPW.SO คัดค้าน ก็กรุณานำเสนอวิจารณ์หะดิษต่าง ๆ ทั้ง 3 จากมุสนัด ท่านสะอีด บิน มันซูร (มีเล่มเดียว) มาได้เลยครับ แต่สำหรับผมคงไม่นำเสนอวิจารณ์ชี้แจง เพราะหลักการของท่านอิบนุหะญัรรับรองไว้อยู่แล้ว แต่หากคุณนำสายรายงานเหล่านั้นมาวิจารณ์คัดค้าน ผมจะร่วมเสวนาพิจารณาสายรายงานหะดิษจากหลักการคัดค้านของคุณครับ อินชาอัลเลาะฮ์

al-azhary

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

ฝากถึงบังอะสันและผู้มีทัศนะคัดค้านเกี่ยวกับตัลกีนครับ ผมคิดว่า การนำเสนอแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะนำมารับรองทัศนะของตน แต่ประเด็นสำคัญ ณ ตอนนี้ คือ การพิจารณาหะดิษ 3 ตัวบท ที่มาสนับสนุนชดเชยยกระดับหะดิษตัลกีน ในหนังสือ มุนนัด สะอีด บิน อัล-มันซูร ผู้คัดค้านมีหลักพิจารณาอย่างไร ก็โปรดนำเสนอมาได้เลยครับ เพราะทางเรา เลือกการรับรองของอัลหาฟิซฺ อิบนุ หะญัร มาเป็นตัวนำไว้แล้ว หากถุกคัดค้านอย่างไร เราจะนำทำการร่วมชี้แจงตามหลักพิจารณาหะดิษกันครับ อินชาอัลเลาะฮ์ ส่วนการวิจารณ์หะกุ่มบิดอะฮ์ลุ่มหลง หรือพูดจากระแนะกระแหนโดยไม่มีความสามารถนนำเสนอสิ่งใหม่มานั้น ผมขอให้ละไว้ก่อนนะครับ เพราะมันไม่มีประโยชน์ครับ

asan

ช้อทเด็ดของน้องบ่าว al-azhary คือ

1. นักปราชญ์หะดิษและอื่น ๆ มีความเห็นสอดพร้องกันว่าผ่อนปรนในการปฏิบัติหะดิษฏออีฟได้

5. หะดิษตัลกีนได้รับการสนับสนุนจากหะดิษซอฮิหฺ ตามที่อิมามอันนะวาวีย์และท่านอิมามอิบนุซ่อลาห์กล่าวไว้

...................
ขอกล่าวว่า

หะดิษตัลกีน เป็นหะดิษที่นอกจากหะดิษเฎาะอีฟแล้วบางท่านระบุว่าเป็นหะดิษปลอมด้วยซ้ำ
ดังที่ท่านอัลบานีย์กล่าวว่า


.قلت -- وهذا إسناد ضعيف جداً لم أعرف أحداً منهم غير عتبة بن السكن . قال الدار قطني : متروك الحديث . وقال البيهقي - واهٍ منسوب إلى الوضع

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า "และนี้เป็นสายรายงานที่อ่อนมาก ข้าพเจ้าไม่รู้จัก(ประวัติ)พวกเขาแม้แต่คนเดียว นอกจากอุตบะอ อิบนุส สะกัน ,อัดดารุ้ลกุฏนีย์กล่าวว่า "เป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งหะดิษของเขา และอัลบัยฮะกีย์กล่าวว่า " (อุตบะฮ) อ่อนมาก ถูกอ้างว่าเป็นผู้ที่ปลอมหะดิษรายหนึ่ง - อัสสิลสิละฮ อัฏเฏาะอีฟะฮ 2/64-65

อิหม่ามอัสสะยูฏีย์ (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

التلقين لم يثبت فيه حديث صحيح ولا حسن ، بل حديثه ضعيف باتفاق المحدثين ، ولهذا ذهب جمهور الأمة إلى أن التلقين بدعة ، وآخر من أفتى بذلك الشيخ عز الدين بن عبد السلام وإنما استحبه ابن الصلاح وتبعه النووي نظراً إلى أن الحديث الضعيف يتسامح به في فضائل الأعمال

การอ่านตัลกีน ไม่ปรากฏว่ามีหะดิษเศาะเฮียะ และหะดิษฮะซัน ยืนยัน ในนั้น แต่ในทางกลับกัน หะดิษของมัน(การอ่านตัลกีน)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ โดยมติเอกฉันท์ของบรรดานักหะดิษ และเพราะเหตุนี้ อุมมะฮส่วนมาก มีทัศนะว่า การอ่านตัลกีนนั้น เป็นบิดอะฮ และท้ายสุดของผู้ที่ฟัตวาด้วยดังกล่าวนั้น(หมายถึงฟัตวาว่าเป็นบิดอะอ) คือ เช็คอิซซุดดีน บุตร อับดุสสลาม และแท้จริง อิบนุศเศาะลาหฺและ อันนะว่าวีย์ได้ตามเขา ถือว่าชอบให้กระทำมัน โดยพิจารณาว่า หะดิษเฏาะอีฟ ได้รับการอนุโลม ในเรื่องบรรดาคุณค่าของอามั้ล - อัลหาวี ลิ้ลฟะตาวา เล่ม 2 หน้า 191

เช็คอัลบานีย์กล่าวว่า

بل قوله هو الصواب لأن التلقين مع ضعف حديثه مخالف لهديه صلى الله عليه وسلم فإنه ثبت أنه كان إذا دفن الميت وقف على قبره يدعو له بالتثبيت ويستغفر له ويأمر الحاضرين بذلك فما خالفه فهو بدعة دون شك وقد جزم بذلك الإمام الصنعاني

แต่ คำพูดของเขา(ของอิบนุอับดิสสลาม) คือ ที่ถูกต้อง เพราะว่า การอ่านตัลกีน โดยที่หะดิษของมันเฏาะอีฟนั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับทางนำของท่านนบี เพราะ ได้ปรากฏว่า ท่านนบี นั้นเมื่อ มัยยิต ถูกฝัง ท่านก็ยืนที่หลุมศพของเขา ขอดุอา ให้เขาได้รับความั่นคงและขออภัยโทษให้แก่เขา และท่าน ได้ใช้ ให้บรรดาผู้ที่มาร่วม ให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งใดที่ขัดแย้งกับมัน มันก็คือ บิดอะฮ โดยไม่ต้องสงสัย และแท้จริงอิหม่ามอัศศอ็นอานีย์ได้กล่าวไว้อย่างนั้นอย่างหนักแน่น - อัล-อายาตอัลบัยยินาต 1/61
............
ในหะดิษเศาะเฮียะ สอนให้ขอดุอาและอิสติฆฟาร(ขออภัยโทษ)แก่มัยยิต แต่ หะดิษอบีอุมามะฮ ที่เฎาะอีฟสอนให้บอกคำตอบแก่มัยยิต มันคนละเรื่องกันเลย จะอ้างว่า มาสนับสนุนกันได้อย่างไร

asan

เพิ่มเติม.....
อัศศอ็นอานีย์กล่าวว่า
وقال في المنار : إن حديث التلقين هذا حديث لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه . وأنه أخرجه سعيد بن منصور في سنه عن ضمرة بن حبيب عن أشياخ له من أهل حمص فالمسئلة حمصية
وأما جعل " اسألوا له التثبيت فإنه الآن يسأل " : شاهداً له فلا شهادة فيه

และ(เจ้าของหนังสืออัลมะนัร )ได้กล่าวไว้ในอัลมะนัรว่า "แท้จริง หะดิษตัลกีน บทนี้(หะดิษอบีอุมามะอ) ไม่เป็นที่สงสัยใดๆเลยสำหรับผู้ที่รู้เรื่องหะดิษ ในเรื่อง การเป็นหะดิษเก๊ ของมัน และแท้จริง สะอีด บุตร มันศูร ได้บันทึกมันในสุนันของท่าน จากฎอ็มเราะฮ บิน หะบีบ จากบรรดาอาจารย์ของเขา ที่เป็นชาวหัมศิน ดังนั้น ประเด็นปัญหานี้เกี่ยวกับชาวหัมศิน และสำหรับ การนำเอาหะดิษที่ว่า "พวกท่านจงขอความมั่นคงให้แก่เขา เพราะขณะนี้ เขาถูกสอบสวนอยู่" มาสนับสนุนมัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)นั้น ย่อมไม่สามารถเอามาสนับสนุนในนั้นได้ - สุบุลุสสลาม 1/72

وكذلك أمر عمرو بن العاص بالوقوف عند قبره مقدار ما ينحر جزور ليستأنس بهم عند مراجعة رسل ربه لا شهادة فيه على التلقين وابن القيم جزم في الهدى بمثل كلام المنار

และในทำนองเดียวกัน อัมริน บุตร อัลอาศ ได้สั่งเสียให้หยุด ณ หลุมศพของเขา ในระยะเวลาประมาณว่าเชือดแกะหนึ่งตัว(โดยแบ่งเนื้อเสร็จ) เพื่อเขา(มัยยิต)จะได้รับความอบอุนใจด้วยพวกเขา ขณะที่บรรดาทูตของพระเจ้าของเขากำลังสอบสวน ในมัน(ในหะดิษนี้)จึงไม่ใช่เป็นการสนับสนุน การอ่านตัลกีน และอิบนุกอ็ยยิม ก็ได้แสดงความมั่นใจเช่นเดียวกับคำพูดของเจ้าของหนังสืออัลมะนัร -- สุบุลุสสลาม 1/72

بل قال في كتاب الروح - ويتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف والعمل به بدعة ولا يغتر بكثرة من يفعله
แต่ทว่าเขา(อิบนุกอ็ยยิม)ได้กล่าวใน อัรรูหฺ ว่า และสรุปจากคำพูดของบรรดานักวิชาการชั้นนำที่ได้รับการรับรองว่าแท้จริง"มัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการปฏิบัติด้วยมันนั้น เป็นบิดอะฮ อย่าไปหลงกล เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่เขาทำกัน" -- สุบุลุสสลาม 1/72

.................
พิจารณากันเถอะครับ ว่า จะเอาหะดิษอ่อนปวกเปียก(เฎาะอีฟ ญิดดัน)นี้ มาใช้ดีหรือไม่

Ahmad24

และการตอบปัญหา "ตัลกีนได้หรือไม่" นั้น ผมคงไม่ต้องตอบอะไรแล้ว เพราะคุณอัซฮารีย์ตอบแล้ว

asan

มาดูคำวิจารณ์หะดิษอบีอุมามะฮต่อ

อัศศอ็นอานีย์ กล่าวว่า

قال المصنف إسناده صالح وقد قوّاه الضياء في أحكامه . قلت قال الهيثمي بعد سياقه ما لفظه أخرجه الطبراني في الكبير وفي إسناده جماعة لم أعرفهم . وفي هامشه : فيه عاصم بن عبد الله ضعيف : ثم قال : والراوي عن أبي أمامة سعيد الأزدي بيض له أبو حاتم وقال الأثرم قلت لأحمد بن حنبل : هذا الذي يصنعونه إذا دفن الميت يقف الرجل ويقول : يا فلان ابن فلانة قال : ما رأيت أحداً يفعله إلا أهل الشام حين مات أبو المغيرة

ผู้เรียบเรียงหนังสือ(หมายถึง อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์) กล่าวว่า "สายรายงานของมันดี และอัฎฎิยาอฺ ได้ให้น้ำหนักมัน ใน อะหฺกามของท่าน . และข้าพเจ้า(อัศศอ็นอานีย์)ขอกล่าวว่า "อัลหัยษะมีย์ ได้กล่าวหลังจากอธิบายความหมายของสิ่งที่ได้กล่าวมันเป็นถ้อยคำ ว่า "บันทึกโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร และในสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จัก .และในขยายความของมัน(ระบุว่า) ในมัน(สายรายงาน) มี อาศิม บุตร อับดุลลอฮ เป็นผู้ที่หลักฐานอ่อน หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า "และผู้รายงาน จากอบีอะมามะฮ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ ซึ่ง อบูหาติมได้คัดลอกชื่อเขาไว้(โดยไม่ได้วิจารณ์) และอัลอัษรอม กล่าวว่า "ข้าพเจ้ากล่าวแก่ อะหมัด บิน หัมบัล ว่า " นี้คือที่พวกเขาทำมันอยู่ เมื่อมัยยิตถูกฝังเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีคนหนึ่งยืนขึ้น พร้อมกล่าวว่า "โอ้คนนั้น บุตร คนนั้น... (ท่านมีความเห็นอย่างไร?) ท่านอะหมัดจึงกล่าวว่า " ฉันไม่เคยพบคนใดทำมันเลย นอกจาก ชาวเมืองชาม เมื่อท่านอบูมุฆีเราะฮได้เสียชีวิต - สุบุลุสสลาม 2/72 หะดิษหมายเลข 49 บาบุ้ลญะนาอิซ
................
จากข้อความข้างต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การอ่านตัลกีน เป็นประเพณีของชาวเมืองชาม ซึ่งอาจจะอาศัยหะดิษเฎาะอีฟจากอบีอุมามะฮ เป็นหลักฐานก็ได้ เพราะหากเป็นหะดิษเศาะเฮียะแล้ว แน่นอน การปฏิบัติย่อมแพร่หลายในหมูเศาะหาบะฮ โดยเฉพาะเคาะลิฟะฮอัรรอชิดีน ย่อมไม่ละเลยอย่างแน่นอน หากเป็นสุนนะฮของท่านนบีจริง

asan

มาดูเรื่อง ตัลกีนมัยยิต ต่อ

หลังจากท่านอับดุรเราะหมานอัลญะซีรีย์ ได้ระบุหะดิษอบีอุมามะฮ ท่านจึงกล่าวว่า

وهذا التلقين مستحب عند الشافعية والحنابلة وخالف المالكية والحنفية فانظر مذهبيهما تحت الخط ( الحنفية قالوا - التلقين بعد الفراغ من الدفن لا ينهى عنه ولا يؤمر به وظاهر الرواية يقتضي النهي عنه
المالكية قالوا - التلقين بعد الدفن وحاله مكروه وإنما التلقين يندب حال الاحتضار فقط كما ذكر

และนี้คือ การอ่านตัลกีน ที่ชอบให้กระทำ ในทัศนะของ ผู้ที่สังกัดมัซฮับชาฟีอีและสังกัดมัซฮับหัมบะลี และต่างกับผู้ที่สังกัดมัซฮับ มาลิกและมัซฮับหะนะฟี โปรดดูทัศนะทั้งสองมัซฮับข้างใต้เส้นนี้
1. หะนะฟียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต ไม่มีคำสั่งห้ามและไม่มีคำสั่งใช้ และทีปรากฏตามรายงาน หมายถึง การห้ามไม่ให้กระทำ
2. มาลิกียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต และ ขณะที่ฝัง นั้น เป็นมักรูฮ และความจริง การตัลกีน สุนัตให้กระทำ ในขณะที่ใกล้จะถึงแก่ความตายเท่านั้น ดังที่ได้ระบุแล้ว
- ฟิกฮอะลัลมะซาฮิบิลอัรบะอะฮ 1/775

........................
จากข้อความข้างต้นเห็นได้ชัดว่า หากท่านนบีสอนให้กระทำการอ่านตัลกีนหลังจากฝังมัยยิต โดยมีหะดิษที่เศาะเฮียะ มุสลิมทุกยุค ทุกสมัย ย่อมรับรู้และเป็นที่แพร่หลาย โดยไม่มีใครปฏิเสธอย่างแน่นอน แต่ที่มีทัศนะแตกต่าง เพราะ ส่วนหนึ่งยึดเอาหะดิษเฏาะอีฟ และหะดิษปลอม มาเป็นหลักฐาน

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 23:18
เพิ่มเติม.....
อัศศอ็นอานีย์กล่าวว่า
وقال في المنار : إن حديث التلقين هذا حديث لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه . وأنه أخرجه سعيد بن منصور في سنه عن ضمرة بن حبيب عن أشياخ له من أهل حمص فالمسئلة حمصية
وأما جعل " اسألوا له التثبيت فإنه الآن يسأل " : شاهداً له فلا شهادة فيه

และ(เจ้าของหนังสืออัลมะนัร )ได้กล่าวไว้ในอัลมะนัรว่า "แท้จริง หะดิษตัลกีน บทนี้(หะดิษอบีอุมามะอ) ไม่เป็นที่สงสัยใดๆเลยสำหรับผู้ที่รู้เรื่องหะดิษ ในเรื่อง การเป็นหะดิษเก๊ ของมัน และแท้จริง สะอีด บุตร มันศูร ได้บันทึกมันในสุนันของท่าน จากฎอ็มเราะฮ บิน หะบีบ จากบรรดาอาจารย์ของเขา ที่เป็นชาวหัมศิน ดังนั้น ประเด็นปัญหานี้เกี่ยวกับชาวหัมศิน และสำหรับ การนำเอาหะดิษที่ว่า "พวกท่านจงขอความมั่นคงให้แก่เขา เพราะขณะนี้ เขาถูกสอบสวนอยู่" มาสนับสนุนมัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)นั้น ย่อมไม่สามารถเอามาสนับสนุนในนั้นได้ - สุบุลุสสลาม 1/72
----------------

บังอะสัน ลองถอดการตัดลีดออกไป แล้วตอบคำถามผมหน่อยครับว่า เหตุใดท่าน อัศศ๊อนอานีย์มีทัศนะว่า สายรายงานของ ฏ๊อมเราะฮ์ บิน หะบีบ ถึงไม่สามารถนำมาสนับสนุนได้ ??

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ วันนี้ เวลา 02:11
มาดูเรื่อง ตัลกีนมัยยิต ต่อ

หลังจากท่านอับดุรเราะหมานอัลญะซีรีย์ ได้ระบุหะดิษอบีอุมามะฮ ท่านจึงกล่าวว่า

وهذا التلقين مستحب عند الشافعية والحنابلة وخالف المالكية والحنفية فانظر مذهبيهما تحت الخط ( الحنفية قالوا - التلقين بعد الفراغ من الدفن لا ينهى عنه ولا يؤمر به وظاهر الرواية يقتضي النهي عنه
المالكية قالوا - التلقين بعد الدفن وحاله مكروه وإنما التلقين يندب حال الاحتضار فقط كما ذكر

และนี้คือ การอ่านตัลกีน ที่ชอบให้กระทำ ในทัศนะของ ผู้ที่สังกัดมัซฮับชาฟีอีและสังกัดมัซฮับหัมบะลี และต่างกับผู้ที่สังกัดมัซฮับ มาลิกและมัซฮับหะนะฟี โปรดดูทัศนะทั้งสองมัซฮับข้างใต้เส้นนี้
1. หะนะฟียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต ไม่มีคำสั่งห้ามและไม่มีคำสั่งใช้ และทีปรากฏตามรายงาน หมายถึง การห้ามไม่ให้กระทำ
2. มาลิกียะฮ - พวกเขากล่าวว่า การอ่านตัลกีน หลังจากฝังมัยยิต และ ขณะที่ฝัง นั้น เป็นมักรูฮ และความจริง การตัลกีน สุนัตให้กระทำ ในขณะที่ใกล้จะถึงแก่ความตายเท่านั้น ดังที่ได้ระบุแล้ว
- ฟิกฮอะลัลมะซาฮิบิลอัรบะอะฮ 1/775
--------------

หากบังอะสันจะนำเสนอ หลักการของตัลกีน จากมัซฮับทั้งสี่ล่ะก็ ผมก็ขอกล่าวว่า มัซฮับชาฟิอียะฮ์ และมัซฮับอัลหะนาบิละฮ์ มีทัศนะว่า สุนัตให้อ่านตัลกีนมัยยิด และถึงแม้ว่า มัซฮับมาลิกียะฮ์และมัซฮับหะนะฟียะฮ์ จะมีทัศนะต่างจากข้างต้นในเรื่องตัลกีน แต่มัซฮับทั้งสี่เหล่านั้น แม้จะมีการขัดแย้งในเรื่องข้อปลีกย่อย แต่พวกเขาเป็นพี่น้องกันและไม่ฮุกุ่มใส่ทัศนะอื่น เนื่องจากพวกเขาให้เกียรติในทัศนะของกันและกัน อัลฮัมดุลิลลาฮ์
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:44 AM »
0

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 23:18
بل قال في كتاب الروح - ويتحصل من كلام أئمة التحقيق أنه حديث ضعيف والعمل به بدعة ولا يغتر بكثرة من يفعله
แต่ทว่าเขา(อิบนุกอ็ยยิม)ได้กล่าวใน อัรรูหฺ ว่า และสรุปจากคำพูดของบรรดานักวิชาการชั้นนำที่ได้รับการรับรองว่าแท้จริง"มัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ และการปฏิบัติด้วยมันนั้น เป็นบิดอะฮ อย่าไปหลงกล เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่เขาทำกัน" -- สุบุลุสสลาม 1/72
----------------

ผมไม่ทราบว่า ท่านอัศศ๊อนอานีย์ ได้นำคำของท่านอิบนุก๊อยยิมจากหนังสือ อัรรั๊วะ มานำเสนอ หรือว่ามันเป็นคำพูดของท่านอัศศ๊อนอานีย์เอง ที่พยายามอ้างหลักฐานในการปฏิเสธตัลกีน ทั้งท่านจริง ๆ แล้ว ท่านอิบนุก๊อยยิม กล่าวไว้ในหนังสือ อัรรั๊วะห์ว่า

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวว่า

فهذا الحديث إن لم يثبت فاتصال العمل به فى سائر الأمصار والأعصار من غير نكير فى العمل به

" หะดิษนี้ (คือหะดิษของท่าน อบูอุมามะฮ์) ไม่ได้รับการยืนยันว่า ซอฮิหฺ แต่การอ่านตัลกีนนั้น ได้มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมาในทุกยุคทุกสมัยโดยไม่มีผู้ใดตำหนิ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วในการปฏิบัติด้วยกันมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 39 ของท่านอิบนุ ก๊อยยิม )

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวอีกว่า

ويدل على هذا أيضا ما جرى عليه عمل الناس قديما والى الان من تلقين الميت فى قبره ولولا أنه يسمع ذلك وينتفع به لم يكن فيه فائدة وكان عبثا وقد سئل عنه الإمام أحمد رحمه الله تعالى فاستحبه واحتج عليه بالعمل

" และชี้ถึงการ (อนุญาติให้อ่านตัลกีน) นี้เช่นกัน คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์ได้ดำเนินกระทำการปฏิบัติกันมาตั้งแต่ยุคก่อน จนถึงปัจจุบัน ในการอ่านตัลกีนมัยยิด และหากว่า มัยยิดไม่ได้ยิน(ตัลกีน) ดังกล่าว หรือไม่ได้รับประโยชน์จากมัน ก็ย่อมไม่มีผลประโยชน์อันใดและย่อมเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และท่านอิมามอะหฺมัด(ร.ฏ.) ได้ถูกถามได้เคยถูกถามเกี่ยวกับตัลกีน ดังนั้น (ท่านอิมามอะหฺมัดตอบว่า) มันเป็นสิ่งที่ดี และท่านได้อ้างหลักฐานต่อหะดิษดังกล่าว โดยนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 38 )

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 22:12
อิหม่ามอัสสะยูฏีย์ (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

التلقين لم يثبت فيه حديث صحيح ولا حسن ، بل حديثه ضعيف باتفاق المحدثين ، ولهذا ذهب جمهور الأمة إلى أن التلقين بدعة ، وآخر من أفتى بذلك الشيخ عز الدين بن عبد السلام وإنما استحبه ابن الصلاح وتبعه النووي نظراً إلى أن الحديث الضعيف يتسامح به في فضائل الأعمال

การอ่านตัลกีน ไม่ปรากฏว่ามีหะดิษเศาะเฮียะ และหะดิษฮะซัน ยืนยัน ในนั้น แต่ในทางกลับกัน หะดิษของมัน(การอ่านตัลกีน)เป็นหะดิษเฎาะอีฟ โดยมติเอกฉันท์ของบรรดานักหะดิษ และเพราะเหตุนี้ อุมมะฮส่วนมาก มีทัศนะว่า การอ่านตัลกีนนั้น เป็นบิดอะฮ และท้ายสุดของผู้ที่ฟัตวาด้วยดังกล่าวนั้น(หมายถึงฟัตวาว่าเป็นบิดอะอ) คือ เช็คอิซซุดดีน บุตร อับดุสสลาม และแท้จริง อิบนุศเศาะลาหฺและ อันนะว่าวีย์ได้ตามเขา ถือว่าชอบให้กระทำมัน โดยพิจารณาว่า หะดิษเฏาะอีฟ ได้รับการอนุโลม ในเรื่องบรรดาคุณค่าของอามั้ล - อัลหาวี ลิ้ลฟะตาวา เล่ม 2 หน้า 191
----------------

ท่านอิมามอัศศะยูฏีย์ (ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวหลังจากนั้นว่า

وثانيا : ان هذه أمور توفيقية لا مدخل للرأى فيها ولم يرد التلقين إلا ساعة الدفن خاصة وورد فى سائر الأيام الإطعام فأتبع الوارد فى ذلك فإن قلت : هل يظهر لإختصاص التلقين باليوم الأول من حكمة ؟ فلت : ظهر لى حكمتان : الأولى أن المخاطب بذلك من حضر باليوم من المؤمنين الشفعاء وذلك إنما يكون فى اليوم الأول لأن الشرع لم يرد بتكليف الناس المشى مع الميت الى قبره إلا لدفنه خاصة ولم يكلفهم التردد الى قبره بعد ذلك فلم يشرع التلقين فى سائر الأيام لما في تكليفهم التردد إليه طوال الأسبوع من المشقة فأقتصر على ساعة الدفن . الثانية : أن كل مبتدأ صعب وأول نزوله قبره لم يتقدم له مثلها قط فأنس بالتلقين وسؤال التثبيت ، فإذا اعتاد بالسؤال وألفه سهل عليه بقية الأيام فلم يحتج إليه وثرع الإطعام لأنه قد يكون له ذنوب يحتاج إلى ما يكفرها من صدقة ونحوها ، فكان فى الصدقة عنه معونة له على تخفيف الذنوب ليخفف عنه هول السؤال وصعوبة خطاب الملكين وإغلاظهما وإنتهارهما

"ประการที่สอง (จากเหตุที่ไม่ต้องตัลกีน 7 วัน ทั้งที่มัยยิดจะถูกถาม 7 วัน) แท้จริง ประการต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องได้รับคำสั่งจากศาสนา โดยไม่มีหนทางใด ๆ สำหรับความเห็น และตัลกีนไม่ได้รายงานมานอกจากช่วงเวลาที่ฝังเป็นการเฉพาะเท่านั้น และได้มีรายงานให้อาหาร(เป็นทานแก่มัยยิด)ในช่วงวันอื่น ๆ (ทั้ง7) และรายงานในสิ่งดังกล่าวมีตัวบทมาสนับสนุน ดังนั้น หากท่านกล่าวว่า การเจาะจงอ่านตัลกีนในวันแรกนั้นปรากฏว่ามีเคล็ดลับหรือไม่? ข้าพเจ้า(คือท่านอัศศะยูฏีย์)ขอกล่าวว่า สำหรับฉันแล้วมีอยู่ 2 ฮิกมะฮ์(เคล็ดลับ) - หนึ่ง - ผู้ที่ถูกบัญชาใช้การอ่านตัลกีนดังกล่าวนั้น คือบรรดามุสลิมีนที่มาช่วยเหลือ(ด้วยการขอดุอาอ์ให้แก่มัยยิด)ที่ปรากฏตัวในวันนั้น ซึ่งตัลกีนดังกล่าวก็อยู่ในวันแรก เนื่องจากศาสนาไม่ได้มีรายงานมาบัญญัติแก่ผู้คนทั้งหลายให้เดินตามมัยยิดไปยังกุบูรของเขา นอกจากเพื่อทำการฝังมัยยิดเป็นการเฉพาะ และศาสนาไม่ได้บัญญัติให้พวกเขาไป ๆ มา ๆ (เพื่ออ่านตัลกีน)ที่กุบูรมัยยิดหลังจากดังกล่าว(คือหลังจากอ่านตัลกีนมัยยิดวันแรกแล้ว) ดังนั้น ตัลกีนจึงไม่ถูกบัญญัติให้วันอื่น ๆ เพราะว่าการบัญญัติให้พวกเขาไป ๆ มา ๆ ที่กุบูรตลอดทั้งสัปดาห์(เพื่ออ่านตัลกีนนั้น) เป็นเรื่องที่ทำให้ยากลำบาก ดังนั้น การอ่านตัลกีนจึงจำกัดในช่วงเวลาที่ฝัง - สอง - ทุก ๆ สิ่งที่เริ่มใหม่(ไม่เคยประสบมาก่อน)ย่อมมีสถานะภาพที่ลำบาก และช่วงแรกที่มัยยิดลงในกุบุรของเขานั้น เป็นช่วงเวลาที่เขาไม่เคยประสบมันมาก่อนเฉกเช่นเวลานี้เลย ดังนั้น มัยยิดจึงอบอุ่น ด้วยการอ่านตัลกีนและการขอดุอาอ์ตัษบีต (เพื่อให้เขาได้ตอบคำถามในกุบูรได้อย่างมั่นคง) ดังนั้น เมื่อเขาได้คุ้นเคยกับคำถาม(ของมะลาอิกะฮ์) แน่นอนว่า วันที่เหลือก็จะง่ายดายสำหรับเขา เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ต้องการยังไปตัลกีน(ในวันอื่น ๆ) และถูกบัญญัติให้อาหาร(ทำบุญแก่มัยยิด) เพราะบางครั้งมัยยิดอาจจะมีบาปที่ต้องการยังการลบล้างมันด้วยการบริจาคทานและอื่น ๆ ดังนั้น ในการบริจาคทานแก่มัยยิด เป็นการช่วยให้ผ่อนปรนบาปให้กับเขา และเพื่อผ่อนเบาความหวาดกลัวและความยากจากคำถามของสองมะลาอิกะฮ์ และความเข้มงวดของทั้งสอง" ดู อัลหาวี ลิล ฟะตาวา เล่ม 2 หน้า 191 - 192

นำเสนอเพื่อเป็นเกล็ดความรู้แก่พี่น้องผู้อ่านครับ

al-azhary

อ้างจาก: asan ที่ วันนี้ เวลา 01:13
มาดูคำวิจารณ์หะดิษอบีอุมามะฮต่อ

อัศศอ็นอานีย์ กล่าวว่า

قال المصنف إسناده صالح وقد قوّاه الضياء في أحكامه . قلت قال الهيثمي بعد سياقه ما لفظه أخرجه الطبراني في الكبير وفي إسناده جماعة لم أعرفهم . وفي هامشه : فيه عاصم بن عبد الله ضعيف : ثم قال : والراوي عن أبي أمامة سعيد الأزدي بيض له أبو حاتم وقال الأثرم قلت لأحمد بن حنبل : هذا الذي يصنعونه إذا دفن الميت يقف الرجل ويقول : يا فلان ابن فلانة قال : ما رأيت أحداً يفعله إلا أهل الشام حين مات أبو المغيرة

ผู้เรียบเรียงหนังสือ(หมายถึง อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์) กล่าวว่า "สายรายงานของมันดี และอัฎฎิยาอฺ ได้ให้น้ำหนักมัน ใน อะหฺกามของท่าน . และข้าพเจ้า(อัศศอ็นอานีย์)ขอกล่าวว่า "อัลหัยษะมีย์ ได้กล่าวหลังจากอธิบายความหมายของสิ่งที่ได้กล่าวมันเป็นถ้อยคำ ว่า "บันทึกโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลกะบีร และในสายรายงานของมัน มีผู้รายงานกลุ่มหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้จัก .และในขยายความของมัน(ระบุว่า) ในมัน(สายรายงาน) มี อาศิม บุตร อับดุลลอฮ เป็นผู้ที่หลักฐานอ่อน หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า "และผู้รายงาน จากอบีอะมามะฮ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ ซึ่ง อบูหาติมได้คัดลอกชื่อเขาไว้(โดยไม่ได้วิจารณ์) และอัลอัษรอม กล่าวว่า "ข้าพเจ้ากล่าวแก่ อะหมัด บิน หัมบัล ว่า " นี้คือที่พวกเขาทำมันอยู่ เมื่อมัยยิตถูกฝังเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีคนหนึ่งยืนขึ้น พร้อมกล่าวว่า "โอ้คนนั้น บุตร คนนั้น... (ท่านมีความเห็นอย่างไร?) ท่านอะหมัดจึงกล่าวว่า " ฉันไม่เคยพบคนใดทำมันเลย นอกจาก ชาวเมืองชาม เมื่อท่านอบูมุฆีเราะฮได้เสียชีวิต - สุบุลุสสลาม 2/72 หะดิษหมายเลข 49 บาบุ้ลญะนาอิซ
................
จากข้อความข้างต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การอ่านตัลกีน เป็นประเพณีของชาวเมืองชาม ซึ่งอาจจะอาศัยหะดิษเฎาะอีฟจากอบีอุมามะฮ เป็นหลักฐานก็ได้ เพราะหากเป็นหะดิษเศาะเฮียะแล้ว แน่นอน การปฏิบัติย่อมแพร่หลายในหมูเศาะหาบะฮ โดยเฉพาะเคาะลิฟะฮอัรรอชิดีน ย่อมไม่ละเลยอย่างแน่นอน หากเป็นสุนนะฮของท่านนบี จริง
----------------------

ท่านอัศศ๊อนอานีย์ พิจารณาหะดิษ เพียงแค่สายรายงานของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า เราเองก็ขอฮุกุ่มว่าเป็นหะดิษฏออีฟ !! แต่กรณีที่ท่านอิบนุหะญัร บอกว่าหะดิษดังกล่าวเป็นหะดิษที่ صالح "ดี" นั้น เพราะว่าได้รับการสนับสนุนจากสายรายงานอื่น และท่านอัฏฏิยาอ์(ฏิยาอุดดีน) บอกว่า สายรายงานมีน้ำหนัก เพราะว่ามีสายรายงานอื่นมาสนับสนุน ดังนั้น อุลามาอ์ท่านใดที่บอกว่า หะดิษตัลกีนของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์เป็นหะดิษฏออีฟ นั่นก็เพราะว่าพิจารณาเพียงแค่สายรายงานเดียว โดยไม่เหลียวกลับไปพิจารณาถึงสายรายงานอื่น อีก 3 รายงาน ที่นำมาสนับสนุน

และในช่วงท้าย ท่านอัศศ๊อนอานีย์ ได้นำเสนอเกี่ยวกับทัศนะของท่านอิมามอะหฺมัด(ร่อฮิมะหุลลอฮ์) ซึ่งท่านไม่ได้ปฏิเสธเรื่องตัลกีน ยิ่งกว่านั้น ท่านยังให้การยอมรับ ตามที่ท่านอิบนุก๊อยยิมได้กล่าวไว้ ความว่า

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวอีกว่า

ويدل على هذا أيضا ما جرى عليه عمل الناس قديما والى الان من تلقين الميت فى قبره ولولا أنه يسمع ذلك وينتفع به لم يكن فيه فائدة وكان عبثا وقد سئل عنه الإمام أحمد رحمه الله تعالى فاستحبه واحتج عليه بالعمل

" และชี้ถึงการ (อนุญาติให้อ่านตัลกีน) นี้เช่นกัน คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์ได้ดำเนินกระทำการปฏิบัติกันมาตั้งแต่ยุคก่อน จนถึงปัจจุบัน ในการอ่านตัลกีนมัยยิด และหากว่า มัยยิดไม่ได้ยิน(ตัลกีน) ดังกล่าว หรือไม่ได้รับประโยชน์จากมัน ก็ย่อมไม่มีผลประโยชน์อันใดและย่อมเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และท่านอิมามอะหฺมัด(ร.ฏ.) ได้ถูกถามได้เคยถูกถามเกี่ยวกับตัลกีน ดังนั้น (ท่านอิมามอะหฺมัดตอบว่า) มันเป็นสิ่งที่ดี และท่านได้อ้างหลักฐานต่อหะดิษดังกล่าว โดยนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 38 )

ท่านอิมามอัศศะยูฏีย์ โต้ตอบผู้ที่ปฏิเสธว่าคนตายไม่ได้ยินคำพูดของคนเป็น ความว่า

الجواب
الحمد لله حمدا دائم الحقب ثم الصلاة على المبعوث خير نبى
سماع موتى كلام الخلق معتقد جاءت به عندنا الأثار فى الكتب

ตอบ

"การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ชั่วกาลนาน จากนั้นการประทานพร จงประสบแด่ ผู้ที่ถูกแต่งตั้ง ผู้เป็นนบีที่ดีเลิศ
การได้ยินของคนตาย กับคำพูดของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่ถูกยึดมั่น ซึ่งตามทัศนะของเรา ได้มีหะดิษต่าง ๆ รายงานไว้ในบรรดาตำรา"

al-azhary

งั้น เรามาเข้าประเด็นกันต่อครับ บังอะสัน
อ้างจาก: asan ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 23:18
เพิ่มเติม.....
อัศศอ็นอานีย์กล่าวว่า
وقال في المنار : إن حديث التلقين هذا حديث لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه . وأنه أخرجه سعيد بن منصور في سنه عن ضمرة بن حبيب عن أشياخ له من أهل حمص فالمسئلة حمصية
وأما جعل " اسألوا له التثبيت فإنه الآن يسأل " : شاهداً له فلا شهادة فيه

และ(เจ้าของหนังสืออัลมะนัร )ได้กล่าวไว้ในอัลมะนัรว่า "แท้จริง หะดิษตัลกีน บทนี้(หะดิษอบีอุมามะอ) ไม่เป็นที่สงสัยใดๆเลยสำหรับผู้ที่รู้เรื่องหะดิษ ในเรื่อง การเป็นหะดิษเก๊ ของมัน และแท้จริง สะอีด บุตร มันศูร ได้บันทึกมันในสุนันของท่าน จากฎอ็มเราะฮ บิน หะบีบ จากบรรดาอาจารย์ของเขา ที่เป็นชาวหัมศิน ดังนั้น ประเด็นปัญหานี้เกี่ยวกับชาวหัมศิน และสำหรับ การนำเอาหะดิษที่ว่า "พวกท่านจงขอความมั่นคงให้แก่เขา เพราะขณะนี้ เขาถูกสอบสวนอยู่" มาสนับสนุนมัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)นั้น ย่อมไม่สามารถเอามาสนับสนุนในนั้นได้ - สุบุลุสสลาม 1/72
---------------

การวินิจฉัยของอุลามาอ์ ย่อมมีผิดและมีถูก อันนี้บังอะสันยอมรับอยู่แล้ว เพราะเท่าที่เสวนาบังอะสันมักอ้างเสมอว่าการวินิจฉัยของอุลามาอ์ที่ต่างจากตน ย่อมมีผิด ดังนั้น ในกรณีที่ว่า สายรายงานของ สะอีด บิน มันซูร นั้น ท่านอัศศ๊อนอานีย์ บอกว่า ไม่ได้มาสนับสนุน แต่ท่าน อิมามอิบนุศ่อลาห์ ท่านอิมามอันนะวาวีย์ ท่านอัลหาฟิซฺ อิบนะหะญัร อัลอัสก่อลานีย์ มีทัศนะว่า หะดิษตัลกีน มีการสนับสนุนได้ เพราะนั้น บางครั้งท่านศ๊อนอานีย์ อาจจะถูก ท่านอิมามอันนะวาวีย์ ท่านอิบนุศ่อลาห์ และท่านอิบนุหะญัรอาจจะผิด หรือบางครั้ง ท่านอัศศ๊อนอานีย์ผิด แต่ท่าน อิมามอิบนุศ่อลาห์ ท่านอิมามอันนะวาวีย์ และท่านอิบนุหะญัรวินิจฉัยถูก

ดังนั้น บังอะสัน ลองถอดการตัดลีดออกไป แล้วโปรดตอบคำถามผมหน่อยครับว่า เหตุใดท่าน อัศศ๊อนอานีย์มีทัศนะว่า สายรายงานของ ฏ๊อมเราะฮ์ บิน หะบีบ ถึงไม่สามารถนำมาสนับสนุนหะดิษตัลกีนได้ ??

al-azhary

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

เข้ามาทวงประเด็นเพื่อความกระจ่าง

คุณ MPW.SO ครับ โปรดอ่านสิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ละเอียด เพื่อเราจะได้เสวนาหลักฐานตัลกีนในเชิงหะดิษกันครับ เพราะสามารถเป็นประเด็นจุดเปลี่ยนในเรื่องความมีน้ำหนักของทัศนะที่ตนยึดถืออยู่ อินชาอัลเลาะฮ์

อ้างจาก: MPW.SO ที่ เมื่อวานนี้ เวลา 00:29

คุณอัซฮารีครับ ผมข้องใจเกี่ยวกับวิธีการตักวียะฮฺ (การยกระดับ) ของหะดีษที่ฎออีฟมากๆ สมมุติว่าเราได้ข้อสรุปแล้วว่า มันเป็นหะดีษฎออีฟญิดดัน และในสายรายงานมีนักรายงานที่มัตรูกอยู่ ซึ่งอยู่ในระดับที่ 10 ตามการแบ่งของอิบนุหะญัร และอุละมาอฺระบุว่านักรายงานที่อยู่ในระดับนี้เราไม่สามารถที่นำหะดีษของเขามาอิอฺติบารได้ หมายความว่า ไม่สามารถจะยกระดับของมันให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ถึงแม้ว่าจะมีสายรายงานอื่นๆมาพยุงก็ตาม แล้วมันจะกลายเป็นหะดีษที่หะสันหรือเศาะหีหฺได้อย่างไร วัลลอฮุอะอฺลัม
--------------------

หากผมยอมรับว่า บรรดานักรายงานหะดิษ จากท่านอบีอุมามะฮ์ คือ ตาบิอิตตาบิอีน และนักรายงานลำดับลงไป มัจญ์ฮูล และมัตรูก และบางคนมัตรูก อยู่ในลำดับที่ 10 ตามการแบ่งของท่านอิบนุหะญัร

แต่คุณอย่าลืมว่า ท่านอิบนุหะญัร ได้ทำการสนับสนุนยกระดับหะดิษ โดยเอาบรรดาสายรายงานถึงตาบิอีน ที่กล่าวยืนยันว่า ซอฮาบะฮ์ ได้ทำการอ่านตัลกีน มาสนับสนุนและชดเชยสายรายงานหะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ เพื่อยืนยันว่า บรรดาซฮาบะฮ์บางส่วนได้กระทำการอ่านตัลกีนจริง และหากบรรดาซอฮาบะฮ์ได้ทำการอ่านตัลกีนจริงตามนั้น นั่นก็ย่อมหมายความว่า การกระทำตัลกีนของพวกเขาอยู่ใน ฮุกุ่ม มัรฟั๊วะ คือ นำมาการกระทำมาจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

และสายรายงานที่มาสนับสนุนชดเชยและยกระดับหะดิษนั้น ท่านสะอีด บิน มันซูร ได้รายงานไว้ในหนังสือมุสนัดของท่าน ดังนี้

สายรายงานที่ 1. จากท่านร่อชิด บิน สะอีด ( راشد بن سعد )

สายรายงานที่ 2. จากท่าน เฏาะมิเราะฮ์ บิน หะบีบ ( ضمرة بن حبيب )

สายรายงานที่ 3. จากท่าน หะกีม บิน อุมัยร์ ( حكيم بن عمير )

ดังนั้น สายรายงานเหล่านี้ ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ นำมาสนับสนุนชดเชยและยกระดับหะดิษท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์ เป็นหะดิษ صالح "หะดิษดีที่สามารถรับการรับสนุนได้" และผมก็ไม่พยายามบอกว่า สนับสนุนจนเป็นหะดิษซอฮิหฺ ดังนั้น คุณ MPW.SO อย่าถามผม แต่ผมคิดว่าอยู่ในระดับ "หะซัน" ซึ่งเป็นกลางมากกว่า เพราะว่า ท่าน อัลหาฟิซฺ อัลอัยนีย์ ฮุกุ่มว่าเป็น "หะดิษซอฮิหฺ" ส่วนท่าน อัลหาฟิซฺ ฏิยาอุดดีน ฮุกุ่มว่าเป็น "หะดิษก่อวีย์(มีน้ำหนักเพราะได้รับการสนับสนุน)" ดังนั้น หะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์หลังจากได้รับการสนับสนุนชดเชยทางสายรายงานแล้ว ย่อมเป็นหะดิษ صالح "หะดิษดีที่สามารถรับการรับสนุนได้" ที่อยู่ในหมวดของ "หะดิษหะซัน"

ดังนั้น หากคุณ MPW.SO ต้องการจะหักล้างทัศนะการยกระดับหะดิษ คุณต้องวิจารณ์สายรายงานทั้ง 3 ทั้งหมดของท่าน สะอีด บิน มันซูร ที่ได้รายงานจากตาบิอีน และตาบิอีน ก็รายงานจากซอฮาบะฮ์ แล้วประเด็นของการอ่านตัลกีนก็จะจบลงอย่างกระจ่างและชัดเจน

วัลลอฮุอะลัม

asan

อาบังว่า น้องบ่าว น่าที่จะเข้ามา นำเสนอว่า หะดิษเฎาะอีฟมากๆ มันกล่ายเป็นหะดิษที่ดีได้อย่างไร ตามที่คุณMPW.SO จะดีกว่า เพราะน้องบ่าวบอกว่าจุดยืน คือ ตักลิดตาม อิบนุหะญัร แทนที่เข้ามากลบเกลื่อนในสิ่งที่อาบังนำเสนอ เพราะดูแล้วอ้างข้างๆคูๆ เพราะจ้ะอ้างอย่างไรและสายรายงานใหน ก็ไม่ได้ทำให้หะดิษเรื่องนี้ ดีขึ้นมาได้
มันก็แปลกอยู่เหมือนกันที่อิหม่ามนะวาวีย์ได้วางเงื่อนไข ในการใช้หะดิษเฎาะอีฟว่า

أحدها أن يكون الضعف غير شديد
الثاني أن يندرج تحت اصل معمول به
الثالث أن لا يعتقد عند العمل به ثبوته بل يعتقد الاحتياط

1. ไม่เฎาะอีฟจนเกินไป
2. อยู่ภายใต้พื้นฐานของสิ่งที่ถูกนำมาปฏิบัติแล้ว
3. จะต้องไม่ยึดมั่นในขณะปฏิบัติว่า เป็นหะดิษที่แน่นอน แต่ ให้ถือว่า เป็นการเผื่อๆไว้เท่านั้น
- ดูตัดรีบุรรอวีย์ 1/299
...........
แล้วช่วยอธิบายหน่อยซิครับ ว่าหะดิษตัลกีนนี้ มันสอดคล้องกับเงื่อนไขนี้หรือเปล่า อย่าอ้างว่าอิหม่ามนะวาวีย์เจ้าของกฏนี้ ส่งเสริมนะครับ เพราะกลายเป็นว่า ตักลิด ซึ่งจะกลับเข้าตัวเอง หลังจากที่กล่าวหาอาบังไว้ก่อนแล้ว น้องบ่าวไม่มีทางแก้คดีนี้ได้ แค่เป็นผู้ร้ายปากแข็ง เท่านั้น

al-azhary

เกี่ยวกับเรื่องหะดิษ การตักลีดท่านอิบนุหะญัร ก็ถือว่าเป็นการใช้ได้ตามหลักพิจารณาหะดิษแล้ว ครับ

ท่านอิมาม อัศศะยูฏีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลฟียะฮ์ มุสฏ่อลาห์หะดิษ ในโครงหนึ่งว่า

وخذه حيث حافظ عليه نص

"และท่านจงยึดเอาหะดิษ ที่อัลหาฟิซฺ ได้ระบุมันไว้"

แต่ท่านอัศศ๊อนอานีย์ ไม่เคยอ้างว่าตนเองคืออะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ และท่านไม่ใช่ อัลหาฟิซฺ ดังนั้น การที่ผมได้ตักลีดตาม อัลหาฟิซฺ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ เกี่ยวกับหะดิษ ย่อมไม่ถูกตำหนิแต่ประการใดครับ และผมก็ได้อธิบายหลักการและเหตุผลในการสนับสนุนหะดิษแล้วนะครับ ก็แสดงว่าผมไม่ได้ตักลีตาบอดนะครับ บังอะสัน

มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ และไม่ใช่ผู้ร้ายปากแข็ง เนื่องจากหะดิษนั้น เมื่อพิจารณาในแง่ของการได้รับการสนับสนุน ก็สามารถเป็น หะดิษ صالح ตามที่ผมได้นำเสนอแบบไม่ใช่ตักลีดตาบอด ไปข้างต้นแล้วครับ ดังนั้น จึงไม่ต้องอธิบายหลักการปฏิบัติหะดิษฏออีฟ ให้กับอาบังอะสัน ผู้ที่ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับทัศนะอื่นเกี่ยวกับหลักพิจารณาหะดิษ และเมื่อหะดิษ صالح ผมจึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงหลักปฏิบัติหะดิษฏออีฟนะครับ นอกจากว่าบังอะสันและคณะ สามารถหักล้างหลักการของ ชัยคุลอิสลาม อัลหาฟิซฺ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ ได้

asan

ดูๆแล้ว al-azhary ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า หะดิษตัลกีน ที่เฎาะอีฟมากๆนั้น ถูกยกระดับว่า เป็นหะดิษที่ดีได้อย่างไร และ สายรายงานอื่นที่มาสนับสนุนนั้น มันเศาะเฮียะหรือไม่ อันนี้ al-azhary จนตรอกแล้ว ได้แต่อ้างว่า "ฉันตามท่านอิบนุหะญัร เพราะท่านเป็นผู้ได้ฉายาว่า "อัลหาฟิซ" ฉายานี้ทำให้หะดิษปลอมและหะดิษเฎาะอีฟ กลายเป็นหะดิษ ที่ดี(صالح ) ได้ นี้คือข้ออ้างของ al-azhary

ท่านอัลบานีย์กล่าวว่า

فالعجب من قول الحافظ في " التلخيص " ( 5 / 243 ) بعد أن عزاه للطبراني : " و إسناده صالح , و قد قواه الضياء في " أحكامه " و أخرجه عبد العزيز في " الشافي " . و الراوي عن أبي أمامة سعيد الأزدي بيض له ابن أبي حاتم " ! فأنى لهذا

الإسناد الصلاح و القوة و فيه هذا الرجل المجهول

แล้วที่น่าแปลก เกี่ยวกับคำพูดของท่านหาฟิซใน "อัตตัลคิส" (5/243) หลังจากที่ท่านได้อ้างอิงมันแก่ท่านอัฏฏอ็บรอนีย์ ว่า "และสายรายงานของมันดี,และแท้จริง อัฏฏิยาอฺ ได้ระบุในอัลอะหฺกามของท่านว่า ว่าสายรายงานแข็งแรง "และอับดุลอะซิซ ได้บันทึกมัน ใน "อัชชาฟีย์" และผู้ที่รายงานจากอบีอุมามะฮ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ ซึ่งอิบนุอบีหาติม ได้คัดลอกชื่อเขา (โดยไม่ได้วิจารณ์) " ดังนั้น สำหรับสายรายงานนี้ ดีและแข็งแรงได้อย่างไร ทั้งที่ในสายรายงาน คนคนนี้ ไม่เป็นที่รู้จัก ? - อัฏเฏาะอีฟะฮ 2/65
...........
การกล่าวถึงบุคคล โดยไม่วิจารณ์ประวัติ แบบนี้ ตามหลักวิชาหะดิษ เรียกบุคคลนั้นว่า "มัจญฮูล" ซึ่งหากมีคนแบบนี้อยู่ในสายรายงานหะดิษบทใด ก็ถือว่า หะดิษบทนั้น เฏาะอีฟครับท่าน. เพราะฉะนั้น หะดิษการสอนคนตาย เอามาเป็นหลักฐานไม่ได้หรอกครับ ท่านฮาฟิซอัลอัซฮารีย์...

al-azhary

ผมไม่ได้จนตรอกครับบังอะสัน เพราะผมเองก็ยอมรับว่า หะดิษของท่านอัฏฏ๊อบรอนีย์นั้น ฏออีฟ ในแง่ของการพิจารณาสายรายงานเดียว แต่หากพิจารณาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนด้วยนั้น หะดิษก็จะได้รับการชดเชยสายรายงานมาสนับสนุนยกระดับให้กลายเป็น "หะซัน" แต่บังอะสันและคณะมักยัดเยียดคำพูดว่า "ซอฮิหฺ"

คำกล่าวของท่านอัลบานีย์ นั้น จะเอามาอ้างอิงไม่ได้หรอกครับ เพราะท่านอัลบานีย์ไม่ใช่นักจำหะดิษ (อัลหาฟิซฺ) และเป็นนักเปิดอ่านหะดิษ ดังกล่าว เราจะพบว่า ท่านอัลบานีย์ พิจารณาเพียงแค่สายรายงานเดียว แล้วบอกว่า มัจญฮูล (ซึ่งผมก็ขอยืนยันว่าฏออีฟ) โดยไม่จำหะดิษหรือไม่รู้ ว่ามีสายรายงานอื่นจากที่ท่านอิบนุหะญัร ได้นำมาสนับสนุนจาก 3 รายงาน ในมุสนัด สะอัด บิน มันซูร

และหากผมเรียนคณะอุซูลุดดีนน่ะ ผมจะทำวิยทยานิพนธ์ "วิจารณ์การฮุกุ่มฏออีฟของท่านอัลบานีย์ในหนังสือสุนันทั้ง 4" เนื่องจากท่านอัลบานีย์ มีจุดบกพร่องในการฮุกุ่มฮะดีษมากเลยทีเดียว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่าท่านอัลบานีย์มีผิดและมีถูก
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:47 AM »
0
MPW.SO

ก่อนที่จะมีส่วนร่วมในส่วนอื่นๆ ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือ ?อัตตัลคีสอัลหะบีร? ของอิบนุหะญัร อันเป็นที่มาของคำว่า ‎وإسناده صالح وقد قواه الضياء في أحكامه...‏‎ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และเราสามารถพาดพิงหุกมต่างๆต่อหะดีษที่มีระบุอยู่ในหนังสือนี้ว่าเป็นหุกมของอัลหาฟิซได้มากน้อยเพียงใด?‎
‎- ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าหนังสือ ?อัตตัลคีสอัลหะบีร? เป็นหนังสือที่อัลหาฟิซย่อสรุปมาจากหนังสือ อัลบัดรุลมุนีรของอิบนุลมัลักกินอีกทอดหนึ่งที่ได้ทำการตัครีจหะดีษชัรหุลวะญีซของอิมามอัรรอฟิอีย์ ซึ่งอันนี้คิดว่าเป็นที่รู้กันของทุกคนอยู่แล้ว
‎- อิบนุหะญัรระบุในบทนำของหนังสืออัตตัลคีสว่า ได้พบหนังสือตัครีจหะดีษชัรหุลวะญีซของอุละมาอฺรุ่นหลังกลุ่มหนึ่ง ในจำนวนนั้นได้แก่
‎1.‎ อิซซุดดีน บิน ญะมาอะฮฺ
‎2.‎ อบูอุมามะฮฺ บิน อันนักกอช
‎3.‎ อิบนุลมุลักกิน
และการตัครีจของแต่ละท่านจะมีประโยชน์และเพิ่มเติมที่ไม่มีระบุในการตัครีจของท่านอื่น แต่การตัครีจที่ดีที่สุดคือการตัครีจของอิบนุลมุลักกิน แต่เนื่องจากเนื้อหามันยาวมาก ดังนั้นท่านจึงนำหนังสือของอิบนุลมุลักกินมาย่อสรุปให้สั้นลง พร้อมกับคงไว้ซึ่งใจความเดิมตามที่อิบนุลมุลักกินได้เขียนไว้ พร้อมกับนำเอาประโยชน์ของการตัครีจในหนังสือของอิบนุลญะมาอะฮฺ และอิบนุ อันนักกอชมาเพิ่มเติมเข้าไป และนำเอาประโยชน์เพิ่มเติมจากหนังสือตัครีจของอัซซัยละอีย์มาใส่ด้วย ท่านกล่าวว่า
فرأيت تلخيصه في قدر ثلث حجمه مع الالتزام بتحصيل مقاصده ‏
‎?ดังนั้นฉันเห็นว่าควรคัดย่อมันให้สั้นลงจนเหลือเพียงหนึ่งส่วนสามของเนื้อทั้งหมด พร้อมกับบังคับตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายของเนื้อหา (เดิม)‎
‎- จากเหตุผลข้างต้น จึงไม่อาจจะพาดพิงหุก่มต่างๆเกี่ยวกับสถานะของหะดีษที่มีระบุอยู่ในหนังสืออัตตัลคีสว่า เป็นหุก่มที่อิบนุหะญัรจะตัดสินชี้ขาดไว้ และพึงพอใจกับหุก่มดังกล่าว เพราะหน้าที่ของท่านเพียงแค่นำเอาใจความของหนังสือเดิมมาทำการสรุปรวบยอด และถอดใจความของมันมาสร้างสำนวนใหม่ที่สั้นกว่าเดิมและได้ใจความเดียวกันเท่านั้นเอง ดังที่เราเข้าใจจากคำพูดของท่านในบทนำของหนังสือ
‎- เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผมจึงขอนำเสนอนัศหรือสำนวนที่มีระบุในหนังสือเดิม (อัลบัดรุลมุนีร) มาเทียบกับสำนวนของอิบนุหะญัรในหนังสือ (อัตตัลคีส) ให้เราได้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วหุก่มดังกล่าวไม่ใช่เป็นหุก่มที่ได้จากการศึกษาสายรายงานของอิบนุหะญัรเอง แต่เป็นหุก่มที่ท่านได้สรุปรวบยอดจากความหมายของหนังสือเดิมต่างหาก ดังนี้
อิบนุลมุลักกินกล่าวว่า
‏ (... إسناده لا أعلم به بأسا، ... وقال أبو حاتم: سعيد الأزدي عن أبي أمامة الباهلي روى عنه "..." سمعت أبي ‏يقول ذلك، ... قلت: لكن حديثه هذا له شواهد يعتضد بها ... ومنها ما رواه سعيد بن منصور في سننه عن راشد ‏بن سعد وضمرة بن حبيب وحكم بن عمير، قالوا (إذا سوي على الميت قبره ...)‏
قلت: لكن قال الأثرم، قلت لأبي عبد الله ? يعني ابن حنبل -: فهذا الذي تصنعونه إذا دفن الميت !... يشير بذلك ‏إلى حديث أبي أمامة السالف.‏
‎(ดูหนังสืออัลบัดรุลมุนีร เล่ม 5 หน้า 334 ? 339)‎
ข้อความข้างต้นสอดคล้องชนิดคำต่อคำกับที่มีระบุอยู่ในหนังสืออัตตัลคีส นอกจากบางประโยคเท่านั้นเอง ดังคำชี้แจงต่อไปนี้
‎1. คำกล่าวของอิบนุหะญัรที่ว่า ‎‏(وإسناده صالح)‏‎ หมายความว่า ?และสายรายงานของมันอยู่ในระดับที่ดี? คำนี้ตามทัศนะของอิบนุ‎หะญัรจะหมายความว่า ?เป็นสายรายงานที่ไม่อ่อนมาก และสามารถนำมาเป็นตัวยืนเพื่อหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนเพื่อยกระดับให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่หะสันเป็นอย่างน้อย? (ดูเพิ่มเติมในหนังสือ เกาะวาอิด อัตตะหฺดีษ หน้า 90 และชัรหฺนัคบะตุลฟิกรฺ หน้า 25)‎
คำถามก็คือ อิบนุหะยัรเอาคำว่า ‎‏(إسناده صالح)‏‎ นี้มาจากไหน มันจะเป็นคำพูดของอิบนุหะญัรเอง เพื่อบ่งบอกว่า ?สายรายงานของหะดีษอบีอุมามะฮฺเป็นสายรายงานที่ไม่อ่อนมากและสามารถยกระดับให้ดีขึ้นเมื่อมีสายรายงานอื่นมาพยุง หรือว่าเป็นคำย่อสรุป‎จากคำพูดของอิบนุลมุลักกินอีกทอดหนึ่ง ?‎
คำตอบคือ คำนี้เป็นย่อสรุปจากคำพูดของอิบนุลมุลักกิน ไม่ใช่คำตัดสินชี้ขาดของอิบนุหะญัรเกี่ยวกับสถานะของสายรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ ซึ่งท่านได้สรุปความจากคำพูดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า‎
إسناده لا أعلم به بأسا... لكن حديثه هذا له شواهد يعتضد بها
‎?สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนี้ ฉันไม่รู้ว่ามันมีปัญหา (หรือเปล่า)... แต่ว่า สำหรับหะดีษนี้มีชะวาฮิด (พยานจากหะดีษอื่นๆ) ‎ที่ทำให้มันสามารถยกระดับ (ให้ดีขึ้น)‎
คำชี้แจง
‎1.‎ คำพูดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า (ฉันไม่รู้ว่ามันมีปัญหา หรือเปล่า) นี้บ่งบอกว่าท่านไม่รู้จักสถานะด้านความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่รายงานหะดีษอบูอุมามะฮฺ ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของอัลหัยษะมีย์ ในหนังสือมัจมะอฺอัซซะวาอิดที่กล่าวว่า ‎في ‏إسناده جماعة لم أعرفهم‎ ?ในสายรายงานมีนักรายงานกลุ่มหนึ่งที่ฉันไม่รู้จักเขา? ‎
‎2.‎ ในเมื่อมีนักรายงานที่มัจฮูลอยู่ทำไมอิบนุลมุลักกินจึงระบุว่าสามารถใช้เป็นตัวยืนเพื่อหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนได้? ‎คำตอบก็คือ ตามทัศนะที่ถูกต้อง บรรดานักรายงานที่มัจฮูลเราไม่สามารถจะหุก่มว่ะดีษของเขาอ่อน หรือถูกทิ้ง หรือถูกต้อง (ตะวักกุฟ) จนกว่าจะเป็นที่ประจักษ์แก่เราว่าสถานะที่แท้จริงเขาพวกเขาเป็นอย่างไร แต่เมื่อใดมีสายรายงานอื่นที่มีสายรายงานที่ดี หรือมีน้ำหนักมากกว่า และเนื้อหาของมันมีความหมายเดียวกันกับหะดีษข้างต้น หรือความหมายของมัน‎ส่วนใหญ่สอดคล้องกับหะดีษข้างต้น จึงจะถือว่าหะดีษที่รายงานโดยนักรายงานที่มีมัจฮูลสามารถยกระดับขึ้นไปอยู่ในระดับที่ดีกว่าเดิม และการยกระดับดังกล่าวไม่ได้หมายความเป็นการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่มัจฮูลเหล่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของเนื้อหาที่พวกเขารายงานต่างหาก ดังนั้นเมื่อใดที่เราสามารถค้นพบว่า นักรายงานคนใดในสายรายงานดังกล่าวมีสถานะที่อ่อนมากๆ หรืออ่อนประเภทที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรได้ หะดีษดังกล่าวก็จะตกไปเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือเฎาะอีฟที่ไม่สามารรถสรรหาสายรายงานอื่นๆมาค้ำจุนและสนับสนุนทันที ‎
‎3.‎ คำชี้แจงในข้อสองนี้เองที่เป็นที่มาของคำสรุปที่อิบนุหะญัรระบุในอัตตัลคีสว่า ?อิสนาดุฮุศอลิห์? เพราะคำว่า ?ศอลิหฺ? ‎ตามทัศนะของอิบนุหะญัร จะหมายถึงหะดีษที่มีสายรายงานที่ไม่อ่อนมาก และสามารถนำมาพยุงและยกระดับได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ดูคำอธิบายในข้อ 1 บนสุด) วัลลอฮุอะอฺลัม
‎4.‎ ในเมื่อเราสามารถหาข้อสรุปได้ว่า มีนักรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ บางท่านมีสถานะที่มัตรูก และได้ข้อสรุปว่าหะดีษอบูอุมามะฮฺมีสายรายงานที่ ?เฎาะอีฟญิดดัน? ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรเพื่อยกระดับของมันให้ดีขึ้น ด้วยการสรรหาสายรายงานอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาพยุง คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ?อิสนาดุฮุศอลิหฺ? หรือคำพุดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า ?ละฮู ชะวาฮิด ยะอฺดิดุ บิฮา? นี้จึงไม่มีค่าใดๆอีกต่อไป วัลลอฮุอะอฺลัม

al-azhary

คุณ MPW.SO ครับ หนังสือ ตัตตัลคีศ อัลหะบีร นั้น ท่านอิบนุหะญั้รคัดย่อมาจากหนังสือบัดรุลมุนีร ก็จริง ในขณะเดียวกัน ท่านอิบนุหะญัร ก็ทำการวินิจฉัยหลักการของหะดิษเองด้วยนะครับ

รายงานละเอียด ค่อยว่ากัน อินชาอัลเลาะฮ์ และถือว่าเสวนาได้ตรงประเด็นมากเลยครับ นี่ซิครับ เขาเรียกว่า เสวนาเชิงวิชาการ

MPW.SO

 ต่อครับ

คำต่อมาคือ คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ?และแท้จริงอัดฎิยาอ์ได้ระบุว่ามันมีสายรายงานที่แข็งแรงในหนังสืออะหฺกามของท่าน? ซึ่งเป็นอีกประโยคหนึ่งที่อิบนุหะญัรได้เพิ่มเติมจากเนื้อหาเดิม ซึ่งท่านได้นำเอามาจากหนังสือตัครีจของท่านอื่นๆเล่มใดเล่มหนึ่ง ตามที่ท่านได้เกริ่นไว้ในบทนำ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ข้อชี้แจง
‎1. ที่จริงคำนี้ไม่ได้หมายความว่า ท่านอัดฎิยาอ์ได้บันทึกลงในหนังสือของท่านอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้นแข็งแรง แต่เนื่องจากว่าอุละมาอ์พบว่า ท่านอัดฎิยาอ์ได้บันทึกหะดาอบูอุมามะฮฺ หรือหะดีษตัลกีนนี้ไว้ในหนังสืออะหฺกามของท่าน ซึ่งท่านได้ระบุในบทนำว่า จะรวบรวมเอาหะดีษเศาะหีหฺเท่านั้น (รวมถึงหะดีษหะสันด้วย) ไว้ในหนังสือของท่าน ‎ดังนั้นทุกๆหะดีษที่มีระบุในหนังสืออะหฺกามของท่าน อุละมาอฺจึงระบุว่าเป็นหะดีษที่ท่านได้คัดเลือกไว้แล้วว่ามีสายรายงานที่เข้มแข็ง นี่คือที่มาของคำพูดของอุละมาอฺที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ดังนั้นคำพูดที่ว่า ?ท่าน อัล-หาฟิซฺ อัฏฏิยาอ์ ‎‎(ฏิยาอุดดีน) กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-อะหฺกามของท่านว่า หะดิษนี้ ‎قوى ‏‎ มีน้ำหนัก" จึงไม่ถูกต้อง

‎2. เราอย่างลืมว่า หะดีษต่างๆที่ท่านได้บันทึกลงไปในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺของท่านนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามและการอิจญ์ติฮาดของท่าน ซึ่งย่อมมีที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ท่านตั้งไว้ และย่อมมีที่ไม่สอดคล้อง ถึงแม้จะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม
อัลกัตตานีย์กล่าวในหนังสือ (อัรริสาละฮฺ อัลมุสตัฏเราะฟะฮฺ หน้า 22) ว่า
‎?หนังสืออะหฺกามของอัดฎิยาอ์ถูกเรียงตามลำดับมุสนัด ตามหุรูฟมุอฺญัม ไม่ใช่ตามหัวข้อ (บาบ) ต่างๆ... แต่ท่านหนังสือไม่สมบูรณ์ ‎‎(ท่านเขียนไม่จบ) ท่านยึดมั่นกับหะดีษที่เศาะหีหฺ และท่านได้ระบุบางหะดีษที่ไม่เคยมีผู้ใดกล่าวว่าเศาะหีหฺมาก่อน และแน่แท้มัน‎สามารถยอมรับได้ในสิ่งนั้น นอกจากบางหะดีษทีน้อยมากที่ได้ถูกตำหนิ?‎
มีระบุในหนังสือ (อัลอัจญ์วิบะฮฺ อัลฟาฎิละฮฺ หน้า 153) หลังจากที่ได้ยกคำพูดของอัลกัตตานีย์ข้างต้นว่า ?บางทีอัลหาฟิซ อัดฎิยาอ์ ‎อัลมักดิสีย์ อาจจะยังไม่ทันปฏิบัติตามคำสัญญาที่ได้ให้ ไว้ว่ายึดมั่นกับสิ่งที่เศาะหีหฺเท่านั้น เพราะท่านไม่ทันได้เขียนหนังสือจนเสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งมีเวลาที่จะมาขัดเกลาและตรวจสอบ เพราะแท้จริง (เราพบว่า) มีบางหะดีษที่เฎาะอีฟและมุนกัรระบุอยู่ในหนังสือ?‎
และส่วนหนึ่งของหะดีษที่มีระบุในหนังสือดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามคำยืนยันของอัลหาฟิซอัดฎิยาอ์ คือหะดีษ
ركعتان من متأهل خير من ثنتين وثمانين ركعة من العزب
‎?การละหมาดสองร็อกอัตจากผู้ที่มีครอบครัว (แต่งงาน) แล้ว มีความประเสริฐกว่า การละหมาดจำนวน 82 ร็อกอัต จากผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว (โสด)? (อัลมุคตาเราะฮฺ 117/1, ดู รายละเอียดเพิ่มเติมในอัลสัลสะละฮฺ อัดเฎาะอีฟะฮฺ เลขที่ 640)‎
อัลหาฟิซ อิบนุหะญัรกล่าวใน อัฏรอฟ อัลมุคตาเราะฮฺว่า ‎
هذا حديث منكر ما لإخراجه معنى
‎?นี่เป็นหะดีษที่มุนกัร ไม่มีความหมายสำหรับการบันทึกหะดีษนี้ (ลงในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺ)? (ดู อัลละอาลีย์ อัลมัศนูอะฮฺ ของอัสสุยูฏีย์ เล่ม 2 หน้า 160)หมายความว่า ไม่สามารถยึดหะดีษนี้เป็นบรรทัดฐาน เพียงเพราะว่ามันมีระบุอยู่ในหนังสือของอัดฎิยาอ์ ‎ว่ามันถูกต้องและมีน้ำหนัก ‎
และยังมีหะดีษอื่นๆอีกมากมายที่อัดฎิยาอ์ได้บันทึกไว้ในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺของท่าน และได้รับการคัดค้านจากอุละมาอฺ (ดูตัวอย่างหะดีษที่ถูกคัดค้านในหนังสือ ฟัยฎุลเกาะดีร ของอัลมุนาวีย์ 1/85, 142, 469)‎
ดังนั้น การที่หะดีษอบูอุมามะฮฺมีระบุอยู่ในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺหรือหนังสืออัลอะหิกามของอัดฎิยาอ์ จึงมิได้หมายความว่าเป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของสายรายงานเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้น เป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือมุนกัรตามทัศนะของอัลบานีย์ ซึ่งเราสามารถยืมเอาคำพูดของอิบนุหะญัรข้างต้นมา ‎ตอบโต้ต่อผู้ที่อ้างคำกล่าวของอุละมาอ์ที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ว่า
هذا حديث منكر ما لإخراجه معنى
‎?นี่เป็นหะดีษที่มุนกัร (หรือเฎาะอีฟญิดดัน) ไม่มีความหมายสำหรับการบันทึกหะดีษนี้ (ลงในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺ)? วัลลอฮุอะอ์‎ลัม

MPW.SO

อ้างจาก: al-azhary ที่ วันนี้ เวลา 00:00
คุณ MPW.SO ครับ หนังสือ ตัตตัลคีศ อัลหะบีร นั้น ท่านอิบนุหะญั้รคัดย่อมาจากหนังสือบัดรุลมุนีร ก็จริง ในขณะเดียวกัน ท่านอิบนุหะญัร ก็ทำการวินิจฉัยหลักการของหะดิษเองด้วยนะครับ

รายงานละเอียด ค่อยว่ากัน อินชาอัลเลาะฮ์ และถือว่าเสวนาได้ตรงประเด็นมากเลยครับ นี่ซิครับ เขาเรียกว่า เสวนาเชิงวิชาการ
----------------

ผมไม่ปฏิเสธในสิ่งที่คุณอัซฮารีได้กล่าวไว้ แต่ที่ผมได้กล่าวไปนั้น เป็นการกล่าวสรุปโดยภาพรวมของเนื้อหาหนังสือ ซึ่งแน่นอนว่าอัลหาฟิซได้เพิ่มเติมประโยชน์อื่นๆอีกมากมายในส่วนที่เป็นรายละเอียดของสายรายงานให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วท่านจะเริ่มต้นคำพูดของท่านด้วยคำว่า قلت หรือคำว่า تنبيه เสมอ เพื่อเป็นการแบ่งแยกระหว่างเนื้อความเดิมกับสิ่งที่ท่านได้เพิ่มเติมเข้าไป

ส่วนคำพูดของคุณอัซฮารีที่ว่า ท่านจะทำการวินิจฉัยหลักการของหะดีษเองด้วยนั้น ถ้าคุณอัซฮารีสามารถนำเสนอเพื่อให้พวกเราได้ร่วมกันศึกษาก็จะเป็นการดีมากๆ แต่ถ้าคุณอัซฮารีมีความตั้งใจ้เช่นนั้นจริง ผมขอเสนอให้เปิดกระดานเสวนาต่างหาก ไม่ใช่กระดานนี้

แต่ที่เราให้ความสำคัญและหมายถึงในที่นี้ คือ คำกล่าวของอิบนุหะญัรเกี่ยวกับหะดีษอบุอุมามะฮฺที่ว่า إسناده صالح เป็นการเฉพาะ ว่าเป็นทัศนะส่วนตัวของท่านจริงหรือไม่เท่านั้นเอง เพื่อที่เราจะได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของหะดีษนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำกล่าวดังกล่าวไปขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำชี้ขาดของท่านในหนังสือนะตาอิจอัลอัฟการที่ว่า

حديث غريب وسند الحديث من الطريقين ضعيف جدا

ซึ่งตามที่เราได้ทราบมาแล้วว่า หะดีษที่มีสายรายงานที่เฎาะอีฟญิดดันนั้น ตามทัศนะของท่าน لا يكون صالحا للانجبار والاعتضاد "ไม่สามารถเป็นหะดีษที่มีสถานะดีสำหรับการพยุงหรือยกระดับได้"

ดังนั้น ถึงแม้เราจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า อิบนุหะญัรได้ใช้ทัศนะส่วนตัวของท่านในการหุกม หรือตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับสายรายงานหรือสถานะของหะดีษบางหะดีษในหนังสืออัตตัลคีสจริงก็ตาม มันก็ไม่กระทบต่อข้อสรุปที่ได้กล่าวไว้แล้วดังกล่าวแต่อย่างใด วัลลอฮุอะอฺลัม วัลลอฮุอะอฺลัม

MPW.SO

ขอต่อครับ

‎สมมุติว่า คำว่า ‎إسناده صالح‎ นี้เป็นคำพูดหรือการหุกมสายรายงานของท่านอิบนุหะญัรจริง แต่เราก็อย่าลืมว่า ท่านได้หุก่มหะดีษนี้เช่นกันในหนังสือนะตาอิจุลอัฟการของท่านว่า
حديث غريب وسند الحديث من الطريقين ضعيف جدا
‎?เป็นหะดีษที่แปลก และสายรายงานของหะดีษจากทั้งสองสายรายงาน เฎาะอีฟญิดดัน (อ่อนมาก)? (ดู อัลฟุตูหาต ‎อัรร็อบบานียะฮฺ ของ อัลอัลลาน, เล่ม 4 หน้า 196)‎

ดังนั้น การที่เรารับเอาทัศนะที่ว่า ‎إسناده صالح‎ เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจต่อทัศนะหลัง และยืนยันอย่างเป็นนี่คือ‎ทัศนะของอิบนุหะญัรที่เราต้องยึดมั่นไว้เกี่ยวกับสายรายงานของหะดีษอบุอุมามะฮฺ จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ‎แต่ที่ถูกต้องคือ เราจำเป็นต้องศึกษาและหาข้อสรุปให้ได้ว่า ทัศนะไหนกันแน่ที่เป็นทัศนะที่อิบนุหะญัรพอใจที่สุด ‎และเป็นทัศนะสอดคล้องกับหลักการศึกษาทางวิชาการมากที่สุด เมื่อเราได้ข้อสรุปแล้ว เราจึงค่อยกำหนดจุดยืนที่เปี่ยมด้วยความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น พร้อมกับชี้แจงเหตุผลที่เป็นวิชาการว่าทำไมเราถึงรับเอาคำพูดของท่านคำนี้มาเป็นบรรทัดฐานและทำไมเราถึงละทิ้งคำพูดของท่านอันนั้น และปฏิเสธว่าไม่น่าจะใช่ทัศนะที่ท่านพึงพอใจ‎ที่สุด

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอสรุปว่า ตามหลักการศึกษาทางวิชาการแล้ว คำพูดของอิบนุหะญัรที่มีน้ำหนักมากกว่าน่าจะเป็นคำพูดประโยคหลังของท่านที่ว่า ?เป็นหะดีษที่แปลก และสายรายงานของหะดีษจากทั้งสองสายรายงาน เฎาะอีฟญิดดัน (อ่อนมาก)? ด้วยเหตุผลหลักสองประการ‎
‎1.‎ เป็นทัศนะที่สอดคล้องกับหลักการศึกษาทางวิชาการมากที่สุด
‎2.‎ ถ้าเราสังเกตจากประวัติการเขียนหนังสือของท่านระหว่าง ระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?อัตตัลคีส? กับระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?นะตาอิญุลอัฟการ? เราพบว่า หนังสืออัตตัลคีสถูกเขียนขึ้นก่อนปี ฮ.ศ. 820 ‎เพราะมีระบุในเล่มแรกของฉบับเมนูสคริปว่า ท่านเขียนเสร็จภายในปี 819 และมีการตรวจทานภายในปี ฮ.ศ. ‎‎820 (ดู หนังสือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ วะดิรอสะตุมุศ็อนนะฟาติฮี หน้า 381)
ในขณะที่หนังสือ ?นะตาอิญุลอัฟการ? หรือ ?อะมาลีอัลอัซการ? ท่านได้เริ่มเขียนเมื่อวันอังคารที่ 7 เดือนเศาะฟัร ปี ฮ.ศ. 837 และ‎ท่านได้เขียนต่อไปอย่างต่อเนื่องและหยุดชะงักลงเนื่องเพราะอาการป่วยของท่านเมื่อวันอังคารที่ 15 เดือนซุลเกาะดะฮฺ ปี ฮ.ศ. 852 ซึ่งเป็นปีที่ท่านเสียชีวิต (ดู หนังสือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ วะดิรอสะตุมุศ็อนนะฟาติฮี หน้า 318, 378)
ดังนั้น จึงเท่ากับว่าทัศนะเก่าของท่านที่ค้านกับทัศนะใหม่ที่มีระบุในหนังสือเล่มล่าสุดนี้ เป็นทัศนะที่ท่านได้ยกเลิกและโมฆะไปแล้ว และส่วนหนึ่งของทัศนะเก่าที่ได้ถูกยกเลิกด้วยทัศนะใหม่ที่มีระบุในหนังสือนะตาอิญุลอัฟการซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตนี้คือ ทัศนะของท่านเกี่ยวกับหะดีษอบีอุมามะฮฺที่มีระบุในหนังสืออัตตัลคีสที่ว่า ‎إسناده صالح‎ วัลลอฮุอะอฺลัม
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:52 AM »
0

al-azhary

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

การถกเสวนาที่ผมกำลังจะนำเสนอนี้ ผมขอเรียนก่อนว่า จะนำเสนอถกเชิงวิชาการโดยการอ้างอิงประเด็นสำคัญ ๆ ที่คุณ MPW.SO นำเสนอมาเท่านั้นนะครับ เพราะหากจะโต้ตอบอ้างอิงทั้งหมด มันจะเสียเวลาผม และจะทำให้ประเด็นนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุทำให้การเสวนาไม่แจ่ม
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
คำถามก็คือ อิบนุหะยัรเอาคำว่า ‎‏(إسناده صالح)‏‎ นี้มาจากไหน มันจะเป็นคำพูดของอิบนุหะญัรเอง เพื่อบ่งบอกว่า ?สายรายงานของหะดีษอบีอุมามะฮฺเป็นสายรายงานที่ไม่อ่อนมากและสามารถยกระดับให้ดีขึ้นเมื่อมีสายรายงานอื่นมาพยุง หรือว่าเป็นคำย่อสรุป‎จากคำพูดของอิบนุลมุลักกินอีกทอดหนึ่ง ?‎
คำตอบคือ คำนี้เป็นย่อสรุปจากคำพูดของอิบนุลมุลักกิน ไม่ใช่คำตัดสินชี้ขาดของอิบนุหะญัรเกี่ยวกับสถานะของสายรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ
--------------------

คำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรนั้น ถือเป็นการยอมรับและให้การสอดคล้องกับคำพูดของท่านอิบนุลมุลักกิน และคำพูดของท่านอิบนุหะญัรนี้ ก็สอดคล้องกับหลักพิจารณาหะดิษของท่านในการแสวงหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนหะดิษ
บางหะดิษบางท่าน คิดว่า ชาฮิด คือ ตาบิอ์ หรือ ตาบิอ์ คือ ชาฮิด ไม่ว่าจะเป็น ชาฮิด หรือ ตาบิอ์ เรื่องนี้ ท่าน ดร. มะห์มูด อัฏเฏาะห์หาน ได้กล่าวว่า

والأمر سهل كما قال إبن حجر ، لأن الهدف منهما واحد ، وهو تقوية الحديث بالعثور على رواية أخرى للحديث

"เรื่องนี้ เป็นความง่ายดาย ตามที่ท่านอิบนุหะญัรได้กล่าวไว้ เพราะจุดมุ่งหมายจากทั้งสอง (ชาฮิดกับตาบิอ์)นั้น กรณีเดียวกัน คือ การทำให้มีนักหนักกับหะดิษ ด้วยการค้นหารายงานอื่นให้กับหะดิษนี้" ดู หนังสือ ชัรห์ อันนุคบะฮ์ หน้า 38 ถ่ายทอดจากหนังสือ ตัยซีร มุสต่อลาห์ อัลหะดิษ หน้า 142

และหากเราไปอ่านหนังสือ อัตตัลคีศ อัลหะบีร เราจะพบว่าบางครั้ง ท่านอิบนุหะญัร ได้ทำการวิจารณ์สายรายงาน ขัดกับท่านอิบนุ อัลมุลักกิน และหากว่าท่านอิบนุหะญัร ไม่ได้ทำการวิจารณ์มัน นั่นก็ย่อมหมายความว่า ท่านอิบนุหะญัร ได้ให้การยอมรับหลักพิจารณานั้น โดยไม่วิจารณ์ และยิ่งกว่านั้น การหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนหะดิษ ย่อมเป็นหลักการของท่านอิบนุหะญัรอีกด้วย

-------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
และการยกระดับดังกล่าวไม่ได้หมายความเป็นการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของนักรายงานที่มัจฮูลเหล่านั้น แต่เป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของเนื้อหาที่พวกเขารายงานต่างหาก
-------------

คำว่า ชาวะฮิด ที่นำมาสนับสนุนนั้น ไม่ได้หมายถึงการยืนยันน้ำหนักของเนื้อหาหะดิษเท่านั้น แต่ทว่า การรายงานด้วยสายรายงานอื่น นั้น มายืนยันว่ามีนักรายงานหะดิษอื่นมาร่วมหุ่นส่วนอยู่ด้วย เพื่อชดเชยการมัจญฮูลดังกล่าว เนื่องตาบิอีนที่รายงานจากท่านอบูอุมามะฮ์ คือ สะอีด อัลอัซดีย์ โดยที่สายรายงานที่ทำการรายงานจาก สะอีดอัลอัซฺดีย์นั้น มัจญฮูล (ไม่รู้สถานะภาพ) แต่มีสายรายงาน ถึง 3 รายงาน ที่ท่าน สะอีด บิน มันซูร ได้รายงานว่า มี ตาบิอีนถึง 3 ท่าน ที่รายงานว่า บรรดาซอฮาบะอ์ ได้ทำการอ่านตัลกีน ซึ่งตัลกีนดังกล่าวของซอฮาบะฮ์นั้น มีความหมายร่วม กับความหมายที่ท่านอบูอุมามะฮ์ได้รายงานจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้น สายรายงานของ ตาบิอีน 3 ท่าน ที่รายงานการกระทำของซอฮาบะฮ์เกี่ยวกับการอ่านตัลกีนนั้น ย่อมชี้ให้เห็นว่า บรรดาซฮาบะฮ์ได้กระทำการอ่านตัลกีน เพราะตามท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

----------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
ดังนั้นเมื่อใดที่เราสามารถค้นพบว่า นักรายงานคนใดในสายรายงานดังกล่าวมีสถานะที่อ่อนมากๆ หรืออ่อนประเภทที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรได้ หะดีษดังกล่าวก็จะตกไปเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือเฎาะอีฟที่ไม่สามารรถสรรหาสายรายงานอื่นๆมาค้ำจุนและสนับสนุนทันที
---------------

แต่เราค้นพบว่า ท่าน สะอีด บิน มันซูร ได้รายงานว่า มีตาบิอีน 3 ท่าน ยืนยันว่า ซอฮาบะฮ์ ได้ทำการอ่านตัลกีน ซึ่งสามสายรายงานนี้ สามารถมาสนับสนุนสายรายงานของ ท่านสะอัด อัลอัซดีย์ (ที่เป็นตาบีอีนเช่นเดียวกัน) ว่า ท่านอบูมามะฮ์ได้ทำการอ่านตัลกีน เพราะรายงานมาจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

-----------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
‎3.‎ คำชี้แจงในข้อสองนี้เองที่เป็นที่มาของคำสรุปที่อิบนุหะญัรระบุในอัตตัลคีสว่า ?อิสนาดุฮุศอลิหฺ? เพราะคำว่า ?ศอลิหฺ? ‎ตามทัศนะของอิบนุหะญัร จะหมายถึงหะดีษที่มีสายรายงานที่ไม่อ่อนมาก และสามารถนำมาพยุงและยกระดับได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (ดูคำอธิบายในข้อ 1 บนสุด) วัลลอฮุอะอฺลัม
-------------------

คุณเข้าใจไม่ถูกต้องตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร คำว่า "ศอลิหฺ" ตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร ณ ที่นี้ หมายถึง หะดิษหะซันลิฆัยริหฺ الحسن لغيره เนื่องจาหะดิษตัลกีน มี 3 สายรายงานมาสนับสนุน และบรรดานักปราชญ์ได้นำมาปฏิบัติ และอยู่ในเรื่องของฟะฏออิลอะมาล (คุณงามความดี)
ท่านอิบนุหะญัรกล่าวทัศนะคำพูดของท่าน อิบนุ อัลก๊อฏฏอน อัลฟาซีย์ ว่า

أن الحسن لغيره يعمل فى فضائل الأعمال ويتوقف الأحتجاج به فى بقية الأحكام ، حتى يوجد له عاضد أخر مثل كثرة الطرق ، أو تتابع أهل العلم على العمل به أو وجود شاهد صحيح له ، أو موافقة ظاهر القرأن له....والقلب إلى ما حرّره إبن القطان أميل

"แท้จริง หะดิษหะซันที่ได้รับการสนับสนุนจากสิ่งอื่นนั้น ถูกนำมาปฏิบัติเกี่ยวกับบรรดาคุณงามความดี จนกระทั่งว่า มีสายรายงานอื่นมาสนับสนุน เช่น มีสายรายงานจากหลาย ๆ หนทาง หรือนักปราชญ์ได้ปฏิบัติติดตามกันมา หรือมีหะดิษที่มาสนับสนุนที่ซอฮิหฺ หรือ สอดคล้องกับความหมายของอัลกุรอาน....และหัวใจของฉันนั้น โน้มเอียงไปยังสิ่งที่ท่าน อิบนุ อัลฏุตฏอน ได้แจกแจงไว้" ดู หนังสือ อันนุกัต ของท่านอิบนุหะญัร เล่ม 1 หน้า 402 - 403
ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวว่า

فهذا الحديث إن لم يثبت فاتصال العمل به فى سائر الأمصار والأعصار من غير نكير فى العمل به

" หะดิษนี้ (คือหะดิษของท่าน อบูอุมามะฮ์) ไม่ได้รับการยืนยันว่า ซอฮิหฺ แต่การอ่านตัลกีนนั้น ได้มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันมาในทุกยุคทุกสมัยโดยไม่มีผู้ใดตำหนิ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วในการปฏิบัติด้วยกันมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 39 ของท่านอิบนุ ก๊อยยิม )

ท่านอิบนุก๊อยยิมกล่าวอีกว่า

ويدل على هذا أيضا ما جرى عليه عمل الناس قديما والى الان من تلقين الميت فى قبره ولولا أنه يسمع ذلك وينتفع به لم يكن فيه فائدة وكان عبثا وقد سئل عنه الإمام أحمد رحمه الله تعالى فاستحبه واحتج عليه بالعمل

" และชี้ถึงการ (อนุญาติให้อ่านตัลกีน) นี้เช่นกัน คือสิ่งที่บรรดานักปราชญ์ได้ดำเนินกระทำการปฏิบัติกันมาตั้งแต่ยุคก่อน จนถึงปัจจุบัน ในการอ่านตัลกีนมัยยิด และหากว่า มัยยิดไม่ได้ยิน(ตัลกีน) ดังกล่าว หรือไม่ได้รับประโยชน์จากมัน ก็ย่อมไม่มีผลประโยชน์อันใดและย่อมเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และท่านอิมามอะหฺมัด(ร.ฏ.) ได้ถูกถามได้เคยถูกถามเกี่ยวกับตัลกีน ดังนั้น (ท่านอิมามอะหฺมัดตอบว่า) มันเป็นสิ่งที่ดี และท่านได้อ้างหลักฐานต่อหะดิษดังกล่าว โดยนำมาปฏิบัติด้วยกับมัน " (ดู หนังสือ อัร-รั๊วะหฺ หน้า 38 )

al-azhary

อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
‎4.‎ ในเมื่อเราสามารถหาข้อสรุปได้ว่า มีนักรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ บางท่านมีสถานะที่มัตรูก และได้ข้อสรุปว่าหะดีษอบูอุมามะฮฺมีสายรายงานที่ ?เฎาะอีฟญิดดัน? ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรเพื่อยกระดับของมันให้ดีขึ้น ด้วยการสรรหาสายรายงานอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาพยุง คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ?อิสนาดุฮุศอลิหฺ? หรือคำพุดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า ?ละฮู ชะวาฮิด ยะอฺดิดุ บิฮา? นี้จึงไม่มีค่าใดๆอีกต่อไป วัลลอฮุอะอฺลัม
--------------------

เมื่อคุณเข้าใจสิ่งที่ผมได้นำเสนอ หลักการของท่านอิบนุหะญัรแล้ว คำว่า "สายรายงานศอลิหฺ" นั้น ได้ถูกยกระดับจาก สายรายงานของ ตาบิอีนถึง 3 ท่าน หากแม้ว่า มีสายรายงานเดียวว่า ซอฮิหฺ ถือว่า อยู่ในหลักการของท่านอิบนุหะญัรแล้ว และนักปราชญ์ได้ทำการปฏิบัติติดต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ตามที่ท่านอิบนุก๊อยยิมได้กล่าวยืนยันไว้ และท่านอัศศ๊อนอานีย์เอง ก็ยืนยันไว้ว่า มีนักปราชญ์ปฏิบัติกันมาก นั่นย่อมหมายถึงว่า ท่านอิบนุหะญัร ได้ยอมรับ คำพูดของท่านอิบนุลมุลักกิน เพราะสอดคล้องกับหลักพิจารณาหะดิษของท่านอิบนุหะญัร ดังนั้น สายรายงานของท่านอบูอุมามะฮ์ จึงมีค่าครับ เพราะได้รับการสนับสนุนจากสายรายงานถึง ตาบิอีน 3 ท่าน และบรรดานักปราชญ์มากมายได้ยึดถือมาปฏิบัติ แล้วมันจะไม่มีคุณค่าได้อย่างไร? วัลลอฮุอะลัม

-------------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
ท่านอัดฎิยาอ์ได้บันทึกหะดาอบูอุมามะฮฺ หรือหะดีษตัลกีนนี้ไว้ในหนังสืออะหฺกามของท่าน ซึ่งท่านได้ระบุในบทนำว่า จะรวบรวมเอาหะดีษเศาะหีหฺเท่านั้น (รวมถึงหะดีษหะสันด้วย) ไว้ในหนังสือของท่าน ‎ดังนั้นทุกๆหะดีษที่มีระบุในหนังสืออะหฺกามของท่าน อุละมาอฺจึงระบุว่าเป็นหะดีษที่ท่านได้คัดเลือกไว้แล้วว่ามีสายรายงานที่เข้มแข็ง นี่คือที่มาของคำพูดของอุละมาอฺที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ดังนั้นคำพูดที่ว่า ?ท่าน อัล-หาฟิซฺ อัฏฏิยาอ์ ‎‎(ฏิยาอุดดีน) กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-อะหฺกามของท่านว่า หะดิษนี้ ‎قوى ‏‎ มีน้ำหนัก" จึงไม่ถูกต้อง
-----------------------

คำว่า ‎قوى นั้น หมายถึง ได้รับการสนับสนุนให้มีน้ำหนัก เขาเรียกว่า تقوية (ตักวียะฮ์) ซึ่งอย่างน้อยก็อยู่ในหะดิษหะซันด้วยเช่นกัน

--------------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
ดังนั้น การที่หะดีษอบูอุมามะฮฺมีระบุอยู่ในหนังสืออัลมุคตาเราะฮฺหรือหนังสืออัลอะหิกามของอัดฎิยาอ์ จึงมิได้หมายความว่าเป็นการยืนยันถึงความมีน้ำหนักของสายรายงานเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า สายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้น เป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟญิดดัน หรือมุนกัรตามทัศนะของอัลบานีย์ ซึ่งเราสามารถยืมเอาคำพูดของอิบนุหะญัรข้างต้นมา ‎ตอบโต้ต่อผู้ที่อ้างคำกล่าวของอุละมาอ์ที่ว่า ‎‏(وقد قواه الضياء في أحكامه)‏‎ ว่า
------------------

แต่หะดิษตัลกีนนั้น มีน้ำหนัก โดยมีสายรายงานอื่นมาสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านอัฏฏิยาอ์ ย่อมทราบถึงว่า มีรายงานจาก ตาบิอีน ถึง 3 ท่านมาสนับสนุน และบรรดานักปราชญ์ทำการปฏิบัติต่อเนื่องกันมา และสามารถสนับสนุนสายรายงานของท่าน สะอัด อัลอัซฺดีย์ (ตาบิอีน) ที่รายงานจากท่านอบูอุมามะฮ์
ดังนั้น อัลบานีย์ กล่าวมาได้อย่างไรว่า สามารถยืมคำพูดของท่านอิบนุหะญัรมาตอบโต้ ทั้งที่ท่านอิบนุหะญัรเอง ก็มีหลักการเดียวกับท่านอัฏฏิยาอ์ ในการสนับสนุนหะดิษ ที่ว่า

ท่านอิบนุหะญัรกล่าวทัศนะคำพูดของท่าน อิบนุ อัลก๊อฏฏอน อัลฟาซีย์ ว่า

أن الحسن لغيره يعمل فى فضائل الأعمال ويتوقف الأحتجاج به فى بقية الأحكام ، حتى يوجد له عاضد أخر مثل كثرة الطرق ، أو تتابع أهل العلم على العمل به أو وجود شاهد صحيح له ، أو موافقة ظاهر القرأن له....والقلب إلى ما حرّره إبن القطان أميل

"แท้จริง หะดิษหะซันที่ได้รับการสนับสนุนจากสิ่งอื่นนั้น ถูกนำมาปฏิบัติเกี่ยวกับบรรดาคุณงามความดี จนกระทั่งว่า มีสายรายงานอื่นมาสนับสนุน เช่น มีสายรายงานจากหลาย ๆ หนทาง หรือนักปราชญ์ได้ปฏิบัติติดตามกันมา หรือมีหะดิษที่มาสนับสนุนที่ซอฮิหฺ หรือ สอดคล้องกับความหมายของอัลกุรอาน....และหัวใจของฉันนั้น โน้มเอียงไปยังสิ่งที่ท่าน อิบนุ อัลฏุตฏอน ได้แจกแจงไว้" ดู หนังสือ อันนุกัต ของท่านอิบนุหะญัร เล่ม 1 หน้า 402 - 403

ดังนั้น เราจึงสามารถยืมคำพูดของท่านอิบนุหะญัร มาโต้ตอบ การกล่าวอ้างของอัลบานีย์ได้ครับ

al-azhary

อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
‎2.‎ ถ้าเราสังเกตจากประวัติการเขียนหนังสือของท่านระหว่าง ระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?อัตตัลคีส? กับระยะเวลาที่ท่านเขียนหนังสือ ?นะตาอิญุลอัฟการ? เราพบว่า หนังสืออัตตัลคีสถูกเขียนขึ้นก่อนปี ฮ.ศ. 820 ‎เพราะมีระบุในเล่มแรกของฉบับเมนูสคริปว่า ท่านเขียนเสร็จภายในปี 819 และมีการตรวจทานภายในปี ฮ.ศ. ‎‎820 (ดู หนังสือ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ วะดิรอสะตุมุศ็อนนะฟาติฮี หน้า 381)
---------------------

คุณไม่สมควรเปรียบเทียบประวัติการแต่งหนังสือของท่านอิบนุหะญัร ระหว่างหนังสือ "อัตตัลคีศ" กับหนังสือ "นะตาอิญุลอัฟการ" เนื่องจากหนังสือ นะตาอิญุลอัฟการเป็นการวิจารณ์เชิงหะดิษ แต่หนังสือ อัตตัลคีศ วิจารณ์หะดิษเชิงฟิกห์ที่ต้องการหลายปัจจัยแวดล้อมมาสนับสนุน และอาจจะมีการกล่าวอ้างได้ว่า ทัศนะการฮุกุ่มหะดิษในหนังสือ นะตาอิจญุลอัฟการ มายกเลิกทัศนะของท่านอิบนุหะญัร ในหนังสือ อัตตัลคีศ ทั้งที่หลังการพิจารณาในเชิงหะดิษกับเชิงฟิกห์ ย่อมแตกต่างกัน

เช่นหะดิษหนึ่ง ตามทัศนะของนักหะดิษแล้ว ถือว่า ฏออีฟ แต่ในเชิงฟิกห์ถือว่าซอฮิหฺ

เช่นท่านอิมามอัศสะยูฏีย์ กล่าวว่า

หะดิษของท่านอิบนุอับบาส ที่ว่า

من جمع بين صلاتين من غير عذر فقد أتى باباَ من أبواب الكبائر

قال : حسين بن قيس يلقب حنشا كذبه أحمد

قلت : الحديت أخرجه الترمذى وقال : حسين ضعفه أحمد وغيره والعمل على هذا الحديث عند أهل العلم ، فأشار بذلك الى أتت الحديث اعتضد بقول أهل العلم وخرج غير واحد بأن من دليل صحة الحديث قول أهل العلم به وإن لم يكن له إسناد يعتمد على مثله

"หะดิษของท่านอิบนุอับบาส ที่ว่า "ผู้ใดที่รวมระหว่างสองละหมาดโดยไม่มีอุปสรรค์ใด ๆ แท้จริง เขาย่อมนำมาซึ่งประตูหนึ่ง จากบรรดาประตูแห่งบาปใหญ่"

ท่านอิบนุ อัลเญาซีย์ กล่าวว่า หุซัยน์ บิน กัยซ์ ถูกเรียกฉายาว่า หันช์ ซึ่งท่านอะห์มัดได้กล่าวว่า เขานั้น ชอบโกหก

ฉัน(คือท่านอัศศะยูฏีย์) กล่าวว่า "หะดิษนี้ได้รายงานโดยท่านอัตติรมีซีย์ และเขากล่าวว่า ท่านอะหฺมัด และคนอื่น ๆ กล่าวว่า เขานั้น ฏออีฟ โดยทัศนะของนักปราชญ์ได้ปฏิบัติต่อหะดิษนี้ และแท้จริงได้ทำการนำเสนอโดยไม่ใช่คนเดียวว่า แท้จริง ส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่ซอฮิหฺของหะดิษนั้น คือคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์ หากแม้นว่าหะดิษไม่มีสายรายงานที่ยึดถือได้ก็ตาม" ดู หนังสือ อันนุกัต อัลบะดีอาต อะลา อัลเมาฏูอาต หน้า 72

และยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ระหว่างการพิจารณาหะดิษ ในเชิงของสายรายงานหะดิษ และพิจาณาหะดิษตามหลักของนิติศาสตร์

------------------
อ้างจาก: MPW.SO ที่ วันนี้ เวลา 00:33
แต่ที่เราให้ความสำคัญและหมายถึงในที่นี้ คือ คำกล่าวของอิบนุหะญัรเกี่ยวกับหะดีษอบุอุมามะฮฺที่ว่า إسناده صالح เป็นการเฉพาะ ว่าเป็นทัศนะส่วนตัวของท่านจริงหรือไม่เท่านั้นเอง เพื่อที่เราจะได้หาข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสถานะที่แท้จริงของหะดีษนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำกล่าวดังกล่าวไปขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำชี้ขาดของท่านในหนังสือนะตาอิจอัลอัฟการที่ว่า
حديث غريب وسند الحديث من الطريقين ضعيف جدا
ซึ่งตามที่เราได้ทราบมาแล้วว่า หะดีษที่มีสายรายงานที่เฎาะอีฟญิดดันนั้น ตามทัศนะของท่าน لا يكون صالحا للانجبار والاعتضاد "ไม่สามารถเป็นหะดีษที่มีสถานะดีสำหรับการพยุงหรือยกระดับได้"
------------------

การท่านอิบนุหะญัร ได้กล่าวว่า สองรายงานนั้น ฏออีฟญิดดัน(มาก ๆ)นั้น เพราะพิจารณาเพียงแค่สองสายรายงานของหะดิษเท่านั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงสายรายงานที่มาสนับสนุน และหนังสือนะตาอิจอัลอัฟการ เป็นหนังสือวิจารณ์เชิงหะดิษ ซึ่งแตกต่างกับหนังสือ อัตตัลคีศอัลหะบีร ที่เป็นตำราวิจารณ์หะดิษเชิงฟิกห์(นิติศาสตร์) หรือในเชิงปฏิบัติ ดังนั้น การจะปฏิบัติหะดิษใดหะดิษหนึ่งนั้น ต้องดู قرائن خارجة تعضده คือ ต้องดูหลักการแวดล้อมภายนอกที่มาสนับสนุน เช่น มีสายรายงานอื่นทั้ง 3 มาสนับสนุน และนักปราชญ์มากมายยอมรับและปฏิบัติสืบเนื่องกันมา นั่นคือการพิจารณาหะดิษในเชิงของนิติศาสตร์อิสลามซึ่งท่านอิบนุหะญัร ย่อมเข้าใจดีเกี่ยวกับกรณีนี้

ดังนั้น การที่คุณกล่าวว่า ท่านอิบนุหะญัร "ไม่สามารถเป็นหะดีษที่มีสถานะดีสำหรับการพยุงหรือยกระดับได้" นั่นเพียงแค่พิจารณาถึงเชิงหะดิษดังกล่าว แต่หากคุณจะนำทัศนะดังกล่าวของท่านอิบนุหะญัร มาบอกว่า ไม่สามารถสนับสนุนและพยุงหะดิษได้โดยรวม แต่ว่าหลักพิจารณาหะดิษในเชิงฟิกห์นั้น ท่านอิบนุหะญัร ได้ฮุกุ่มไว้เฉพาะเรียบร้อยแล้วว่า إسناده صالح "สายรายงานของมันนั้นศอลิหฺ" หมายถึง มี قرائن خارجة تعضده คือ ต้องดูหลักการแวดล้อมภายนอกที่มาสนับสนุน เช่น มีสายรายงานอื่นทั้ง 3 มาสนับสนุน และนักปราชญ์มากมายยอมรับและปฏิบัติสืบเนื่องกันมา

วัลลอฮุอะลัม
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 08:58 AM »
0
MPW.SO

ก่อนที่ผมจะเข้าไปคุยเกี่ยวกับชะวาฮีดต่างๆที่มาสนับสนุนหะดีษอบูอุมามะฮฺ ผมอยากได้คำตอบและความชัดเจนจากคุณอัซฮารีก่อนว่า

1. ตามทัศนะของคุณอัซฮารี หรือตามที่คุณอัซฮารีเรียนมา ทุกๆหะดีษที่มีสายรายงานอ่อนที่ไม่ถึงกับเมาฎู รวมถึงเฎาะอีฟญิดดัน สามารถยกสถานะของมันเป็นหะสันลิฆ็อยริฮฺด้วยหรือไม่อย่างไร
2. ตารมทัศนะของคุณอัซฮารี หรือตามที่คุณอัซฮารีเรียนมา ทุกๆนักรายงานที่ถูกระบุว่าอ่อน รวมถึงผู้ที่ถูกระบุว่า มัตรูกุลหะดีษ มุตตะฮัม บิลวัฎอิ หรือกัซซาบ สามารถนำมาอิอฺติบารเพื่อหาสายรายงานอื่นมาสนับสนุนด้วยหรือไม่ อย่างไร กรุณาชี้แจงพร้อมหลักฐาน หรือแหล่งอ้างอิงมาสนับสนุนด้วย

ที่ผมอยากได้คำตอบและความชัดเจนเกี่ยวกับคำถามข้างต้น เพราะดูแล้ว เราจะขัดแย้งกันด้านหลักการบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าถ้ายังคงเป้นเช่นนี้อยู่ เราก็คงไม่สามารถจะดำเนินการเสวนาต่อไปได้ เพราะเราไม่มีเอกภาพด้านหลักการ ดังนั้นผมจึงคิดว่า ถ้าสามารถเข้าใจถึงหลักการที่คุณอัซฮารียึดมั่นอยู่ เราก็จะสามารถใช้หลักการดังกล่าวร่วมกันค้นหาข้อสรุปที่น่าพอใจที่สุดต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
ญะซากุมุลลอฮฺ

3. ในกระบวนการอิษบาตหุกมด้านนิติศาสตร์อิสลามหรืออุศูลุลฟิกฮฺ นอกจากกรณีอะมัลอะฮฺลุลมะดีนะฮฺที่อิมามมาลิกใช้อ้างแล้ว ไม่ทราบว่ามีอุละมาอฺท่านใดบ้างที่ระบุว่า อะมัลอะฮิลิชชาม สามารถนำมาเป็นข้ออ้างสำหรับอิษบาตหุกมหรือนำมาเป็นสักขีพยานเพื่อยืนยันถึงความมีที่มาหรือมีน้ำหนักของหุกม

MPW.SO

เพิ่มเติม.....
อัศศอ็นอานีย์กล่าวว่า

وقال في المنار : إن حديث التلقين هذا حديث لا يشك أهل المعرفة بالحديث في وضعه . وأنه أخرجه سعيد بن منصور في سنه عن ضمرة بن حبيب عن أشياخ له من أهل حمص فالمسئلة حمصية
وأما جعل " اسألوا له التثبيت فإنه الآن يسأل " : شاهداً له فلا شهادة فيه

และ(เจ้าของหนังสืออัลมะนัร )ได้กล่าวไว้ในอัลมะนัรว่า "แท้จริง หะดิษตัลกีน บทนี้(หะดิษอบีอุมามะอ) ไม่เป็นที่สงสัยใดๆเลยสำหรับผู้ที่รู้เรื่องหะดิษ ในเรื่อง การเป็นหะดิษเก๊ ของมัน และแท้จริง สะอีด บุตร มันศูร ได้บันทึกมันในสุนันของท่าน จากฎอ็มเราะฮ บิน หะบีบ จากบรรดาอาจารย์ของเขา ที่เป็นชาวหัมศิน ดังนั้น ประเด็นปัญหานี้เกี่ยวกับชาวหัมศิน และสำหรับ การนำเอาหะดิษที่ว่า "พวกท่านจงขอความมั่นคงให้แก่เขา เพราะขณะนี้ เขาถูกสอบสวนอยู่" มาสนับสนุนมัน(หะดิษอบีอุมามะฮ)นั้น ย่อมไม่สามารถเอามาสนับสนุนในนั้นได้ - สุบุลุสสลาม 1/72

‎1. อัสศ็อนอาอีย์ได้กล่าวทักท้วงอิบนุ อัลวะซีร ในหนังสือ (เตาฎีหฺ อัลอัฟการ ลิมะอานี ตันกีหฺ อัลอันซอร ‎หน้า 115) ที่กล่าวว่า ?หะดีษของกะษีร บิน อับดุลลอฮฺ อัลมุซะนีย์ ซึ่งรายงานโดยอัตติรมิซีย์ว่าเป็นหะดีษหะสัน เนื่องเพราะมีชะวาฮิดที่มาจากเศาะหาบะฮฺ 3 ท่าน และเป็นอะมัลของชาวมะดีนะฮฺ และเป็นทัศนะของอิมามมัซฮับทั้งสี่ท่านนั่นคือ มาลิก อัชชาฟิอีย์ อะหมัด และอิสหาก ซึ่งเป็นชะวาฮิดที่ดี ถึงแม้ว่าเราจะเคยอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า ไม่สามารถทำให้หะดีษยกระดับขึ้นเป็นหะสันได้สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมโกหก? ด้วยคำว่า ‎
أن كلام المصنف هاهنا يناقض ما سلف له قريبا من التصريح بأنه ضعيف بالمرة أي شديد الضعف مردود وذلك كأن ‏يكون راويه متهما بالكذب فإن حديثه لا يعتد به ولا ترفعه الشواهد إلى درجة المقبول
‎?แท้จริงคำพูดของผู้เขียน (อิบนุ อัลวะซีร) ในที่นี่ได้ไปขัดแย้งกับสิ่งที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ ซึ่ง (ท่าน) ได้ประกาศว่า (หะดีษที่) อ่อนมากๆ นั้นจะถูกปฏิเสธ อย่างเช่น ผู้รายงานหะดีษนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่โกหก เพราะแท้จริงหะดีษของเขาจะไม่ถูกพิจารณาด้วย (การรายงานของ) เขา และบรรดาชะวาฮีดต่างๆจะไม่สามารถยกระดับของมันให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่มักบูล (รับได้)‎

นี่คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามของคุณอัซฮารีข้างต้น ที่ว่าทำไมท่านอัสศ็อนอานีถึงมีทัศนะว่า สายรายงานของฎ็อมเราะฮฺ บิน หะบีบ ถึงไม่สามารถนำมาสนับสนุนได้ ?? รวมทั้งอะมัลที่มีการสืบทอดกันมาของชาวชามด้วย ‎

เหตุผลหลักที่ทำให้ที่ศ็อนอานีย์ไม่สนใจต่อชะวาฮีดต่างๆ รวมทั้งอาษารที่รายงานโดยฎ็อมเราะฮฺ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าหะดีษของฎ็อมเราะฮฺ บิน หะบีบ และอื่นๆ เฎาะอีฟ หรือไม่มีน้ำหนัก แต่เพราะท่านเห็นว่าชะวาฮิดต่างๆเหล่านั้นไม่สามารถเอื้อประโยชน์ใดๆได้เลยต่างหาก เพราะสถานะของหะดีษอบูอุมามะฮฺอยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้ความช่วยเหลือใดๆได้อีกต่อไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในสายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้นมีนักรายงานที่ถูกตราหน้าว่า กัซซาบอยู่ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้หะดีษอบูอุมามะฮฺตามสายรายงานดังกล่าวตกไปโดยปริยาย โดยไม่จำเป็นต้องไปสรรหาชะวาฮิดใดๆมาพยุง หรือค้ำจุนมันอีก ซึ่งเป็นทัศนะของญุมฮูรมุหัดดิษีน ‎และเป็นทัศนะของอัลหาฟิซเองด้วย และผมก็ได้เกริ่นมาแล้วตั้งแต่ต้นในสิ่งนี้

อ้างจาก: MPW.SO ที่ 07 มีนาคม 50 , 22:52

‎4.‎ในเมื่อเราสามารถหาข้อสรุปได้ว่า มีนักรายงานหะดีษอบีอุมามะฮฺ บางท่านมีสถานะที่มัตรูก และได้ข้อสรุปว่าหะดีษอบูอุมามะฮฺมีสายรายงานที่ ?เฎาะอีฟญิดดัน? ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สามารถนำมาอิอฺติบัรเพื่อยกระดับของมันให้ดีขึ้น ด้วยการสรรหาสายรายงานอื่นที่มีความหมายเดียวกันมาพยุง คำพูดของอิบนุหะญัรที่ว่า ?อิสนาดุฮุศอลิหฺ? หรือคำพุดของอิบนุลมุลักกินที่ว่า ?ละฮู ชะวาฮิด ยะอฺดิดุ บิฮา? นี้จึงไม่มีค่าใดๆอีกต่อไป วัลลอฮุอะอฺลัม
------------------------

‎2. ที่นี้เราลองมาเทียบดูว่า ระดับความไม่น่าเชื่อถือระหว่างกะษีร บิน อับดุลลอฮฺ อัลมุซะนีย์ ที่หะดีษของเขาไม่สามารถใช้ชะวาฮิดมาพยุงให้เพื่อยกระดับขึ้นไปเป็นหะสันได้ กับระดับความน่าเชื่อถือของนักรายงานบางท่านในสายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้น ผู้ใดจะมีความไม่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน ดังนี้
‎2.1 กะษีร บิน อับดุลลอฮฺ อัลมุซะนีย์ ถูกอุละมาอฺญัรหฺกล่าวว่า (อัตตะฮฺซีบ เล่ม 8 เลขที่ 753)‎
‎- อะหมัดกล่าวว่า ?มุนกะรุลหะดีษ, ลัยสะบิชัยอ์?‎
‎- อิบนุมะอีนกล่าวว่า ?เฎาะอีฟุลหะดีษ, ลัยสะบิชัยอ์?‎
‎- อบูดาวูดกล่าวว่า ?อะหะดุลกัซซาบีน?‎
‎- อบูซุรอะฮฺกล่าวว่า ?วาฮี อัลหะดีษ, ลัยสะบิเกาะวีย์?‎
‎- อันนะสาอีย์และอัดดาเราะกุฏนีย์กล่าวว่า ?มัตรูกุลหะดีษ?‎
‎- อิบนอะดีย์กล่าวว่า ?อามมะตุ มายัรสีฮิ ลายุตาบิอฺ อะลัยฮิ?‎
‎2.2 มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัลอัลลาอ์ อัลหิมศีย์ อัซซะบีดีย์ (มีซานอัลอิอฺติดาล เล่ม 3 ลำดับที่ 7102) มีระบุว่า
‎- อัดดาเราะกุฏนีย์ กล่าวว่า ?กัซซาบ? (จอบโกหก)‎
‎- อิบหิบบานกล่าวว่า ?ไม่อนุญาตให้รายงานหะดีษจากเขา นอกจากเพื่อใช้เป็นอุทาหรณ์ เขาเป็นคนที่อุปโลกน์หะดีษ
‎- อัซซะฮะบีย์กล่าวเสริมว่า ?อัดดาเราะกุฏนีย์พูดถูกต้อง?‎
‎- อัลหากิม และอันนักกอช กล่าวว่า ?เขารายงานหะดีษต่างๆที่เมาฎูอฺ (ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา)?‎

เมื่อเราเทียบดูคำกล่าวตำหนิของอุละมาอฺต่อนักรายงานทั้งสองเราพบว่า นักรายงานของหะดาอบูอุมามะฮฺนั้น (มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัลอัลลาอ์ อัลหิมศีย์ อัซซะบีดีย์) ถูกตำหนิรุนแรงกว่า ดังนั้นในเมื่อสถานะของกะษีรที่ถูกตำหนิน้อยกว่า อัลอัลลาอ์ ทำให้หะดีษที่เขารายงานต้องตกไปอยู่ในระดับที่ไม่สามารถหาชะวาฮีดมาพยุงได้ฉันใด สถานะของอัลอัลลาอ์ที่ย่ำแย่กว่าหลายเท่า ย่อมยิ่งไม่สามารถหาชะวาฮีดมาพยุงได้ฉันนั้น วัลลอฮุอะอฺลัม
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มี.ค. 17, 2007, 09:05 AM »
0
al-azhary

ผมขออนุญาตเสวนาเรื่องตัลกีน หลังไมค์กับคุณละกันนะครับ   เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความรู้  ในยามว่างครับ

 คือ 3  ข้อที่คุณถามผมมานั้น   ผมไม่ขออนุญาตตอบน่ะครับ  แต่ผมจะอ้างอิงตอบคุณในการยกวิจารณ์หะดิษ  โดยผนวกการตอบคำถามดังกล่าวไปในตัว

คุณกล่าวว่า

เนื่องเพราะมีชะวาฮิดที่มาจากเศาะหาบะฮฺ 3 ท่าน และเป็นอะมัลของชาวมะดีนะฮฺ และเป็นทัศนะของอิมามมัซฮับทั้งสี่ท่านนั่นคือ มาลิก อัชชาฟิอีย์ อะหมัด และอิสหาก ซึ่งเป็นชะวาฮิดที่ดี ถึงแม้ว่าเราจะเคยอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า ไม่สามารถทำให้หะดีษยกระดับขึ้นเป็นหะสันได้สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมโกหก

ตอบ

นั่นคือแง่มุมหนึ่งของหลักพิจารณาหะดิษ  แต่หากพิจารณาตามวิสัยทัศน์ของฟิกห์ละครับ  การปฏิบัติของนักปราชญ์ระดับซอฮาบะฮ์ ตาบิอีน และตาบิอิตตาบิอีน  นั้น  สามารถนำมาสนับสนุนหะดิษได้ในเชิงของการปฏิบัตสุนัตไม่ใช่หรือครับ?

คุณโปรดพิจารณาตัวอย่างในการพิจารณาหะดิษตามวิสัยทัศน์ของฟิกห์ดังกล่าว  แล้วคุณโปรดตอบผมมาด้วยว่าอย่างไร?
เช่นท่านอิมามอัศสะยูฏีย์ กล่าวว่า

หะดิษของท่านอิบนุอับบาส ที่ว่า

من جمع بين صلاتين من غير عذر فقد أتى باباَ من أبواب الكبائر

قال : حسين بن قيس يلقب حنشا كذبه أحمد

قلت : الحديت أخرجه الترمذى وقال : حسين ضعفه أحمد وغيره والعمل على هذا الحديث عند أهل العلم ، فأشار بذلك الى أتت الحديث اعتضد بقول أهل العلم وخرج غير واحد بأن من دليل صحة الحديث قول أهل العلم به وإن لم يكن له إسناد يعتمد على مثله

"หะดิษของท่านอิบนุอับบาส ที่ว่า "ผู้ใดที่รวมระหว่างสองละหมาดโดยไม่มีอุปสรรค์ใด ๆ แท้จริง เขาย่อมนำมาซึ่งประตูหนึ่ง จากบรรดาประตูแห่งบาปใหญ่"

ท่านอิบนุ อัลเญาซีย์ กล่าวว่า หุซัยน์ บิน กัยซ์ ถูกเรียกฉายาว่า หันช์ ซึ่งท่านอะห์มัดได้กล่าวว่า เขานั้น ชอบโกหก

ฉัน(คือท่านอัศศะยูฏีย์) กล่าวว่า "หะดิษนี้ได้รายงานโดยท่านอัตติรมีซีย์ และเขากล่าวว่า ท่านอะหฺมัด และคนอื่น ๆ กล่าวว่า เขานั้น ฏออีฟ โดยทัศนะของนักปราชญ์ได้ปฏิบัติต่อหะดิษนี้ และแท้จริงได้ทำการนำเสนอโดยไม่ใช่คนเดียวว่า แท้จริง ส่วนหนึ่งจากหลักฐานที่ซอฮิหฺของหะดิษนั้น คือคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์ หากแม้นว่าหะดิษไม่มีสายรายงานที่ยึดถือได้ก็ตาม" ดู หนังสือ อันนุกัต อัลบะดีอาต อะลา อัลเมาฏูอาต หน้า 72
หุซัยน์ บิน กัยส์  ยังถูกท่านอะห์มัดบอกว่าเขาเป็นคนโกหก  ซึ่งท่านอัตติรมีซีย์เองได้ทำการรายงาน  แต่นักปราชญ์ได้นำมาปฏิบัติ  โดยสามารถนำสนับสนุนได้ ?? แล้วคุณคิดว่ายังไงหรอครับ 

คุณกล่าวว่า

เหตุผลหลักที่ทำให้ที่ศ็อนอานีย์ไม่สนใจต่อชะวาฮีดต่างๆ รวมทั้งอาษารที่รายงานโดยฎ็อมเราะฮฺ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าหะดีษของฎ็อมเราะฮฺ บิน หะบีบ และอื่นๆ เฎาะอีฟ หรือไม่มีน้ำหนัก แต่เพราะท่านเห็นว่าชะวาฮิดต่างๆเหล่านั้นไม่สามารถเอื้อประโยชน์ใดๆได้เลยต่างหาก

ตอบ

แล้วตามทัศนะของคุณคิดว่าอย่างไรที่  มีที่ตาบิอีน 3 ท่านได้รายงานว่า  บรรดาซอฮาบะฮ์ได้ทำการอ่านตัลกีน  และการกระทำของซอฮาบะฮ์นี้   นักปราชญ์หะดิษบางส่วน  ก็กล่าวว่าเป็นอยู่ในฮุกุ่มัรฟั๊วะ (คือเอามาจากท่านนบี)
และตามที่ท่านอิบนุตัยมียะฮ์  ก็ได้กล่าวว่า  ได้มีอาษารรายงานว่า  ท่านอบูอุมามะฮ์ และท่าน วาษิละฮ์ บิน อัศเกาะอฺ  ได้ทำการอ่านตัลกีน
 
คุณกล่าวว่า

ถึงแม้ว่าเราจะเคยอธิบายให้ท่านเข้าใจว่า ไม่สามารถทำให้หะดีษยกระดับขึ้นเป็นหะสันได้สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมโกหก? ด้วยคำว่า ‎
أن كلام المصنف هاهنا يناقض ما سلف له قريبا من التصريح بأنه ضعيف بالمرة أي شديد الضعف مردود وذلك كأن ‏يكون راويه متهما بالكذب فإن حديثه لا يعتد به ولا ترفعه الشواهد إلى درجة المقبول
‎?แท้จริงคำพูดของผู้เขียน (อิบนุ อัลวะซีร) ในที่นี่ได้ไปขัดแย้งกับสิ่งที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ ซึ่ง (ท่าน) ได้ประกาศว่า (หะดีษที่) อ่อนมากๆ นั้นจะถูกปฏิเสธ อย่างเช่น ผู้รายงานหะดีษนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่โกหก เพราะแท้จริงหะดีษของเขาจะไม่ถูกพิจารณาด้วย (การรายงานของ) เขา และบรรดาชะวาฮีดต่างๆจะไม่สามารถยกระดับของมันให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่มักบูล (รับได้)‎

2. ที่นี้เราลองมาเทียบดูว่า ระดับความไม่น่าเชื่อถือระหว่างกะษีร บิน อับดุลลอฮฺ อัลมุซะนีย์ ที่หะดีษของเขาไม่สามารถใช้ชะวาฮิดมาพยุงให้เพื่อยกระดับขึ้นไปเป็นหะสันได้ กับระดับความน่าเชื่อถือของนักรายงานบางท่านในสายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้น ผู้ใดจะมีความไม่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน ดังนี้
‎2.1 กะษีร บิน อับดุลลอฮฺ อัลมุซะนีย์ ถูกอุละมาอฺญัรหฺกล่าวว่า (อัตตะฮฺซีบ เล่ม 8 เลขที่ 753)‎
‎- อะหมัดกล่าวว่า ?มุนกะรุลหะดีษ, ลัยสะบิชัยอ์?‎
‎- อิบนุมะอีนกล่าวว่า ?เฎาะอีฟุลหะดีษ, ลัยสะบิชัยอ์?‎
‎- อบูดาวูดกล่าวว่า ?อะหะดุลกัซซาบีน?‎
‎- อบูซุรอะฮฺกล่าวว่า ?วาฮี อัลหะดีษ, ลัยสะบิเกาะวีย์?‎
‎- อันนะสาอีย์และอัดดาเราะกุฏนีย์กล่าวว่า ?มัตรูกุลหะดีษ?‎
‎- อิบนอะดีย์กล่าวว่า ?อามมะตุ มายัรสีฮิ ลายุตาบิอฺ อะลัยฮิ?‎

ตอบ

ท่านอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์  ได้กล่าวสรุปไว้ในหนังสือ  ตักรีบ อัตตะฮ์ซีบ  ในนักรายงานคนที่  5617  คือ กะษีร บิน อับดุลและฮ์ อัลมุซะนีย์    ท่านอิบนุหะญัรได้กล่าววิจารณ์ว่า

ضعيف ، وأفرط من نسبه إلى الكذب

"เขานั้นฏออีฟ  และถือเป็นการเลยเถิดโดยผู้ที่พาดพิงเขาไปยังการโกหก"

ดังกล่าวนี้  เราจะเห็นได้ว่า  ท่านอิบนุหะญัร  ไม่เห็นด้วยที่จะกล่าวหาเขาถึงขั้นโกหก  เพียงแต่เขาฏออีฟเท่านั้น

คุณกล่าวว่า

 เพราะสถานะของหะดีษอบูอุมามะฮฺอยู่ในสภาพที่ไม่อาจให้ความช่วยเหลือใดๆได้อีกต่อไป ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในสายรายงานของหะดีษอบูอุมามะฮฺนั้นมีนักรายงานที่ถูกตราหน้าว่า กัซซาบอยู่ อันเป็นเหตุผลที่ทำให้หะดีษอบูอุมามะฮฺตามสายรายงานดังกล่าวตกไปโดยปริยาย

ตอบ

คุณก็คืออีกคนหนึ่งซิน่ะ ที่ท่านอิบนุหะญัร กล่าวว่า  เป็นผู้ที่เลยเถิดเกินงามในการวิจารณ์นักรายงานคนนี้ ว่า "ถูกตราหน้าว่า เป็นจอมโกหก" 

คุณกล่าวว่า

‎2.2 มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัลอัลลาอ์ อัลหิมศีย์ อัซซะบีดีย์ (มีซานอัลอิอฺติดาล เล่ม 3 ลำดับที่ 7102) มีระบุว่า
‎- อัดดาเราะกุฏนีย์ กล่าวว่า ?กัซซาบ? (จอบโกหก)‎
‎- อิบหิบบานกล่าวว่า ?ไม่อนุญาตให้รายงานหะดีษจากเขา นอกจากเพื่อใช้เป็นอุทาหรณ์ เขาเป็นคนที่อุปโลกน์หะดีษ
‎- อัซซะฮะบีย์กล่าวเสริมว่า ?อัดดาเราะกุฏนีย์พูดถูกต้อง?‎
‎- อัลหากิม และอันนักกอช กล่าวว่า ?เขารายงานหะดีษต่างๆที่เมาฎูอฺ (ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา)?‎

ตอบ

หากเรากลับไปดูบทสรุปของท่านอิบนุหะญัร ในหนังสือ ตักรีบ อัตตะฮ์ซีบ นักรายงานคนที่ 5698  เราจะพบว่า  ท่านอิบนุหะญัรได้กล่าววิจารณ์นักรายงานคนดังกล่าวว่า  คือ มุฮัมมัด บิน อิบรอฮีม บิน อะลาอ์ ว่า

منكر الحديث

"เขานั้นหะดิษมุงกัร"

ซึ่งคำว่า  มุงกะรุลหะดิษ  นี้  ไม่ได้อยู่ระดับขึ้น  เมาฏั๊วะ หรือจอมโกหกตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร  เพราะถ้าหากนักรายงานชอบโกหกเช่นนั้นจริงตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร   ท่านต้องเอาไปไว้ระดับที่ 11  ซึ่งเป็นระดับ เมาฏั๊วะ  ตามหลักการของท่านอิบนุหะญัรในบทนำหนังสือ ตักรีบ อัตตะฮ์ซีบ 

ดังนั้น  หะดิษตัลกีน  จึงไม่ใช่เป็นหะดิษ เมาฏั๊วะตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร   มากสุดก็เป็นแค่หะดิษฏออีฟอย่างมาก شديد الضعف  อันเนื่องจากเป็นหะดิษมุงกัร

ท่าน อัลลามะฮ์  ซ๊อฟร์ อะห์มัด อัตติฮานีย์  ได้กล่าวว่า

أن الواهى من الأحاديث يطلق على الأحاديث الشديد الضعف ، وأن الحديث الشديد الضعف له درجتان : إحداهما : ما اتفقوا على شدة ضعفه ، وهذا ليس بحجة ، والثانية : ما إختلفوا فيه وأدنوه من الحسان ، وهذا قد يحتج به

"แท้จริง บรรดาหะดิษวาฮีนั้น  จะถูกนำมาใช้กับบรรดาหะดิษที่ฏออีฟมาก ๆ และหะดิษฏออีฟมาก ๆ นั้น  มีอยู่ 2 ระดับ  หนึ่ง  นักปราชญ์มีความเห็นคล้องกันว่า  หะดิษนั้นฏออีฟมาก ๆ  ซึ่งไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้   และสอง หะดิษที่นักปราชญ์มีการขัดแย้งกัน  และพวกเขาทำให้หะดิษใกล้เคียงไปยังหะซัน  ซึ่งอันนี้บางครั้งนำมาเป็นหลักฐานได้"  ดู  หนังสือ  เกาะวาอิด ฟี อุลูม อัลหะดิษ  ของท่าน อัลลามะฮ์  ซ๊อฟร์ อะห์มัด อัตติฮานีย์ หน้า 115 ตีพิมพ์ที่ ดารุสลาม ฮ.ศ. 1417

ดังนั้น  คุณโปรดพิจารณาครับว่า  หะดิษตัลกีนนั้น  นักปราชญ์หะดิษมีเห็นขัดแย้งกัน  ท่านอัลอัยนีย์บอกว่าซอฮิหฺ  ท่านฏิยาอุดดีนบอกว่า ก่อวีย์(ได้รับการสนับสนุน)  ท่านอิบนุวะซีร บอกว่า หะซัน   ท่านอิบนุหะญัรบอกว่าเป็นหะดิษ  ซอลิหฺ    ดังนั้นหะดิษตัลกีนจึงอยู่ในหะดิษฏออีฟอย่างมากระดับที่สอง  ซึ่งบางครั้งสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อการรายงานจากตาบิอีนว่า  บรรดาซอฮาละฮ์บางท่านได้กระทำการอ่านตัลกีน  และชาวเมืองมะดีนะฮ์  และชาม  ได้กระทำการอ่านตัลกีน   ดังกล่าว  ย่อมสามารถนำมาสนับสนุนได้ให้อยู่ขั้นหะซัน  และหากพิจารณาตามวิสัยทัศน์ของฟิกห์แล้ว  ย่อมนำมาปฏิบัติได้  เนื่องจากมีนักปราชญ์มากมายทำการปฏิบัติการอ่านตัลกีน   


เมื่อเป็นเช่นนี้  การที่คุณได้กล่าวว่า

(เมื่อเราเทียบดูคำกล่าวตำหนิของอุละมาอฺต่อนักรายงานทั้งสองเราพบว่า นักรายงานของหะดาอบูอุมามะฮฺนั้น (มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัลอัลลาอ์ อัลหิมศีย์ อัซซะบีดีย์) ถูกตำหนิรุนแรงกว่า ดังนั้นในเมื่อสถานะของกะษีรที่ถูกตำหนิน้อยกว่า อัลอัลลาอ์ ทำให้หะดีษที่เขารายงานต้องตกไปอยู่ในระดับที่ไม่สามารถหาชะวาฮีดมาพยุงได้ฉันใด สถานะของอัลอัลลาอ์ที่ย่ำแย่กว่าหลายเท่า ย่อมยิ่งไม่สามารถหาชะวาฮีดมาพยุงได้ฉันนั้น วัลลอฮุอะอฺลัม)

จึงยังไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ตามทัศนะของท่านอิบนุหะญัร 

วัลลอฮุอะลัม
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ Goddut

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 847
  • Respect: +6
    • ดูรายละเอียด
Re: การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาพพิเศษ)
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มี.ค. 21, 2007, 12:26 PM »
0
หลักฐานเรื่องตัลกีน จาก ฮะดีสอุมามะ รายงานโดยต๊อบรอนี  ในอัลกะบีร

 عن سعيد بن عبد الله الأودي قال‏ شهدت أبا أمامة وهو في النزع فقال‏ إذا أنا مت فاصنعوا بي كما أمر رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال ‏
‏"‏إذا مات أحد من إخوانكم فسويتم التراب على قبره فليقم أحدكم على رأس قبره ثم ليقل‏ ‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يسمعه ولا يجيب‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يستوي قاعداً‏.‏ ثم يقول‏ يا فلان بن فلانة‏.‏ فإنه يقول‏ أرشدنا رحمك الله - ولكن لا تشعرون - فليقل‏ اذكر ما خرجت عليه من الدنيا شهادة أن لا إله إلا الله وأن محمداً عبده ورسوله وأنك رضيت بالله رباً وبالإسلام ديناً وبمحمد نبياً وبالقرآن إماماً فإن منكراً ونكيراً يأخذ كل واحد منهما بيد صاحبه ويقول‏ انطلق بنا ما نقعد عند من لقن حجته فيكون الله حجيجه دونهما‏"‏‏.‏ فقال رجل‏ يا رسول الله فإن لم يعرف أمه‏؟‏ قال‏ ‏"‏فينسبه إلى حواء يا فلان بن حواء‏"‏‏.‏


พวกท่านจงจัดการเกี่ยวกับฉัน ดังที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ได้ใช้กับเรา ให้จัดการกับบรรดาผู้ตายของเรา ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ได้ใช้กับเราโดยท่านกล่าวว่า " เมื่อคนใดจากพี่น้องของพวกท่านได้เสียชีวิต พวกท่านจงทำให้ดินบนกุบูรของเขาเรียบเสมอ และคนหนึ่งจากพวกท่าน จงยืนทางปลายของกุบูรของเขา หลังจากนั้น เขาจงกล่าวว่า "โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) บุตร ของนางผู้หนึ่ง(ที่ชื่อ....) ดังนั้น เขาก็ได้ทำให้มัยยิดได้ยิน โดยที่มัยยิดก็จะไม่ทำการตอบสนอง หลังจากนั้น เขาก็กล่าวอีกว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง แล้วมัยยิดก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง จากนั้นเขากล่าวว่า โอ้ ชายผู้หนึ่ง บุตร ของนางผู้หนึ่ง ดังนั้น มัยยิดจึงกล่าวว่า ท่านจงชี้แนะแก่เราด้วยเถิด ขออัลเลาะฮ์ทรงเมตตาต่อท่าน โดยที่พวกท่านทั้งหลายไม่รู้ตัวหรอก ดังนั้น เขากล่าวว่า "ท่าน(มัยยิด) จงกล่าวกับถ้อยคำที่ท่านดำรงอยู่บนมัน โดยที่ท่านได้จากลาออกจากโลกดุนยา กับคำปฏิญานว่า แท้จริง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะฮ์ และมุหัมมัดนั้นเป็นบ่าว และเป็นศาสนาทูตของพระองค์ และแท้จริง ฉันได้พอใจด้วยกับการที่อัลเลาะฮ์ทรงเป็นผู้อภิบาล และด้วยกับอิสลามนั้น คือศาสนา และนบีมุหัมมัด คือ ศาสนทูต และอัลกุรอานคือ อิมาม ดังนั้น มุงกัรและนากิร ต่างจูงมือมิตรสหายของเขาแล้วท่านหนึ่งกล่าวว่า ท่านจงเดินไปกับเราเถิด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรานั่ง(สอบถาม) เกี่ยวกับผู้ที่ถูกสอนกับหลักฐาน(ที่ชี้เป็นถึงเป็นผู้ศรัทธา)ของเขาแล้ว (หมายถึงเขาได้ตอบคำถามของมุงกัรนะกีรแล้ว) " ดังนั้น มีชายคนหนึ่ง ถามท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ว่า หากเขา(ผู้อ่านตัลกีน) ไม่รู้จักมารดาผู้ตายล่ะครับ ? ท่านร่อซูลตอบว่า ก็ให้เขาอ้างไปยังมารดาของที่ชือ เฮาวาอ์ คือ(กล่าวว่า) โอ้ ชายผู้หนึ่ง(ชื่อ...) บุตร ของพระนางเฮาวาอ์

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คำอธิบายบทฮะดีส
1. ฮะดีสนี้ ที่ชื่อ อบูอุมามะ เนื่องจากเป็นผู้ได้ยินจากท่านนบี อะบูอุมามะ เป็นซอฮาบะที่มีเกียรติสูงท่านหนึ่ง สำหรับผู้รายงานฮะดีสนี้ก็คือ อีหม่ามติรมีซี และบรรดาผู้รายงานฮะดีสนี้ ก็มีมากมายถึง 23 ท่าน ไม่เว้น บุคอรี และมุสลิม
2. จากฮะดีสบทนี้ได้นำมาเป็นหลักฐานเรื่องการตัลกีน ( หมายถึงการสอนคนตายแล้ว )
3.  ฮะดีสบทนี้ได้สอนให้การเรียกชื่อผู้ตายในการสอนด้วย
4. ตามความหมายของฮะดีสบทนี้ ผู้ที่ได้รับตัลกีน มะลาอิกะ จะไม่สอบถามเขาก่อน

สายรายงานของฮะดีสบทนี้ มีอยู่ท่านนึง ชื่อ อาเซ็ม บิน อับดุลลอฮฺ
โดย อิบนุคุซัยมะ กล่าวว่า อาเซ็ม นี้มีความจำไม่ค่อยดี
แต่ อะยาลี กล่าวว่า อาเซ็ม ผู้นี้ เป็นนักรายงานฮะดีส ที่เชื่อถือได้  ( ซานุ้ลเอียะติดาล แต่งโดย  ซะบี เล่ม 2 หน้า 354 )
แต่ อีหม่ามนะซาอี อุลามะ ของมัซฮัมซาฟีอี กล่าวว่า ฮาเซ็มนั้นเดาะอีฟ

จะกล่าวได้ว่า เดาะอีฟ ในที่นี้คือ ตัวบุคคล หาใช่ตัวฮะดีสไม่
อาเซ็มนั้นเดาะอีฟ เนื่องจาก ไม่ได้มีความจำที่ดี และแน่นอน นั้นหมายถึงท่านเป็นคนดี ไม่ใช่คนชั่ว หรือชอบโกหก แต่อย่างใด
ดังนั้น เดาะอีฟ นี้คือหมายความว่า อาเซ็ม นั้นมีความจำไม่ค่อยดีเท่านั้น
ถึงกระนั้นก็ตาม อิบนุอะดียิน ได้กล่าวว่า ถึงแม้อาเซ็มจะเดาะอีฟ เนื่องจากมีความจำไม่ค่อยดี แต่ท่านก็บันทึกฮะดีสทั้งหมดที่ท่านรายงานเอาไว้ เพื่อช่วยเตือนความจำท่าน
อย่างไรก็ตาม อุลามะฮะดีส ส่วนใหญ่ ก็ถือว่า ฮะดีสอุมามะ นี้เดาะอีฟ

ในเรื่องของเดาะอีฟ นั้น ในสายมัซฮับซาฟีอี ถือว่า ไม่สามารถนำมาเป็นตัวบทชี้ขาด ในเรื่องของ ฮาล้าล ฮารอมได้ แต่..
สามารถนำมาประกอบทำกิจการงานทางศาสนา ที่เกี่ยวกับ ฟะดออิลุ้ลอะมาล ( อิบาดะที่เป็นสุนัต หมายถึงการซอละวาต การซิเกร การดุอา )

หลักฐานฟัตวาคำศาสนา ต่อการอนุญาตให้ตัลกีน

1. โดย อีหม่ามนะวาวีย์ กล่าวว่า
    "บรรดาปวงปราชญ์จำนวนหนึ่งจากพวกเรากล่าวว่า สุนัตให้มีการอ่านตัลกีนแก่คนตายหลังจากได้นำไปฝังแล้ว โดยให้ผู้อ่านนั่งตรงศีรษะของผู้ตาย และกล่าวว่า โอ้นาย ..... บุตร นาย ........ จนกระทั่งจบ"
    อัล มัจมัวะ เล่มที่ 5 หน้า 303  อีหม่ามนะวะวี สิ้นชีวิตปี 676

2. โดย บรรดาปวงปราชญ์ จากคำกล่าวของอีหม่ามนะวาวี ใน อัล อัสการ หน้า 206 ว่า
    "สำหรับการตัลกีนมะยัตหลังจากนำไปฝังเรียบร้อยแล้วนั้น บรรดาอุลามะของเรา ( มัซฮับซาฟีอี ) ได้ฟัตวาว่าเป็นสุนัต ส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ที่ฟัตวาดังกล่าวคือ ท่านกอดี หุเซน ในหนังสือ ดะลีกิฮี ,อีหม่ามอัลมุตะวัลลี ในหนังสือ อัตตุตัม มินะ ,อะบุ้ลฟัต นัศรุบนุอิบรอฮีม อัลมุก๊อดดะซี ,อีหม่ามอะบุ้ลกอเซ็ม อัรรอฟิอีย์ และ อัลกอดี หุเซน กล่าวว่า ฟัตวาดังกล่าวนำมาจาก บรรดาซอฮาบะ"

อีหม่ามกอดี หุเซน สิ้นชีวิตปี  462
นัศรุบนุอิบรอฮีม อัลมุก๊อดดะซี สิ้นชีวิตปี  490
อีหม่ามรอฟิอี สิ้นชีวิตปี 623

การกล่าวของท่านกอดี หุเซน หากกล่าวว่านำมาจากซอฮาบะ ( ในที่นี้หมายถึงผู้ตามในมัซฮับซาฟีอี ) ก็หมายความว่า การฟัตวานี้มีมาตั้งแต่ประมาณ 1145 ปี เพราะโดยส่วนใหญ่บรรดาซอฮาบะเหล่านี้สิ้นชีวิต ราวๆ ปี 250

ดังนั้นการฟัตวา ว่าตัลกีน คือสุนัตนั้น มีมาตั้งแต่ สมัย ซะลัฟ มิใช่มีสมัยคอลัฟ

3. อีหม่ามยูซุฟ อัล อัรดะบีลี ได้กล่าวไว้ใน หนังสือฟิกฮุ้ลอันวาร ว่า
    "และสุนัตให้ตัลกีนหลังจากฝังผู้ตายที่บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยให้ผู้อื่นตัลกีนนั่งตรงศีรษะของผู้ตาย สำหรับผู้ตายที่เป็นเด็กเล็ก แม้จะรู้เดียงสาแล้วก็ตาม ไม่ต้องตัลกีนให้ และที่ดีควรนั่งอีกครู่หนึ่งหลักจากอ่านตัลกีนแล้ว ด้วยการอ่านอัลกรุอาน และขออภัยให้ ซึ่งการอ่านอัลกรุอานนั้น หากอ่านจนจบก็จะเป็นการดียิ่ง"
     อัลอันวาร เล่มที่ 6 หน้า 124  อีหม่ามยูซุฟ สิ้นชีวิตปี 799

4. ท่านเชคอามีเราะ ได้กล่าวใน ฮาซียะ ว่า
   "และสุนัตเช่นกันให้อ่านตัลกีน โดยให้กล่าวแก่ผู้ตายว่า โอ้ทาสของอัลลอฮฺ บุตรทาสของอัลลอฮฺ จนกระทั่งจบ"
    ฮาซียะ อามีเราะ พิมใน กอลยูบี เล่มที่ 1 หน้า 352 - 353

5. และกล่าวในหนังสือ อามีเราะ อีกว่า
   "ผู้แต่งหนังสือ อัลอัตติกศอ สุนัตให้อ่านตัลกีนซ้ำสามครั้ง และจงรู้เถิดว่า การอ่านตัลกีนนั้นมิได้ไปขัดกับคำกล่าวของอัลลอฮฺที่ว่า ท่านไม่สามารถทำให้คนตายในกุโบรได้ยินได้ และโองการที่มีความหมายในทำนองเดียวกันนี้ ทั้งนี้เพราะคนตายนั้นบางเวลาได้ยิน บางเวลาก็ไม่ได้ยิน"
    อามีเราะ พิมใน กอลยูบี เล่มที่ 1 หน้า 535

6. เชคคอตีบ ซัรบีนี กล่าวว่า
    "และสุนัตให้ตัลกีน หลักจากฝังผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว โดยให้กล่าวว่า โอ้ อับดุลลอฮฺ จนจบ"
    มุกนี อัล มัวะตาจ เล่มที่ 1 หน้า 367

7. และยังกล่าวอีกว่า
    "และสุนัตให้ตัลกีน หลักจากฝังผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว เนื่องจากมีรายงานฮะดีสกล่าวถึงใน อัรเราเดาะ กล่าวว่า แม้ฮะดีสดังกล่าวจะเดาะอีฟ แต่ก็มีฮะดีสซอเหียะสนับสนุนมากมาย อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำการมาตั้งแต่สมัยยุคแรก สมัยกลุ่มขนที่พึ่งปฏิบัติตาม"
    อัลอิกนา เล่มที่ 1 หน้า 183

8. อีหม่ามอิบนุยะหัร อัล ฮัยตะมี
   "และสุนัตให้ตัลกีนผู้ที่มีสิตสัมปชัญญะ และบรรลุนิติภาวะ หรือคนบ้าที่แต่เดิมไม่ได้บ้า แม้ว่าจะเป็นผู้ตายที่ชะฮีดก็ตาม ดังคำกล่าวของปวงปราชญ์ (โดยมิได้มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ) ที่ว่าการตัลกีนหลังจากจัดการฝังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"
   ตัวะฟะ เล่มที่ 3 หน้า 207

9. อีหม่ามซัยนุดดีน บิน อับดุลอะซีซ อัลมะลีบารี
    "และสุนัตตัลกีนหลังจากฝังผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แม้ว่าจะเป็นผู้ตายที่ชะฮีดก็ตาม"
    ฟัตฮุ้ล มุอีน หน้า 47

10. อีหม่ามรอมลี กล่าวว่า
    "และสุนัตตัลกีนหลังฝังผู้ตายที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เนื่องจากมีฮะดีสว่า แท้จริงบ่าวของอัลลอฮฺนั้น เมื่อถูกนำลงไปวางไว้ในหลุมแล้วมิตรสหายที่ไปส่งได้กลับ ความจริงผู้ตายได้ยินเสียงรองเท้า ดังนั้นเมื่อต่างแยกย้ายกันกลับ มะลาอีกะสองท่าน ก็จะมายังเขา จนจบฮะดีส..."
    นิฮายะ เล่มที่ 3 หน้า 40

11. เชคซัยยิดบักรี ซัตตอ
    "และสุนัตให้ตัลกีนหลังผู้ตายที่บรรลุนิติภาวะ แม้ว่าจะเป็นผู้ตายชะฮีดก็ตามเพราะอัลกรุอาน กล่าวว่า จงตักเตือนกัน เพราะแท้จริงการตักเตือนกันนั้นเป็นประโยชน์แก่มวลมุมิน และสำหรับผู้ที่ควรตักเตือนที่สุดคือผู้ที่อยู่ในสภาพนี้"
    อิอานะตุดตอลิบีน เล่มที่ 2 หน้า140

12. เชคนะวาวี บันตัน กล่าวว่า
    "และสุนัตให้ตัลกีนหลังฝังผู้ตายที่บรรลุศาสนะภาวะ แม้ว่าจะตายชะฮีดก็ตาม เพราะในช่วงนี้ควรแก่การให้การตักเตือนเป็นอย่างยิ่ง"
    นิฮายะตุซเซน หน้า 162

หลักฐานฟัตวาการใช้ฮะดีสอุมามะ
1. อิบนุหะยัร ได้กล่าวว่า
    "แท้จริงปวงปราชญ์มีทรรศนะสอดคล้องกันว่าฮะดีสเดาะอีฟนั้นนำมาเป็นหลักฐานเกี่ยวกับ ฟะดออิลุ้ลอะมาล ได้"
     ฟัตหุ้ลมุบีน หน้า 32

2. อิบนุหะยัร ได้กล่าวว่า
    "ฮะดีสอุมามะที่ว่าเดาะอีฟนี้ มีหลักฐานสนับสนุนจากฮะดีสซอเหียะ และยังได้กล่าวเสริมว่า ตัลกีนนั้นคือ ฟะดออิลุ้ลอะมาล"
    ตัวะฟะ เล่มที่ 3 หน้า 207

3. อีหม่ามนะวาวี ได้กล่าวว่า
    "บรรดาปวงปราชญ์อัลฮะดีส และฟุกอฮา และอื่น ต่างกล่าวกันว่า อนุญาตและสุนัตให้ใช้ฮะดีสเดาะอีฟ เกี่ยวกับ ฟะดออิลุ้ลอะมาล และในเรื่องเกี่ยวกับการตัรมีบ และตัรฮีบ คือเรื่องสนับสนุนให้ทำดี และขุ่มขู่ให้ห่างไกลจากความชั่วได้ หากฮะดีสเดาะอีฟนั้นไม่ถึงระดับเมาดัวะ สำหรับในเรื่องการฮุก่ม เช่น ฮะล้าล ฮารอม การซื้อขาย การแต่งงาน การหย่าร้าง ไม่อนุญาตให้ใช้ฮะดีสเดาะอีฟเป็นหลักฐานนอกจากตั้งเป็นฮะดีสซอเหียะ หรือหะซัน"
    อัลอัซการ หน้า 7

4.  อีหม่ามนะวาวี กล่าวว่า
    "และแท้จริงมีฮะดีสที่เป็นหลักฐานสนับสนุนหลายฮะดีส เช่นฮะดีส วัสอะลูละฮุตตัสบีต และวะซียะ อัมริบนิลอาศ ซึ่งทั้งสองฮะดีสนี้เป็นฮะดีสที่ ซอเหียะ"
    อัลมัจมัวะ เล่มที่ 5 หน้า 304

5. เชคคอตีบ ซัรบีนี กล่าวว่า
   "ฮะดีสนี้ แม้ว่าจะเป็น ฮะดีสเดาะอีฟ แต่ได้รับการสนับสนุนจากฮะดีสซอเหียะหลายบท และได้ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยแรก สมัยผู้นำ"
   อัล อิกนา เล่มที่ 1 หน้า 183

6. อิบนุศอลา กล่าวว่า
   "ตัลกีนนั้นคือ สิ่งที่เราคัดเลือกและถือปฏิบัติ และได้กล่าวว่าเราได้รายงานฮะดีสหนึ่งจากอะบีอุมามะ โดยมีสายสืบไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากหลายรายงาน และการสนับสนุนจากการกระทำของชาวซามในอดีต"

7. อีหม่ามซะรูนี กล่าวว่า
    "ฮะดีสอะบูอุมามะ แม้ว่าจะเป็นฮะดีสที่เดาะอีฟ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากฮะดีสซอเหียะหลายบท"
    ซุรูนี เเล่มที่ 3 หน้า 207

หลักฐานที่สนับสนุนในฮะดีสตัลกีน อุมามะ
1. รายงานจาก สมุสลิม
    "จากซุมาซะ อัล มะรี กล่าวว่า เราได้อยู่กับอัมรบินอาส ในตอนที่เขาจะตาย เมื่อฉันตายอย่าได้โวยวาน และอย่าได้จุดเพลิง และเมื่อพวกท่านได้ฝังฉันแล้ว โดยเกลี่ยพื้นผิวกุโบรเรียบร้อยแล้ว พวกท่านจงอยู่อีกครู่หนึ่งรอบๆ กุโบรของฉัน ประมาณเวลาเท่ากับพวกท่านเชือดแพะ แล้วแจกจ่ายเนื้อของมันเพื่อฉันจะได้ไม่ว้าเหว่เพราะมีพวกท่าน และฉันรู้ว่าอะไรที่ฉันต้องตอบมะลาอิกะ ซึ่งเป็นศาสนทูตแห่งผู้อภิบาลของฉัน"

2. รายงานจากมุสลิม
    "ฉันได้ยินอะบาสะอีด อัลคุดรี กล่าวว่า ท่านร่อซู้ล กล่าวว่า พวกท่านจงตัลกีนคนตายของพวกท่านว่า ลาอิลาฮะอิลลัลอฮฺ"
     
     คำว่า เมาตะ ในตัวบทฮะดีสนั้น ตามรากศัพท์หมายถึง คนที่ตายแล้ว อีหม่ามนะซาอี ได้บันทึกฮะดีสนี้ไว้ในเรื่อง ตัลกีนผู้ตาย..
     โดยท่านได้เข้าใจว่า เมาตะ ในที่นี้ คือ คนที่ตายแล้ว
     ส่วนอีหม่ามนะวาวี ได้อธิบาย ฮะดีสบทนี้ ซึ่งให้ความหมายถึงคนใกล้ตาย ว่า
     "หมายความว่า คนใกล้ตาย กล่าวคือพวกท่านจงเตือนให้เขาได้รำลึกถึง ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ เพื่อเป็นคำพูดคำสุดท้ายของเขาในโลกดุนยา เพราะมีฮะดีสกล่าวว่าใครที่คำพูดคำสุดท้ายของเขาในโลกดุนยาคือ ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ แน่นอนเขาจะได้เข้าสวรรค์"
      แต่อีหม่ามนะวาวี ก็ได้สนับสนุนการตัลกีน ดังนั้น ความหมายของคนใกล้ตาย ในที่นี้ของท่าน จึงเปรียบเสมือนคนที่ตายด้วย

3. รายงานจาก อบูดาวูด
    "จากอุสมาน บินอัฟฟาน กล่าวว่า ท่านนบี (ซล) นั้น เมื่อท่านได้ทำการฝังมะยิตเสร็จแล้ว ท่านจะยืน ณ ที่นั้นครู่หนึ่ง และท่านจะกล่าวแก่บรรดาซอฮาบะของท่านว่า พวกท่านจงขออภัยให้พี่น้องของท่านที่ตายนี้ และพวกท่านจงขอให้เขาได้มั่นคงในการตอบคำถาม เพราะผู้ตายในเวลานี้ กำลังจะถูกสอบถามจากมะลาอิกะ มุกัร และนากีร"

4. จากอัลกรุอาน อัซซาริยาต อายะที่ 55
    "จงตักเตือนกันเถิด เพราะแท้จริงการตักเตือนกันนั้นเป็นประโยชน์แก่บรรดามุมินีน"
    ซึ่ง มุมิน ในที่นี้ หมายถึง บรรดามุมินีน ที่ตายแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งการตักเตือนกันนั้นกว้างขวางและครอบคลุม ไม่จำกัด ตามที่ อีหม่ามคอตีบซัรบีนี ได้แสดงทรรศนะไว้

5. ในฮะดีส ซอเหียะบุคอรี เล่มที่ 1 หน้า 169 และ ฟัตฮุ้ล บารี เล่มที่ 3 หน้า 449

ปล. ยังจะคงมีการนำเสนอต่อ เพราะยังมีหลักฐานอีกมาก กว่า 5 บท ที่สามารถนำมาสนับสนุนฮะดีสตัลกีน อุมามะ ได้ และจะขอนำเสนอแนวคิดในแต่ละทรรศนะ หากมีโอกาส



อินชาอัลลอฮฺ
วัสลาม...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มี.ค. 21, 2007, 12:30 PM โดย Goddut »

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาคพิเศษ)
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มี.ค. 21, 2007, 04:28 PM »
0
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

กระทู้ตัลกีนนี้  ผมขอเปิดเพื่อเสวนาเชิงวิชาการซึ่งเป็นการเสวนาต่อจากมุสลิมไทย
[/b]อีกครั้งครับ

 
والسلام
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ Sunnah so

  • เพื่อนใหม่ (O_0)
  • *
  • กระทู้: 56
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
Re: การเสวนาเรื่องตัลกีน (ภาคพิเศษ)
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มี.ค. 30, 2007, 01:24 AM »
0
สนทนาวิชาการอย่างนี้รับได้ครับ แต่ไม่เอาแบบคุณฮากีมกับคู่กัดอะหมัดอีซาครับในการโจมตีกันและกันนะ ไม่สร้างสรรครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ส.ค. 12, 2007, 09:22 PM โดย al-azhary »
จงเข้มข้นกับความฝัน และเข้มแข็งกับผลลัพท์ (แอบเอามาจากรถเมล์)

 

GoogleTagged