ผู้เขียน หัวข้อ: ความหมาย وحدة الوجود "เอกภาพแห่งการมี"  (อ่าน 2708 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

อบู ชะรอนี

  • บุคคลทั่วไป

อาจารย์ครับ คำว่า วะหด้าติ้ลวูยูด ของกลุ่มซูฟี เป็นอย่างไร ต่างกับการ حلولและاتحادที้เป็นทฤษฎีของนักปรัชญาหรือเปล่าครับ  แล้วحلاجจะถูกฮุก่มอย่างไรกับคำหล่าวของเขาว่าانا اللهรบกวนอาจารช่วยชี้แจงด้วยนะครับ   ผมจะรอคำตอบนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธ.ค. 11, 2008, 01:34 AM โดย al-azhary »

ออฟไลน์ al-azhary

  • ผู้มีอิทธิพล (~_-)
  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 6201
  • เพศ: ชาย
  • อัลเลาะฮ์เท่านั้นที่มีอยู่จริง
  • Respect: +262
    • ดูรายละเอียด
    • http://www.sunnahstudent.com
ความหมาย معنى وحدة الوجود "เอกภาพแห่งการมี"
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธ.ค. 11, 2008, 01:29 AM »
0
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

اَلْحَمْدُ للهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ وَ الصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلىَ سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَعَليَ آلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ ،،، وَبعْدُ ؛

ก่อนอื่น  ผมขอเรียนกับพี่น้องนักศึกษาว่าก่อนว่าผมมิใช่เป็นผู้ที่มีความรู้มากพอที่จะอธิบายหลักการของตะเซาวุฟได้ละเอียดละออมากนักและยังอ่อนแอเป็นอย่างมาก  แต่ก็จะตอบเท่าที่ร่ำเรียนและสัมผัสมา  อนึ่ง  ซูฟีย์ที่มีความสันทัดในเรื่องหลักเอี๊ยะห์ซาน(ตะเซาวุฟ)อันบริสุทธิ์จะแยกตนเองให้ออกจากหลักอะกีดะฮ์(หลักอีหม่าน)ของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ไม่ได้  คือต้องมีหลักอะกีดะฮ์ที่บริสุทธิ์ถูกต้อง  แล้วหลักเอี๊ยะห์ซาน(ตะเซาวุฟ)ก็จะถูกต้องตามมาด้วย  หากพูดถึงซูฟีย์คนเอาวามทั่วไปที่ไม่เคยเข้ามาศึกษาวิชาตะเซาวุฟอย่างจริงจัง  ก็จะคิดไปก่อนว่า  พวกเขาเชื่อในวะห์ดะตุลวุญูดในอยู่ในความหมายที่ว่าอัลเลาะฮ์ทรงสิงสถิตเป็นหนึ่งเดียวในสรรพสิ่งทั้งหลาย  เพราะได้รับอิทธิพลมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของผู้ที่ไม่รู้และไม่เข้าใจตะเซาวุฟ  ซึ่งคนเรามักจะเป็นศัตรูในสิ่งที่ตนเองไม่รู้และไม่เข้าใจอยู่เสมอ  การกล่าวหาจึงเกิดขึ้นให้เราได้เห็นอย่างสม่ำเสมอ

วะห์ดะตุลวุญูด (เอกภาพแห่งการมี)

คำว่า วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ )  "เอกภาพแห่งการมี"   มีสองนัยยะ

1. วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ )  "เอกภาพแห่งการมี"  ตามความหมายของพวกปรัชญา  ที่เชื่อว่าการมีของอัลเลาะฮ์(ผู้สร้าง)และมัคโลคนั้น  เป็นการมีอันเดียวกัน  หมายถึงที่ใหนมีผู้สร้างก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่ถูกสร้าง(มัคโลค)เสมือนกับเป็นส่วนเดียวกันกับการมีผู้ทรงสร้าง  กล่าวคือพวกเขาเชื่อว่า  หากเขามีหลักการเช่นดังกล่าว  แน่นอนว่า  การมีผู้สร้างเพียงอย่างเดียวนั้น  เป็นการมีที่บกพร่อง  เพราะสิ่งที่สมบูรณ์ด้วยกับสิ่งอื่น(ด้วยการมีมัคโลค)  ย่อมมีการบกพร่องเมื่อสมมุติฐานว่าไม่มีสิ่งอื่นจากผู้สร้าง  ซึ่งความเชื่อนี้จะนำพาไปสู่หลักการที่ว่า  บรรดามัคโลคนั้นกอดีม(มีมาตั้งแต่เดิมและไม่มีจุดเริ่มต้นพร้อมกับผู้สร้าง) เนื่องจากว่า  ในเวลาเดียวกันที่มีอัลเลาะฮ์นั้นก็จำเป็นต้องมีมัคโลคเช่นเดียวกัน  ซึ่งความเชื่อดังกล่าวก็จะนำพาไปสู่การสิงสถิต الحلول  หมายถึงผู้สร้างจะสิงสถิตอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลาย  ซึ่งการเชื่อทฤษฎีสิงสถิตนี้  ก็ไม่พ้นในหลักความเชื่อถึงเรื่อง  ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการมี"  คือมองเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายแล้วก็เชื่อว่าอัลเลาะฮ์ทรงสถิตอยู่ในนั้น  ซึ่งหลักความเชื่อถือ  กุฟุร  และผู้ที่นิยมชมชอบแนวทางซูฟีโดยไม่มีพื้นฐานในหลักอะกีดะฮ์อย่างแน่นอนแฟ้น  ก็อาจจะเผลอไปเชื่อเช่นนี้ก็ได้  วัลอิยาซุบิลลาฮ์ 

2. วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ )  "เอกภาพแห่งการมี"  ตามความหมายของอุลามาอฺซูฟีย์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  ซึ่งหมายถึง : ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่จริงอย่างยั่งยืนและดำรงด้วยตนเองเองนอกผู้นั้นอัลเลาะฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น  ส่วนสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีนั้นมีขึ้นมาเพราะผู้อื่น(คืออัลเลาะฮ์)ทรงสร้างให้มีแล้วมันก็จะมลายไปไม่จีรัง  แสดงว่าผู้ที่เอกภาพในการมีอย่างแท้จริงนั้นมีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นนั่นคืออัลเลาะฮ์ตะอาลา

กล่าวคือ  การมีนั้น  แบ่งออกเป็น  2  ประเภท

(1)  คือการมีแบบ الوُجُوْدُ الذّاتِيُّ (อัลวุญุดอัซซาตีย์)  คือการที่อัลเลาะฮ์ทรงมีด้วยพระองค์เองอย่างแท้จริง  คือมีมาตั้งแต่เดิม  ไม่มีจุดเริ่มต้นแห่งการมี  และไม่มีผู้ใดมาสร้างพระองค์เลย 

(2) การมีแบบ الوُجُوْدُ التَبْعِيُّ (อัลวุญูดอัตตับอีย์)  คือการมีขึ้นมาเนื่องจากผู้อื่นได้สร้างมันขึ้นมา  หรือเรียกว่า الوُجُودُ الظِلِّيُّ  "การมีแบบเงา"  หมายถึง  การมีเงาขึ้นมานั้นเป็นร่องรอยที่บ่งชี้ถึงการมีต้นตอสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดเงา  ดังนั้นเมื่อต้นตอของสิ่งนั้นไม่มี  ร่องรอยของเงาก็จะหายไปด้วย   ซึ่งประหนึ่งการมีมัคโลคที่เป็นร่องรอยฉายให้เห็นถึงการมีพระเจ้าผู้ทรงสร้าง  ถ้าหากสมมุติว่าพระเจ้าไม่มี  สรรพสิ่งทั้งหลายก็จะบังเกิดขึ้นไม่ได้  แต่อัลเลาะฮ์คือพระเจ้าที่ต้องมีแน่นอน  ดังนั้นสรรพสิ่งทั้งหลายมีขึ้นมาเพราะพระองค์คือผู้สร้างนั่นเอง

ขอยกตัวอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจให้ง่ายยิ่งขึ้นคือ  เราขอกล่าวว่า : บิดาคนหนึ่งได้ทำให้บุตรน้อยของเขายืนขึ้นบนสองขาโดยจับสองมือของบุตรน้อยขึ้นมาเพื่อให้เดิน  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการยืนของบุตรน้อยนั้นไม่ใช่การยืนของบิดา  แต่ในขณะเดียวกัน  การยืนของบุตรน้อยจะเกิดขึ้นไม่ได้นอกจากด้วยพละกำลังที่ผู้เป็นบิดาได้ทำการพยุงให้กับบุตรน้อยเดินทีละนิดละน้อย...เฉกเช่นเดียวกันกับบรรดากิ่งไม้มีต่อความเกี่ยวพันกับลำต้น  ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า  กิ่งไม้นั้นย่อมไม่ใช่ลำต้น  แต่ทว่าการมีกิ่งไม้นั้นเพราะมันได้งอกเงยแตกกิ่งก้านมาจากลำต้นนั่นเอง

ดังนั้น  การกำเนิดมนุษย์หรือสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก็เพราะขึ้นอยู่บนการการสรรสร้างของอัลเลาะฮ์ในทุกวินาทีนั่นเอง  ฉะนั้นผู้ใดที่เพ่งมองพินิจพิจารณาถึงการมีผู้ให้บังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลาย  และทำการใคร่ครวญอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  เขาก็จะมองสรรพสิ่งทั้งหลายโดยกลับไปยังผู้สร้าง   และจะมีความรู้สึกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มันเป็นเพียงสิ่งที่ฉายให้เห็นผู้ที่สร้างมันที่มีหนึ่งเดียวนั่นเอง  ซึ่งดังกล่าวนี้ก็คือความหมายของ วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) ตามแนวทางของนักปราชญ์ซูฟีที่มาจากอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  แต่พวกเขาจะไม่นิยมเรียกว่าวะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) แต่จะเรียกว่าวะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  เพื่อไม่ต้องการให้เกิดความคลุมเครือระหว่างวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของพวกปรัชญากับวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของนักปราชญ์ซูฟีย์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  และเพื่อมิให้ผู้มุ่งร้ายต่อแนวทางของซูฟีอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ทำการกล่าวหาอย่างฉาบฉวย       

ความหมายดังกล่าวนี้แหละที่นักปราชญ์ซูฟีย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่พร้อมกับคำตรัสของอัลเลาะฮ์ที่ว่า

أَوَلَمْ يَكْفِ بِرَبِّكَ أَنَّهُ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ شَهِيدٌ

“ยังไม่เพียงพออีกหรือที่องค์อภิบาลของเจ้าทรงเป็นสักขีพยาน(ยืนยันต่อการมี)ทุก ๆ สิ่ง” ฟุศศิลัต 53   

และพวกเขาก็มองสรรพสิ่งทั้งหลายโดยได้รับอิทธิพลจากคำตรัสของพระองค์ที่ว่า

لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ كُلُّ شَيْءٍ هَالِكٌ إِلَّا وَجْهَهُ

"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  ทุก ๆ สิ่งนั้นมลายสิ้นนอกจากพระองค์เท่านั้น"  อัลก็ซ็อซ 88

ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮ์  ได้รายงานว่า  ท่านร่อซูลุลลอฮ์  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กล่าวว่า  ถ้อยอันสัจจริงที่สุดที่นักกวีคนหนึ่งได้พูดนั้น  คือถ้อยคำของละบีด (บินรอบีอะฮ์)  ที่ว่า

أَلَا كُلُّ شَيْءٍ مَا ‏ ‏خَلَا اللَّهَ بَاطِلٌ ‏

"พึงทราบเถิด  ทุกสิ่งที่อื่นจากอัลเลาะฮ์นั้น ย่อมมลายสิ้น"  รายงานโดยมุสลิม (4190)

หมายถึง  สิ่งที่มีอยู่จริงเพียงหนึ่งเดียวนั้น  คืออัลเลาะฮ์ตะอาลา  ส่วนสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมิได้มีด้วยตัวของมันเอง  เพราะมันมีคุณลักษณะที่ต้องมลายไปไม่จีรัง  แต่พระองค์ผู้ทรงสร้างเท่านั้นที่ทำให้มันมีอยู่และบังเกิดขึ้นมา เมื่อเขาได้เห็นมัคโลค ก็จะประจักษ์เห็นทันทีว่าอัลเลาะฮ์องค์เดียวคือผู้สร้าง  เนื่องจากเขาจะไม่ได้เห็นทุกสิ่งในโลกดุนยานอกจากมันจะเป็นกระจกใสบริสุทธิ์ ที่มาสะท้อนให้เห็นบรรดาคุณลักษณะของผู้ที่สร้าง เช่นคุณลักษณะความเดชานุภาพ , คุณลักษณะความยิ่งใหญ่ , คุณลักษณะความวิจิต , คุณลักษณะความปรีชาญาณ , เป็นต้น   
         
และดังกล่าวนี้ถือเป็น เรื่องของหัวใจที่ตื่นตัวและมีชีวิตชีวาด้วยความรักต่ออัลเลาะฮ์  ให้ความสำคัญและมีความยำเกรงต่อพระองค์  ซึ่งไม่ว่าภาพต่าง ๆ ของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายจะสะท้อนเข้ามาในหัวใจก็ตาม  เขาก็จะไม่เห็นอะไรในมันเลยนอกจากจะเห็นประจักษ์ถึงการมีผู้ทรงสร้าง  และสภาวะจิตใจดังกล่าวนั้นนักปราชญ์ตะเซวุฟเขาเรียกว่าวะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  ซึ่งเป็นตำแหน่งของจิตใจที่สูงสุดที่เราทุกคนสมควรต่อสู้กับจิตใจของตนเอง เพื่อให้ถึงจุดหมายนั้นโดยย้อมความรู้สึกให้เกิดขึ้นหลังจากที่สติปัญญาได้ ยาเกนมั่นใจของความเอกะของอัลเลาะฮ์ตาอาลา  ซึ่ง  ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  นี้แตกต่างจากวะห์ดะตุลวุญูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการมี" ตามความหมายของพวกปรัชญาคืออัลเลาะฮ์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับ สิ่งที่ถูกสร้าง  สรรพสิ่งทั้งหมดคือพระองค์และพระองค์นั้นคือทุก ๆ สิ่ง  และพระองค์นั้นคือแก่นแท้ในตัวของสรรพสิ่งทั้งหลาย  ซึ่งความหมายนี้ย่อมเป็นกุฟุรและออกนอกศาสนา

เราลองหวนกลับมาพิจารณา ถึงอายะฮ์ต่าง ๆ  ที่อัลเลาะฮ์ทรงใช้ให้ปวงบ่าวนำสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหมดมาเป็นสะพาน เชื่อมโยงพวกเขาไปสู่การรำลึกถึงอัลเลาะฮ์และเป็นสะพานที่ทำให้พวกเขาหลุด พ้นจากการหลงลืมอัลเลาะฮ์ตาอาลา  แล้วท่านจะพบว่าสิ่งดังกล่าวทั้งหมดนั้นจะทำให้เราเห็นแจ้งประจักษ์ถึงหนทาง ไปสู่ วะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) " เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  ซึ่งเป็นผลที่ได้รับคือหลักเตาฮีดที่ยอดเยี่ยม  และดังกล่าวย่อมมาจากคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาความว่า

إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ وَاخْتِلاَفِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ لآيَاتٍ لِّأُوْلِي الألْبَابِ

"แท้จริงการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินและการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวัน นั้น  ล้วนเป็นนานาสัญลักษณ์สำหรับบรรดาผู้มีวิจารณญาน" อาลิอิมรอน : 190

และพระองค์ทรงตรัสเช่นกันว่า

إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ وَاخْتِلاَفِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ وَالْفُلْكِ الَّتِي تَجْرِي فِي الْبَحْرِ بِمَا يَنفَعُ النَّاسَ وَمَا أَنزَلَ اللّهُ مِنَ السَّمَاءِ مِن مَّاء فَأَحْيَا بِهِ الأرْضَ بَعْدَ مَوْتِهَا وَبَثَّ فِيهَا مِن كُلِّ دَآبَّةٍ وَتَصْرِيفِ الرِّيَاحِ وَالسَّحَابِ الْمُسَخِّرِ بَيْنَ السَّمَاء وَالأَرْضِ لآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَعْقِلُونَ

"แท้จริงในการบันดาลชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน  และการสับเปลี่ยนของกลางคืนกับกลางวัน  และนาวาที่วิ่งอยู่ในทะเลนำมาเป็นสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่มวลมนุษย์  และน้ำฝนที่อัลเลาะฮ์ได้หลั่งลงมาจากฟากฟ้า  แล้วพระองค์ได้ใช้มันชุบชีวิตแก่แผ่นดิน (ให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น) ภายหลังจากมันได้ตาย (แห้งแล้ง) ไปแล้วและทรงบันดาลสัตว์ทุกชนิดให้แพร่กระจายอยู่ในแผ่นดิน  และการผันแปรของลม  และเมฆที่ถูกควบคุม (ให้พัดลอยอยู่) ระหว่างฟ้ากับดินเหล่านั้น  ย่อมเป็นสัญลักษณ์สำหรับมวลชนที่ใช้ปัญญาตริตรอง" อัลบะกอเราะฮ์ : 164

ดัง นั้น  ในช่วงระยะแรกของการเยียวยานั้นคือท่านต้องเริ่มเตาบะฮ์และปฏิบัติสิ่งที่ทำ ให้ห่างไกลจากบรรดาข้อห้ามต่าง ๆ ที่เราได้กล่าวผ่านมาแล้วข้างต้น  และเมื่อท่านสามารถปฏิบัติสิ่งดังกล่าวได้แล้ว  แน่นอนท่านก็จะหลุดพ้นจากบาลอที่ทำให้ท่านหลงลืมในการเป็นทาสของอัลเลาะฮ์ และลืมต่อภาระหน้าที่ต่าง ๆ ของท่านที่มีต่อพระองค์  และเมื่อได้หลุดพ้นจากการหลงลืมเหล่านี้ด้วยการหมั่นซิกรุลลอฮ์อย่างสม่ำ เสมอแล้ว  แน่นอนว่าสิ่งดังกล่าวจะทำให้ท่านมีความรักต่ออัลเลาะฮ์ตาอาลา  และต่อไปจากนั้นท่านก็จะได้เลื่อนระดับไปสู่ตำแหน่งอัลอิห์ซานที่ท่านร่อ ซูลุลเลาะฮ์ได้ให้คำนิยามว่า "ท่านจงอิบาดะฮ์ต่ออัลเลาะฮ์เสมือนท่านเห็นพระองค์..."  และเมื่อตำแหน่งดังกล่าวมั่นคงอยู่กับท่าน   แน่นอนว่าหัวใจของท่านก็จะปราศจากภาพโลกต่าง ๆ ที่ท่านได้เห็นมันโดยบรรดา(ซีฟาต)คุณลักษณะต่าง ๆ ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างมาแทนที่และบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายที่อยู่ บนหัวใจก็จะกลายเป็นรัศมีที่ฉายให้เห็นถึงฮิกมะฮ์  ความเมตตา  และความโปรดปรานของอัลเลาะฮ์  และดังกล่าวนั้นก็คือแก่นแท้ของ วะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) " เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  ซึ่งเป็นแก่นแท้ของเตาฮีดอันสุดยอดที่มุสลิมสมควรนำมายึดเหนี่ยวให้กับตัว เขานั่นเอง

ส่วนคำกล่าวฮัลลาจญ์ที่ว่า اَنَا اللهُ  "ฉันคืออัเลาะฮ์" นั้น  นักปราชญ์ก็มีมุมมองที่ต่างกันไป  ซึ่งเราขอมอบหมายให้เป็นการงานของอัลเลาะฮ์  แต่ให้สมควรคิดในแง่ที่ดีนำหน้าไว้ก่อน  ซึ่งท่านอิบนุฮะญัร  อัลฮัยตะมีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์  ได้กล่าวว่า  "มันเป็นช่วงเวลาที่ตาใจของของเขาได้ประจักษ์เห็นต่ออัลเลาะฮ์นั้นได้มาครอบงำเหนือเขา  เมื่อการประจักษณ์เห็นด้วยตาใจของเขาได้สมบูรณ์  เขาจึงลืมซึ่งตัวเอง  ความรู้สึกของเขาจึงไม่หลงเหลืออยู่นอกจากมีเพียงอัลลาะฮ์ตะอาลาเท่านั้น  ดังนั้นเขาจึงกล่าวถ้อยคำที่เพ้อออกมาโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งเราเรียกว่าชะตะฮาต  ดังนั้นไม่มีฮุกุ่ม(เอาผิด)ต่อคำพูดเช่นนี้  เนื่องจากจะไม่ฮุกุ่ม(เอาผิด)นอกจากคำพูดที่เขาได้เปล่งออกมาในขณะที่ตื่นและเลือกเฟ้นได้  สำหรับถ้อยคำที่พูดออกมาในห่วงที่ควบคุมความรู้สึกของจิตใจไม่ได้นั้น  ถือว่าไม่สามารถตัดสิน(เอาผิดได้)อย่างเด็ดขาด"  สรุปจากหนังสืออัลฟะตาวาอัลฮะดีษะฮ์ 1/705   

บทสรุปที่ได้รับ

1.  วะห์ดะตุลวุญูดในความหมายของพวกปรัชญานั้น  ได้ถูกปฏิเสธจากปราชญ์ซูฟีย์ของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ 

2.  เราสมควรแยกแยะว่าซูฟีย์กลุ่มใดบ้างที่มีแนวทางถูกต้อง  อย่าไปกล่าวหาทันทีว่าซูฟีย์เชื่อในทฤษฏีวะห์ดะตุลวุญูดแบบพวกปรัชญา

3.  ผู้ที่ไม่เข้าใจตะเซาวุฟ  จึงเกิดความเป็นศรัตรูต่อสิ่งที่ตนเองไม่รู้  หลังจากนั้นเขาก็จะรังเกียจในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจนั่นเอง

وَاللهُ سُبْحَانَهُ وَتَعَاليَ أعْلىَ وَأَعْلَمُ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธ.ค. 11, 2008, 05:06 AM โดย al-azhary »
أُحِبُّ الصَّالِحِيْنَ وَلَسْتُ مِنْهُمْ     لَعَلَّ اللهَ يَرْزُقُنِيْ صَلاَحاً

ออฟไลน์ ad-dalawy

  • เพื่อนซี้ (o_O')
  • **
  • กระทู้: 193
  • Respect: 0
    • ดูรายละเอียด
Re: ความหมาย وحدة الوجود "เอกภาพแห่งการมี"
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธ.ค. 12, 2008, 06:24 PM »
0
อัสลามุอะลัยกุ้ม...

ผู้ไม่หวังดีกับตะเซาวุฟซูฟีย์และไม่เคยเข้าใจศาสตร์ตะเซาวุฟ  เอะอะอะไรก็เอาเรื่องวะห์ดะตุลวุญูดนี่แหละมาโจมตีแบบไม่รู้เรื่อง  ซึ่งเยอะครับโดยเฉพาะผู้ที่ชอบแปลหนังสือขาย พวกนี้ไม่เคยร่ำเรียนโดยตรง  แต่แปลตามๆ ตำรามาอีกที ผิดบ้างถูกบ้างผู้อ่านกลับไปตรวจสอบไม่คอยจะได้  ดังนั้นผู้ที่จะวิจารณ์หลักการของตะเซาวุฟต้องเป็นผู้รู้ตะเซาวุฟด้วยกันเอง

ออฟไลน์ นูรุ้ลอิสลาม

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 1356
  • Respect: +1
    • ดูรายละเอียด
Re: ความหมาย معنى وحدة الوجود "เอกภาพแห่งการมี"
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธ.ค. 13, 2008, 03:03 PM »
0
ดังนั้น  การกำเนิดมนุษย์หรือสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก็เพราะขึ้นอยู่บนการการสรรสร้างของอัลเลาะฮ์ในทุกวินาทีนั่นเอง  ฉะนั้นผู้ใดที่เพ่งมองพินิจพิจารณาถึงการมีผู้ให้บังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลาย  และทำการใคร่ครวญอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  เขาก็จะมองสรรพสิ่งทั้งหลายโดยกลับไปยังผู้สร้าง   และจะมีความรู้สึกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มันเป็นเพียงสิ่งที่ฉายให้เห็นผู้ที่สร้างมันที่มีหนึ่งเดียวนั่นเอง  ซึ่งดังกล่าวนี้ก็คือความหมายของ วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) ตามแนวทางของนักปราชญ์ซูฟีที่มาจากอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  แต่พวกเขาจะไม่นิยมเรียกว่าวะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) แต่จะเรียกว่าวะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  เพื่อไม่ต้องการให้เกิดความคลุมเครือระหว่างวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของพวกปรัชญากับวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของนักปราชญ์ซูฟีย์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  และเพื่อมิให้ผู้มุ่งร้ายต่อแนวทางของซูฟีอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ทำการกล่าวหาอย่างฉาบฉวย   

จะเรียกว่า วะฮ์ดุตุลวุญูด ที่มีความหมายถึงต้องตามแนวทางอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ก็คือ วะฮ์ดะตุชชุฮูด นั่นเอง  เกล็ดความรู้เพิ่มเติม
لا إله إلا الله محمد رسول الله

ออฟไลน์ คะลัคคะลุย

  • เพื่อนแท้ (-.^)
  • ****
  • กระทู้: 670
  • เรื่อยไป
  • Respect: +3
    • ดูรายละเอียด
Re: ความหมาย معنى وحدة الوجود "เอกภาพแห่งการมี"
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธ.ค. 15, 2008, 04:55 PM »
0
ดังนั้น  การกำเนิดมนุษย์หรือสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก็เพราะขึ้นอยู่บนการการสรรสร้างของอัลเลาะฮ์ในทุกวินาทีนั่นเอง  ฉะนั้นผู้ใดที่เพ่งมองพินิจพิจารณาถึงการมีผู้ให้บังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลาย  และทำการใคร่ครวญอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  เขาก็จะมองสรรพสิ่งทั้งหลายโดยกลับไปยังผู้สร้าง   และจะมีความรู้สึกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี้มันเป็นเพียงสิ่งที่ฉายให้เห็นผู้ที่สร้างมันที่มีหนึ่งเดียวนั่นเอง  ซึ่งดังกล่าวนี้ก็คือความหมายของ วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) ตามแนวทางของนักปราชญ์ซูฟีที่มาจากอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  แต่พวกเขาจะไม่นิยมเรียกว่าวะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) แต่จะเรียกว่าวะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"  เพื่อไม่ต้องการให้เกิดความคลุมเครือระหว่างวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของพวกปรัชญากับวะห์ดะตุลวุญูดตามความหมายของนักปราชญ์ซูฟีย์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์  และเพื่อมิให้ผู้มุ่งร้ายต่อแนวทางของซูฟีอะฮ์ลิสซุนนะฮ์ทำการกล่าวหาอย่างฉาบฉวย 

มองด้วยตาคือการมองเห็นแบบรูปธรรม  ส่วนการมองด้วยตาใจคือการมองเห็นแบบนามธรรม  ซึ่งแม้จะหลับตาก็ยังเห็นได้  ดังนั้นเมื่อเรามองสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลโลก  เราจะตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะฮ์ที่ยิ่งใหญ่     ตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะเกรียงไกร  ตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะแห่งการสรรสร้าง  ตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะแห่งการเนรมิตรที่วิจิตรงดงาม  ตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ  ตาใจเราจะมองเห็นว่าอัลเลาะฮ์ทรงเอกภาพในการมีคุณลักษณะแห่งความเมตตาปราณี  ตาใจเราจะมอบเห็นว่าพระองค์ทรงมีเอกภาพในการมีคุณลักษณะแห่งการมีชีวิตอย่างแท้จริงไม่สูญสิ้นสลาย  และตาใจของเราก็จะเห็นว่าพระองค์เท่านั้นที่ทรงทำให้ตายและทรงทำให้มีชีวิต

และผมก็เชื่อว่านี้ก็คือความหมาย วะห์ดะตุลวุยูด ( وَحْدَةُ الْوُجُوْدِ ) ที่มีความหมายเดียวกับวะห์ดะตุชชุฮูด ( وَحْدَةُ الشُّهُوْدِ ) "เอกภาพแห่งการเห็นประจักษ์ด้วยตาใจ"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธ.ค. 15, 2008, 04:58 PM โดย แหม้งแค๋ง »
اللهم صل علي سيدنا محمد وعلي آل محمد وصحبه وسلم

 

GoogleTagged