โพลล์

แสดงความเห็น

ดี
0 (0%)
ดีมาก
1 (100%)
ดีมากกว่า
0 (0%)
ดีที่สุด
0 (0%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 1

ผู้เขียน หัวข้อ: การเข้ามาของอิสลามในประเทศไทย  (อ่าน 11541 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ มาลิกกุ๊กกิ๊ก

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 451
  • เพศ: ชาย
  • คนความรู้น้อย
  • Respect: +4
    • ดูรายละเอียด
0

                    อิสลามนั้นเข้ามาในสยาประเทศตั้งแต่สมัยสุโขทัย  ดนมีหลักฐานยืนยันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามของไทยที่ไปอยุ่ที่อิหร่าน และศิลาของไทยด้วย และถ้วยชามที่มีภาอาหรับมาอยู่ที่ไทย  สรุปได้ว่าเข้ามาก่อนที่ไทยจะมีประวัติศาสตร์

                 ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ 2145 - 2170) มีชนชาติต่างๆที่นับถือสาสนาอิสลามเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวเปอร์เซีย
   ในปลายสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2133 – 2148) มีพ่อค้าชาวเปอร์เชีย 2 คน คือ เชคอะฮฺหมัด และเชคซะอิ๊ด (ชีอะฮฺ) ซึ่งคนไทยเรียกทั่วไปว่า “แขกเจ้าเซ็น” พร้อมด้วยข้าทาสบริวารเข้ามาตั้งรกรากค้าขายอยู่แถวท่ากายี (ปัจจุบันคือบริเวณราชภัฏอยุธยาครับ) จนร่ำรวยเป้นเศรษฐีใหญ่ ส่วนเชคซะอิ๊ดอยู่ได้ไม่นานก็กลับเปอร์เชีย  สำหรับเชคอะฮฺหมัดได้สมรสกับสุภาพสตรีไทย ต่อมาในสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2145 – 2170) ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเชคอะฮฺหมัดเป็น “พระยาเชคอะฮฺหมัดราชเศรษฐี” เป็นว่าที่กรทท่าขวา (กตป.กพณ. ในปัจจุบัน) และเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรกของไทย
   ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมพวกญี่ปุ่นก่อการกบกขึ้นมีแผนจับพระเจ้าทรงธรรม และยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน พระยาอำมาตย์ และพระยาเชคอะฮิหมัดรวมกำลังของชาวไทยทั้งพุทธและมุสลิม ปราบการจลาจลได้ทันท่วงที พระยาอำมาตย์จึงได้เลื่อนเป้น “เจ้าพระยากลาโหมศรีสุริยวงศ์” ว่าที่สมุหนายกเสนาบดีปักษ์ใต้ ส่วนพระยาเชคอะฮฺหมัดเลื่อนเป็น “เจ้าพระยาเชคอะฮฺหมัดรัตนราชเศรษฐี” ว่าที่สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ
   ต่อมาเมื่อพระยาศรีสุริยวงษ์ขึ้นครองราชย์เป็น “พระเจ้าปราสาททอง” (พ.ศ.2173  2198)
ขนะนั้นเชคอะฮฺหมัดชรามากแล้ว ทรงให้พ้นตำแหน่งสมุหนายก เลื่อนเป้น “พระยาบวรราชยายก” อยู่ในตำแหน่งจางวางมหาดไทย
   ท่านเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรก ศพของท่านถูกฝังไว้ ณ สุสานบริเวณท่ากายี (บริเวณราชภัฏอยุธยา) ท่านเป้นต้นตระกูลของ อะฮฺหมัดจุฬา บุนนาค ศรีเพ็ญ บุรานนท์ ศุภมิตร ยวงมณี ฯลฯ รวมอายุได้ 88 ขวบจ้ะ


ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ชาวเปร์เชีย  โมกอล  อพยพครอบครัวมาจากเมืองสาเลห์ เกาะชวากลาง

          โมกอลเป็นเจ้าเมืองสาเลห์ ถูกพวกโปรตุเกสรุกรามจึงได้อพยพครอบครัวและบริวารมาขึ้นที่สะทิ่งพระ   สงขลา ได้สะสมกำลังและตั้งบ้านเรือนที่หัวเขาแดง  ท่านมีบุตรชายสองคนชื่อ สุลัยมา และ ฟาริซี โดยประกอบการค้าทางทะเลกับพ่อค้าชาวต่างประเทศ เมืองของท่านเป้นเมืองที่แข็งแรงเพราะท่านเคยเป็นเจ้าเมืองมาก่อน
    เจ้าพระยานครศรีธรรมราช มีหน้าที่ดูแลเมืองทางใต้ได้รายงานไปยังกรุงศรีอโยธยา พระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดเกล้าให้ท่านโมกอลเป็นข้าหลวงผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ท่านโกอลปกครองเมืองอย่างเป้นสุข ตลอดสมัยของพระเจ้าทรงธรรม และถึงแก่อาญัลเมื่อ พ.ศ.2163  (อินนาลิ้ลลาฮฺ....)
               
               ท่านสุลัยมานบุตรชายคนโตจึงดูแลต่อจากท่าน จนสิ้นสมัยพระเจ้าทรงธรรม ( พ.ศ  217 0)  พระยาศรีสุริยวงศ์ได้ปราบดาภิเษก 2173 ประหารพระเชษฐาธิราช และพระอาทิตยวงษ์ โอรสของพระเจ้าทรงธรรม แล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย

                           ท่านสุลัยมานไม่เห็นด้วยกับการกระทำ ท่านจึงแยกตัวเป้นอิสระไม่ขึ้นกับอโยธยาบ้านของฉัน และสถาปนาตนเองเป็น “สุลตานสุลัยมานชาฮ์” จนกระทั่งถึงแก่อาญัล เมื่อ พ.ศ.2211 (เลขสวย ^^)

                         สมัยของท่านเป็นเมืองที่แข็งแรงมาก กองทัพยุดยาลงมาปราบถึง 2 คราแต่ก็หาสำเร็จไม่ จึงถูกปล่อยเป็นอิสระสักพักนึง ท่านมีความคิดที่ก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ท่านปกครองเมืองสงขลาจนถึง 46 ปี ศพถูกฝังบริเวณเขาแดง ปัจจุบันจดทะเบียนเป็นโบราณสถาน ของศิลปกร คนทั่วไปให้ความนับถือท่านมาก เรียกท่านว่า ดาโต๊ะมระหุ่ม

             ต่อมาท่านมุสตอฟาบุตรคนโตขึ้นครองราชย์แทน พระนารายณ์ส่งกองทัพหลวงร่วมกับหัวเมืองปักษ์ใต้มาปราบจนได้รับชัยชนะเมื่อ 2223 ขณะนั้นเจ้าเมืองนครศรีซึ่งเป็นมุสลิมด้วยกันจึงพูดจาหว่านล้อมให้สวามิภักดิ์ แต่ท่านสุลัยมาก็บอกว่าถ้ากรุงศรีอยุธยาปราบได้ก็จะสวามิภักดิ์

             หลังจากอยุธยาปราบได้ พระนารายณ์ก็มิได้เอาโทษแต่ประการใด อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงผลัดแผ่นดิน การแข้งเมืองย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  และพระนารายณ์ได้โปรดให้สุลต่านมุสตอฟา อพบพตนเองและครอบครับมาอยู่ที่เมืองไชยา และให้สลายเมืองสงขลา ต่อมาทรงโปรดให้ท่านสุมตอฟาเป็นพระยาพิชัย โดยมีนามว่า “พระยาพิพิธภักดีศรีพิชัยสงคราม” (พ.ศ.2225) ท่านย้ายพลพรรคของท่านมาอยู่ที่ไชยา และมีการปักหลักประตูเมือง เรียกว่าประโคน ซึ่งอยู่กลางเมือง

               ส่วนน้องชายของท่านคือท่านฮาซัน และ ฮุเซ็น เข้ามารับราชการอยู่ที่อโยธยา พร้อมกับบุตรชายของท่านมุสตอฟา (เตาฟีก)

                 ท่านฮะซันเป็นผู้ชำนาญการเดินเรือ จึงโปรดเกล้าให้เป็น  พระยาราชบังสัน    ว่าที่แม่ทัพเรืออยูธยา ซึ่งเข้าใจว่าเป้นแม่ทัพเรือของอยุธยาคนแรกอีกด้วย   ซึ่งตำแห่ง ราชบังสันนี้   ได้เป็นสืบเนื่องกันมาในสายตระกูลของท่านสุลัยมาน ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ใน ร4.

                    ส่วนท่านฮุเซ็น หลังจากปฏิบัติภารกิจที่อยุธยาได้พักหนึ่ง ท่านได้กลีบมาช่วยพี่ชายที่ไชยาทำหน้าที่เป้นปลัด มีชื่อเรียกเป็นภาษามลายึว่า “รายามุดา” หรือ หวันมุดา  ซึ่งหมายถึง พระยุพราชนั่นเอง

                ต่อมาได้ถูกโปรดเกล้าให้เป็นพระยาพัทลุง ดดยได้รับนามว่า “พระยาแก้วโกรพพิชัย” ท่านได้ปกครองอยู่มา 10 ปี  ก็ถึงแก่อาญัลอีก 1 คนจ้ะ



มีต่อ.....แต่รอหน่อยจ้ะเดีวว่างๆมาพิมต่อ  ^^

ข้อมุลจาก

วิชา ISL 104  อิสลามในสังคมไทย ภาควิชาอิสลามศึกษา  คณะศิลปศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิ.ย. 15, 2009, 01:43 PM โดย MaliK »

ออฟไลน์ Andalus

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 1133
  • เพศ: ชาย
  • บ่าวผู้ต่ำต้อย
  • Respect: +27
    • ดูรายละเอียด
Re: การเข้ามาของอิสลามในประเทศไทย
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พ.ย. 05, 2009, 11:29 AM »
0
คำกล่าวของอาจารย์คึกฤกธิ์ ปราโมช

"สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น
น่าจะอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ตั่งแต่เริ่มประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย เพราะศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึง
ประเทศอินโดนิเซีย และแหลมมลายูนั้น  ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะเคลื่อนมาจากยูนานใต้..."
ดังนั้นใครจะมาพูดว่ามุสลิมเป็นผู้มาอาศัยอยู่ย่อมเป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง
"โอ้ อัลลอฮฺ ผู้ทรงทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลงได้ ขอพระองค์ทรงให้หัวใจของฉันแน่นแฟ้นอยู่บนศาสนา(อิสลาม)ของพระองค์ด้วยเถิด "

ออฟไลน์ มาลิกกุ๊กกิ๊ก

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 451
  • เพศ: ชาย
  • คนความรู้น้อย
  • Respect: +4
    • ดูรายละเอียด
Re: การเข้ามาของอิสลามในประเทศไทย
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พ.ย. 23, 2009, 07:46 AM »
0
คำกล่าวของอาจารย์คึกฤกธิ์ ปราโมช

"สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น
น่าจะอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ตั่งแต่เริ่มประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย เพราะศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึง
ประเทศอินโดนิเซีย และแหลมมลายูนั้น  ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะเคลื่อนมาจากยูนานใต้..."
ดังนั้นใครจะมาพูดว่ามุสลิมเป็นผู้มาอาศัยอยู่ย่อมเป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง


ฉันยังไม่มีเวลาพิมต่อเลยอ่ะ

งุงุ

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3631
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +117
    • ดูรายละเอียด
Re: การเข้ามาของอิสลามในประเทศไทย
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ก.พ. 24, 2013, 11:26 AM »
0
คำกล่าวของอาจารย์คึกฤกธิ์ ปราโมช

"สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น
น่าจะอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ตั่งแต่เริ่มประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย เพราะศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึง
ประเทศอินโดนิเซีย และแหลมมลายูนั้น  ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะเคลื่อนมาจากยูนานใต้..."
ดังนั้นใครจะมาพูดว่ามุสลิมเป็นผู้มาอาศัยอยู่ย่อมเป็นคำพูดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง


ถูกต้องที่สุดค่ะท่าน...


และหากใครเคยได้ดูหนังอิงประวัติศาสตร์ของไทย
เรื่อง "คนไททิ้งแผ่นดิน" ก็น่าจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ
ในดินแดนสยาม หรือแผ่นดินที่เราเรียกกันว่่า แผ่นดินไทย
ในปัจจุบันได้บ้างค่ะ...

และถ้าใครขยันอ่าน ขยันศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้
เรื่องพระนเรศวร เรื่องเจ้าเมืองตามหัวเมืองต่างๆ
ก็จะยิ่งทำให้เราปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตได้ไม่มากก็น้อย
ยิ่งได้ศึกษาเรื่องช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างสี่แผ่นดิน
คือ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์
เราจะยิ่งเห็นอะไรบางอย่างที่ทั้งน่ากลัว(เพราะบางครั้งจิตใจของคน
ที่ขึ้นเถลิงอำนาจนั้นช่างน่ากลัวมากค่ะ)และทั้งน่าประทับใจก็มี...

ที่สำคัญ ผลงานของสุนทรภู่นั้นก็มีลายแทงชวนให้ขบคิดหลายอย่าง
อยู่เหมือนกันค่ะ...แม้อ่านเผินๆจะเป็นเพียงแค่กวีเท่านั้น
แต่เมื่ออ่านดูดีๆ เหมือนการตีวนกลับ เราก็อาจจะพบอะไรบางอย่าง
ที่สุนทรภู่แทรกเอาไว้ในบทกวี ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ท่านอาจไม่ต้องการ
สื่อออกมาตรงๆเพราะเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เลยออกมาในรูปแบบกวี
ที่ซ่อนลายแทงแห่งประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างแยบยล...
ก็น่าติดตามอ่านเหมือนกันนะคะหากว่าเราสนใจประวัติศาสตร์...


แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึ่งเจรจา

แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี


....

พระสมุทรสุดลึกล้น..........คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา.............หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา...............กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้.................ยากแท้หยั่งถึง


ปล.ขนาดว่าเป็นกวีธรรมดาที่ไม่ธรรมดาข้างบนนั้น
ก็ยังมีนัยยะแฝงอยู่มากมายทางประวัติศาสตร์ให้ขบคิด
เพราะชีวิตคนแต่งมันขึ้นมานั้นก็อิงประวัติศาสตร์...



ประวัติศาสตร์กับอักษรศาสตร์มันไม่ได้ห่างไกลกันเลย
ซ้ำยังเกื้อหนุนกันพอดิบพอดี...


ปล.อีกที...เหมือนว่าเจ้าของกระทู้จะลืมไปแล้วว่า
เรื่องราวดังกล่าวมันยังมีต่อ...

แม้จะหลายปีผ่านไป หากยังว่างมาต่อ
ได้โปรดมาต่อให้พี่น้องในนี้ได้อ่านกันอีกนะคะ...

แล้วจะรอติดตามค่ะ


วัสลามค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ก.พ. 24, 2013, 11:41 AM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

 

GoogleTagged