ผู้เขียน หัวข้อ: ปริศนาของโลก  (อ่าน 4290 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
ปริศนาของโลก
« เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:12 PM »
0

 salam

ขอตั้งหัวข้อนี้เพื่อนำเสนอปริศนาต่างๆที่พบเจอในโลกกลมๆใบนี้
หากพี่น้องท่านใดพบเห็นหรือพบเจอปริศนาไม่ว่าจะด้วยเรื่องใด
มาร่วมนำเสนอกันนะคะ...

เพราะวันนี้อาจเป็นปริศนาแต่อนาคตอาจไม่ใช่ปริศนา
และบางปริศนา ยิ่งไขยิ่งไม่รู้...
แต่มันกลับทำให้เรายิ่งรู้ว่ามีสัจธรรมซ่อนอยู่ในนั้น...

ขอประเดิมด้วย 10 ปริศนาของโลกที่ยังไม่สามารถหากุญแจมาไขพิศวงได้

ณ บัดนาววววววววว  ;D

اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:19 PM »
0




อันดับ 10 : กะโหลกแก้ว

 
ปริศนาจากชาวมายัน กุญแจที่จะไขทุกคำตอบในโลกของเรา
กะโหลกแก้วคริสตัลลึกลับ 5 ใน 13

ทั้งหมดที่ถูกค้นพบ ถูกปลุกฟื้นตำนานเรื่องเล่า
ความเป็นไปของมนุษย์จากอดีตกาลสู่ภพหน้า

แหล่งบรรจุสรรพสิ่งดั่งคำทำนาย บัดนี้ยังคลุมเครือ

ท่ามกลางความสงสัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการ และเทคโนโลยีในอดีต

ไม่น่าเชื่อว่ากะโหลกแก้วจะสร้างขึ้นเองได้ หากเป็นความจริงอันชวนตะลึง!

ดั่งคำสันนิษฐานจากกะโหลกแก้วที่ค้นพบ

ข้อมูลในนั้นจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างคนอดีตสู่คนยุคปัจจุบัน
(ไปดูอินเดียน่าก็ได้มีเหมือนกัน)



อันดับ 9 : ภาพลายเส้นนาซคา



ลายเส้นพิศวงกับปริศนาจากภาพเหล่านี้ คือข้อกังขาของที่มาของเรื่องทั้งหมด

รูปภาพสัตว์ขนาดใหญ่ สุนัข แมงมุม ปลาวาฬ ดอกไม้ ลิง เป็ด และนกกางปีก

บนชายฝั่งทางใต้ของเปรู เป็นคำถามที่คนพื้นเมืองในอดีตสร้างขึ้น
เพื่อผูกปมเรื่องให้ใคร่คิด

บ้างเชื่อเรื่องทางเดินสู่แหล่งน้ำของชนเผ่าต่างๆ

บ้างก็เชื่อมนุษย์ต่างดาวใช้สถานที่แห่งนี้ลงจอดยานบิน

หรือมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินดาราศาสตร์ที่ซับซ้อน

แม้จะหาข้อสรุปไม่ได้

สมมติฐานทั้งหมดก็ช่วยให้เราสนใจภาพวาดเหล่านั้นยิ่งขึ้น





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 02, 2009, 06:58 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:24 PM »
0




อันดับ 8 : สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า



ความลึกลับ อาถรรพณ์ และเรื่องจริงที่เกิดขึ้นยังคงกล่าวขานถึง
สู่หายนะกับสถานที่แห่งนี้

สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า มฤตยูกลางมหาสมุทรแอตแลนติก

เหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้
ความจริงที่เครื่องบิน เรือ ที่ผ่านบริเวณสามเหลี่ยมมรณะ
ถูกดูดกลืนสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่ทราบสาเหตุ

ทั้งที่สภาพอากาศ และทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีข้อสรุป คำตอบ

หรือข้ออ้างให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
มีเพียงแต่ปริศนาที่ยังค้างคาใจผู้คนจนถึงปัจจุบัน




อันดับ 7 : หีบพระบัญญัติศักดิ์สิทธิ์



คำตอบกับการเปิดทางสู่โลกพระเจ้า การค้นคว้าทางศาสนาครั้งยิ่งใหญ่

ปริศนาศิลาจารึกที่อยู่ข้างในหีบพระบัญญัติ คือ เครื่องมือติดต่อถึง
พระเจ้าโดยตรง คำสอนศาสนา หีบทองคำ วัตถุศักดิ์สิทธิ์
ที่องค์พระศาสดาตระหนักรู้อาจรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเปิดเผย
แต่ยังไม่ใช่ในตอนนี้


(แล้วจะบอกที่มาของบทความทีหลังนะคะ) :D


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 02, 2009, 06:59 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:30 PM »
0



อันดับ 6 : โอเรกอน วอร์เท็กซ์



พบกับสถานที่ที่ไม่ลึกลับแต่มันเป็นภาพลวงตาที่หาคำตอบไม่ได้

แนวแม่เหล็กที่ไขว้กันอยู่ใต้พื้นดิน สนามพลังผิดปกติ

เมื่อคุณเข้าไปยืนในนั้นจะรู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาด
จุดที่แม่เหล็กไขว้ทับกัน คุณรู้สึกได้ถึงความกดดัน มันผลักกันและกัน
และหมุนรอบๆจนคุณทนไม่ไหว การยืด หรือหดตัวอย่างน่าใจหาย
ไม่นับสถานที่แห่งนี้ยังมีโรงนาปริศนา ที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด
ตัวของคุณจะเอียง ลูกกอล์ฟกลิ้งขึ้นเนินเองได้ ไม้กวาดตั้งได้เอง
จนคุณอยากออกจากประสบการณ์แปลกประหลาด

เหล่านี้สู่โลกแห่งความจริงที่ทุกอย่างพิสูจน์ได้





อันดับ 5 : นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน


 
คดีแห่งปริศนา ฆาตกรรมอำพราง เมื่อหลายปีก่อนถูกคลี่คลาย

แต่เร็วๆนี้ถูกนำมาสอบสวนใหม่ ชนวนที่ฆาตกรที่จับได้จะใช่ฆาตกรตัวจริงหรือ?

คดีที่โด่งดังไปทั่วอ่าวแบ็คเบย์ในบอสตัน นักฆ่าใจโหด
ข่มขืนและฆ่ารัดคอผู้หญิง 11 คนตายในบ้านตัวเอง

คดีนี้ปิดฉากไปโดยตัวผู้รับสารภาพ อัลเบิร์ต เดอซาลโว

แต่ต่อมาคดีฆาตกรรมปริศนาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
เมื่อครอบครัวของหญิง 1 ในผู้ตายพบหลักฐานที่ส่อพิรุธ

การรื้อคดีเป็นได้แค่การบังหน้าของตำรวจ ไม่มีความรับผิดชอบใดใดเพิ่มมากขึ้น

เดอซาลโว จะใช่ฆาตกรตัวจริงหรือเปล่า
หรือว่านักฆ่าจอมโหดผู้นี้ยังคงลอยนวลต่อไป จนบัดนี้มันยังคงเป็นปริศนา???



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 02, 2009, 07:00 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:33 PM »
0



อันดับ 4 : สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส


 
บนโลกนี้มีเรื่องให้พิสูจน์อีกมาก อย่างที่เรากำลังจะพาไป
เยี่ยมเยือนสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสในสก็อตแลนด์

เรื่องเล่าที่โด่งดังเกี่ยวกับสัตว์รูปร่างประหลาด เนสซี่
ตัวใหญ่ประมาณ 15 – 40 ฟุต มักโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นครั้งคราว
หลายคนสนใจติดตามจับภาพสัตว์ประหลาดตัวนี้

แล้วบางอย่างก็เป็นจริง มีภาพของวัตถุลึกลับเคลื่อนไหวอยู่ในทะเลสาบชื่อก้องนี้
แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่

ถึงอย่างไรคนหลายคนต่างเชื่อว่า เนสซี่ สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส
มีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์ คอยาว มีครีบนั้นมีอยู่จริง

แต่เราจะได้เห็นหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับตัวเนสซี่เอง





อันดับ 3 : คร็อพเซอร์เคิล


 
วงกลมประหลาด รูปร่างแปลกๆหลายรูป ที่ยังคงต้องการคำตอบ

เหตุแห่งการเกิด ชาวเมืองเอฟเบอรี่คุ้นเคยกับมันดี

วงขนาดใหญ่ ยาวกว่า 200 เมตร กว้างร่วม 40 เมตร
เกิดกระจัดกระจายไปทั่วทุ่งนา
นำความเสียหายปนความสงสัยให้กับเจ้าของที่นาบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก

มีทฤษฎีหลายทฤษฎีถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของคร็อพเซอร์เคิล
มันอาจเป็นข้อความ หรือภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ต่างดาว

หรืออาจเป็นแค่วงกลมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจแค่นั้นเองก็ได้


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 02, 2009, 07:01 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 04:52 PM »
0



อันดับ 2 : ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์


 
เดินทางมาสัมผัสเกาะปริศนาที่โดดเดี่ยว เวิ้งว้างกลางมหาสมุทร

รูปสลักหินลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายเต็มฝั่งทั่วเกาะ

ทั้งที่ไม่มีคนอยู่ รูปสลักนี้มาจากไหน? สร้างขึ้นได้อย่างไร?

อาจเป็นชาวโพลีนีเชียนชนพื้นเมืองที่มาตั้งรกรากเมื่อ ค.ศ.400 เป็นผู้สร้างขึ้น

แต่ทำไมถึงสร้าง และอยู่บริเวณนี้ได้อย่างไรยังคงเป็นปริศนาดำมืด
ด้วยวิวัฒนาการ ความรู้ของคนในสมัยอดีต
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยกหินที่หนักกว่า 75 ตันมาไว้ตามชายฝั่งได้
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

ถึงกระนั้นรูปปั้นเหล่านี้ก็ยังคงถูกทิ้งไว้เพื่อค้นหาคำตอบต่อไป







อันดับ 1 : แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์


 
มันคงเป็นปริศนาต่อไป และน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะ

ปริศนาอันดับ 1 ที่ยังคงค้างคาใจเรา

ฆาตกรต่อเนื่อง แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อาชญากรระดับโลกที่ยังจับตัวไม่ได้

การสังหารอย่างโหดเหี้ยมของเหยื่อหลายรายติดๆกันถูกกล่าวขานถึง

ย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอนสร้างชื่อกระฉ่อนถึงความน่าสะพรึงกลัว

ไม่เพียงแต่ไร้วี่แววของฆาตกร การพิสูจน์ หรือทดสอบด้านนิติวิทยาศาสตร์
ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร จึงไม่มีเหตุผล หรือหลักฐานหนักแน่นในการมัดฆาตกร

จากคดีฆาตกรรมที่โด่งดังทำให้มีผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นมากมาย

หลักฐานสำคัญต่างๆ ถูกผุดขึ้นมาภายหลัง

จะเป็นไปได้มั้ยที่จะสืบสาวหาฆาตกรตัวจริงได้
แม้ฆาตกรคนนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่ให้จับแล้ว

แต่ก็ยังดีที่ได้รู้ว่าฆาตกรตัวจริงผู้นั้นคือใคร?

_______________________

หมายเหตุ:


มีหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่า "แจ๊ค เดอะ ริพเปอร์"
แท้ที่จริงก็คือ "เซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอล์ย" นั่นเอง

"เซอร์ อาร์เธอร์ "  เป็นผู้แต่งนิยายสืบสวนชื่อดังเรื่อง "เชอร์ลอคโฮล์ม"
เขามีชีวิตอยู่ในช่วงที่แจ็คออกล่าโสเภณีพอดี..


เชื่อกันว่า..ที่แจ็คไม่เคยถูกจับกุม เป็นเพราะเขารู้ขั้นตอนการสืบสวน
และช่องทางหลีกหนีการแกะรอยดี

ซึ่งพ้องกับที่เซอร์อาเธอร์ เป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับการสืบสวน
และเข้าใจขั้นตอนของตำรวจเป็นอย่างดี...

แต่ก็ไม่มีการยืนยันแน่ชัดแต่อย่างใด
เรื่องที่เชื่อกัน ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดด้วย

นานวันเข้า..คนก็ไม่ลือกันอีก ทำให้ปริศนาตัวตนที่แท้จริงของแจ็ค
ก็ยังดำมืดอยู่ต่อไป...


ที่มา: 10 ปริศนาของโลก จากบอร์ด mthai


แล้วจะค่อยๆเสริมรายละเอียดปลีกย่อยเรื่อยๆเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย
โดยเฉพาะเรื่อง พิศวงเบอร์มิวด้ากับหลุมดำ ข้าน้อยได้อ่านและศึกษามาบ้าง
เรื่องนี้มีปมที่น่าสนใจมิใช่น้อยเลยค่ะ สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์
และวิทยาศาสตร์ของโลกกลมๆใบนี้...ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง
และมนุษย์อีกหลายๆคนอยากรู้คำตอบกัน...

มิใช่แค่อยากรู้อย่างเดียว แต่มีกลุ่มคนกำลังทำการทดลอง
เพื่อค้นหาสิ่งเหล่านั้นอย่างเอาเป็นเอาตายเลยค่ะ...

อินชาอัลลอฮฺ...แล้วจะเอาข้อมูลมาลง ฝากพี่น้องช่วยเสริมด้วยนะคะ

...อยากเอามาลงให้อ่านเท่านั้นเองค่ะ...

วัสลามุอะลัยกุมค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 02, 2009, 07:03 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 08:16 PM »
0




บิ๊กแบง หลุมดำ อนุภาคพระเจ้า

ความลับจักรวาลกับความ (รู้) อยู่รอดของมนุษยชาติ ?
คอลัมน์ AROUND THE WORLD
โดย เกด-ริน



   ข่าวการตัดริบบิ้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC)
โดยองค์กรวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (CERN) เป็นครั้งแรก
ในวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา...
สร้างความตื่นเต้นไม่เฉพาะกลุ่มคนในแวดวงวิทยาศาสตร์


ไม่ใช่แค่คำโฆษณาว่าเจ้าเครื่องนี่ทรงพลังที่สุดในโลก !
(พลังงานมากกว่าเครื่องเร่งอนุภาคที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ถึง 7 เท่า)

ไม่ใช่เพราะใช้กองทัพนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และช่างเทคนิคระดับหัวกะทิ
ถึง 5,000 คนจากหลายสิบประเทศ !

และไม่ใช่เพราะงานนี้สหภาพยุโรปใช้เงินลงขันกัน 5.46 พันล้านดอลลาร์ !

แต่ความตื่นเต้นปนตื่นตระหนกนั้น เพราะหลายคนกังวล "ผล" จากการทดลอง
ที่อาจเป็นปฐมบทของ "หลุมดำ" โมเดลกำเนิดจักรวาลที่ว่ากันว่า
มีอานุภาพกลืนกินโลกทั้งใบได้สบายๆ !!!


แฟลชแบ็กกลับไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11-15...
สมัยที่ "ความรู้" เชิงวิทยาศาสตร์ถูกบีบให้ตีบตันมากที่สุด นั่นคือ "ยุคกลาง"


ช่วงต้นยุคกลาง ศาสนจักรเข้ามามีอิทธิพลกับการแสวงหาความรู้
ในเชิงวิทยาศาสตร์ มีการต่อต้านความคิดเชิงวิทยาศาสตร์
จากกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางศาสนา เน้น "ความเชื่อ"
มากกว่า "การทดลองและพิสูจน์ข้อเท็จจริง"


พูดได้ว่า เวลานั้นวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถแยกออกจากปรัชญาได้
เนื่องจากคนทั่วไปยังมีทัศนคติที่ว่า วิทยาศาสตร์ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ
ทางสติปัญญาในการคิดหาเหตุผลมากกว่าการลงมือทดลอง


มิหนำซ้ำวิธีการเข้าถึงความรู้ยังไม่มีหลักเกณฑ์เท่าที่ควร
ความรู้ที่ได้จึงค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ที่สำคัญ การแสวงหาความรู้ยังถูกจำกัดภายใต้กรอบที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากเจตจำนงของพระเจ้า


จึงไม่แปลกที่การค้นพบและเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ในขณะนั้นถูกต่อต้านอย่างหนัก !

จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่พ่อจมูกชมพู่บอกไว้...
ความกระเหี้ยนกระหือรือ "อยากรู้" นั้นไม่มีที่สิ้นสุด


แม้จะเกรงใจในอานุภาพของศาสนา แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีความพยายาม
ทดลองเกี่ยวกับการทำงานของร่างกายมนุษย์อย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ยึดติดอยู่กับความเชื่อ

ดังนั้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จึงปรากฏให้เห็นบ้าง
โดยเฉพาะด้านกลศาสตร์ ที่กล่าวถึงการเคลื่อนที่ของสสารหรือวัตถุ


ยุคกลางในเวลาต่อมาจึงปรากฏหลักฐานการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
ซึ่งบางส่วนเกิดขึ้นจากความคิดและการผลิตสิ่งต่างๆ จากประเทศในทวีปเอเชีย
เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศอิสลามในตะวันออกกลาง
เช่น ดินปืน กระดาษ และเข็มทิศที่ใช้ในการเดินเรือ ฯลฯ


นักวิทยาศาสตร์ในยุคกลางที่กล้าเปิดเผยตัวเอง ได้แก่ "Roger Bacon" ชาวอังกฤษ
และชาวเยอรมัน "Theodoric" แห่ง Freiburg
ทั้งคู่มีชีวิตอยู่ราวคริสต์ศักราช 1250-1311


อย่างไรก็ตาม ร่องรอย "ความรู้" ที่กบฏต่อเหตุผลทางศาสนาชัดเจนอีกครั้ง
เมื่อก่อกำเนิดสถาบันแห่งความรู้ในเวลาต่อมา

โดยในประเทศอังกฤษมีมหาวิทยาลัย Cambridge และมหาวิทยาลัย Oxford
ในฝรั่งเศสมีมหาวิทยาลัย Paris
ในอิตาลีมีมหาวิทยาลัย Bologna และมีมหาวิทยาลัย Padua เกิดขึ้น
ในขณะเดียวกับสงครามครูเสด ซึ่งเป็นสงครามศาสนาระหว่างคริสต์และอิสลาม

...ทำให้มีการแพร่กระจายความคิดและเทคนิควิธีการหาความรู้
ของชาวอิสลามผสมผสานกับแนวคิดดั้งเดิมของชาวกรีก


10 กันยายน 2551 ลึกลงไปอุโมงค์ใต้พื้นดินราว 100 เมตร
การทดลองครั้งใหญ่ของมนุษยชาติได้เริ่มขึ้นแล้ว...

นักวิทยาศาสตร์ไม่แบ่งคริสต์-อิสลาม
กำลังเฝ้ามองความสำเร็จในการยิงแสงโปรตอนลำแรก
เข้าสู่เครื่องเร่งอนุภาคยักษ์ ณ ห้องปฏิบัติการบริเวณตะเข็บชายแดน
สวิตเซอร์แลนด์-ฝรั่งเศส


..."CERN" เปิดเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยการยิงลำแสงแรกทดสอบระบบ ก่อนวางแผนปล่อยอนุภาคชนกัน
หา "อนุภาคพระเจ้า" ต้นตอมวลในเอกภพ

นักฟิสิกส์ย้ำแม้เกิดหลุมดำจิ๋วก็สลายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงขั้นกลืนกินโลก
แต่หากอนุภาคเกินควบคุม แค่เครื่องพัง แต่ทุกอย่างยังอยู่ในอุโมงค์...
ข่าวรายงานความสำเร็จแพร่สะพัดไปทั่วโลก


วิทยาศาสตร์กำลังสลายความกลัวจากความไม่รู้...
ความเชื่อ (เรื่องพระเจ้าสร้างโลก) กำลังถูกลดบทบาทลง...



วันนี้ วิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่คนละขั้วกับศาสนจักรอีกแล้ว
(และถือเป็นโชคดีที่ตอนนี้ไม่ต้องเลือกข้าง ...เอ๊ย ! เลือกขั้ว)



วิทยาศาสตร์ตอบสิ่งที่มนุษย์อยากรู้...

บังเอิญมนุษย์อยากรู้ความลับจักรวาลว่าก่อกำเนิดขึ้นมาท่าไหน
ทั้งๆ ที่เราเคยเชื่อว่าอะตอมคือหน่วยย่อยที่สุดของสสาร

แต่ต่อมาเราก็พบว่ายังมีโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอนที่เล็กกว่า
และมี "ควาร์ก" (quark) เป็นสิ่งที่เล็กลงไปอีก...

ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทำให้รู้ว่ายังมีสิ่งที่เล็กกว่านั้น


"ฮิกก์ส" (Higgs) หรือ "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) คือสิ่งที่ว่า...

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างคาดหวังว่าจะค้นพบจากการทดลอง
มูลค่า 5.46 พันล้านดอลลาร์นี้ !



อนุภาคพระเจ้า ที่อาจจะตอบคำถามถึงการมีอยู่ของมวลเอกภพ
ไขปริศนาความลับแห่งจักรวาล


อดใจรออีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเซิร์นเดินหน้าเปิดเร่งเจ้าเครื่อง LHC นี้อย่างเต็มที่...

เราอาจจะได้ "รู้" ความจริงว่า จักรวาลไม่ได้เกิดจากพระเจ้า
หากแต่เกิดจาก "อนุภาคพระเจ้า" ?!



คอลัมน์ AROUND THE WORLD
โดย เกด-ริน
วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4038



__________________________________


เอาข่าวสารเมื่อปีที่แล้วตอนที่เซิร์นเปิดตัวกับ ณ ปัจจุบันนั้นก้าวกระโดด
ออกไปอีกแล้วค่ะ...แต่สำหรับข้าน้อยนั้น
ไม่ว่าจะอ่านจะศึกษาวิทยาศาสตร์หรืออะไรที่นักวิทยาศาสตร์ทดลอง
หรือหาข้อพิสูจน์ออกมาได้ หรือความพยายามที่นักวิทยาศาสตร์
ต้องการพิสูจน์ว่าโลกนี้ไม่ได้สร้างด้วยพระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่ผู้สร้าง
ซึ่งความรู้ตรงนี้ หากเราศึกษามันโดยไม่ได้ศึกษาศาสนาไปด้วย
ข้าน้อยว่ามันค่อนข้างอันตรายค่ะ...
เพราะนักวิทยาศาสตร์(บางคน)จะไม่มีความเชื่อและศรัทธาในพระเจ้า
หรือโดยทั่วไป ไม่มีศาสนา บางคนเชื่อในสิ่งที่เขาพิสูจน์ได้เท่านั้น
สิ่งที่เขายังพิสูจน์ไม่ได้เขาก็พยายามพิสูจน์ต่อไปอยู่เรื่อยๆ
และมันจะไม่มีวันจบสิิ้นอย่างแน่นอน...แม้เขาจะใช้เวลาทั้งชีวิตของเขาก็ตาม
แล้วเขาจะตายในสภาพไหน ตายในสภาพที่ไม่ได้พิสูจน์จนถึงที่สุด
และอาจตายไปในสภาพที่ไร้ศรัทธาในผู้สร้างที่แท้จริง...
แล้วสุดท้าย เขาเป็นผู้ขาดทุนหรือไม่...ซึ่งอัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ในหัวใจเขา...

เคยสังเกตว่าประเทศที่พัฒนาด้านเทคโนโลยีและด้านวิทยาศาสตร์มากๆ
จะมีอัตตราการฆ่าตัวตายสูงมาก...เพราะอะไรนั้น...
สำหรับข้าน้อยคิดว่า...อาจเพราะว่าเขายึดติดอยู่กับวัตถุและความจริง
ที่ปรากฏหรือพิสูจน์ได้เท่านั้น ทั้งที่เอาเข้าจริงเขาไม่สามารถพิสูจน์
ความจริงได้หมด เพราะเขาไม่ใช่ผู้สร้าง สิ่งที่เขาประดิษฐ์คิดค้นมาใหม่
ก็ล้วนแล้วแต่นำมาจากสิ่งที่มีอยู่เดิมแล้ว
แล้วอย่างนี้เขาจะมีอำนาจอะไรจะไปต่อกรกับผู้สร้างที่แท้จริง...

พอผิดหวังล้มเหลวก็ไร้ที่ยึดเหนี่ยว เพราะแท้จริงมนุษย์ทุกคนนั้นอ่อนแอ
ล้วนต้องการที่พึ่ง และคนที่ไร้ศรัทธาจะหาที่พึ่งใดได้ ณ เวลานั้น...

สำหรับข้าน้อยการเรียนรู้ศาสตร์ด้านใด หากไร้ศรัทธาในอัลลอฮฺแล้ว
มันก็อันตรายทั้งนั้นค่ะ...ต่อให้เขาสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่
สุดท้ายเขาก็ตาย ทุกวันนี้คนที่สร้างโน่นสร้างนี้ ไปเยือนอวกาศ
ก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองตายแล้วไปไหน...พยายามพิสูจน์โน่นนี่จนตัวตาย
เรื่องใกล้ตัวใกล้จมูก พวกเขายังพิสูจน์ไม่ได้เลยค่ะ...

และบางครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่จะนำมาซึ่งหายนะอะไรบ้าง
หากการทดลองไม่เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ อะไรจะเกิดขึ้น

สิ่งที่มนุษย์ผู้ถูกสร้างทำได้ก็แค่คาดการณ์...ส่วนผลที่ตามมาแท้จริง
จะเป็นเช่นไร ผู้สร้างที่แท้จริงเท่านั้นที่รู้...

แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ความรู้บางอย่างแท้จริงนั้นไร้ประโยชน์
หากอัลลอฮฺไม่ประสงค์จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับความรู้นั้น...

วัลลอฮฺอะลัม

ผิดพลาดตรงไหน โปรดชี้แนะด้วยนะคะ...


วัสลามุอะลัยกุมค่ะ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 03, 2009, 12:03 AM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

little cat

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พ.ย. 02, 2009, 11:44 PM »
0
 loveit: loveit: loveit:

ออฟไลน์ binti

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 261
  • Respect: +1
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พ.ย. 03, 2009, 09:59 AM »
0
แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ความรู้บางอย่างแท้จริงนั้นไร้ประโยชน์
หากอัลลอฮฺไม่ประสงค์จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับความรู้นั้น...


เพราะเหตุนี้ถึงได้ต้องขอดุอา  ให้ได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์  ใช่ป่าว  myGreat:
อัสตัฆฟิรุลลอฮัลอะซีม

ออฟไลน์ Bahebak

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 262
  • Live and Learn
  • Respect: +1
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พ.ย. 03, 2009, 03:22 PM »
0



อันดับ 4 : สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส



19 เมษายน พ.ศ. 2477 โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Kenneth Wilson) สูตินรีแพทย์ชาวอังกฤษ สามารถถ่ายภาพสัตว์ประหลาดคอยาว เนสซี (Nessie) หรือ ล็อคเนสส์ มอนส์เตอร์ (Loch Ness Monster)
ซึ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำในทะเลสาบล็อคเนสส์ ประเทศสก็อตแลนด์ได้ ขณะที่เขากำลังขับรถยนต์ผ่านทะเลสาบในตอนเช้า
จากนั้นได้มีการนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันมาสังเกตการณ์ ตามล่าตัวแนสซี และได้มีผู้พบเห็นเป็นบางครั้ง 
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแนสซีมีลักษณะคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่อาศัยอยู่ในทะเลที่ชื่อว่า "พลีซิโอซอร์” (plesiosaur) ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
 แต่ในที่เมื่อสุดเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี ในปี 2541 ความจริงก็ได้รับการเปิดเผยจาก คริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling) ชายวัย 90 ปี
ผู้มีส่วนร่วม “สร้าง” ภาพดังกล่าวว่า ภาพถ่ายสัตว์ประหลาดคอยาวของหมอวิลสันนั้นเป็นภาพที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้น
โดยใช้หุ่นจำลองสวมกับเรือดำน้ำเด็กเล่น…เท่านั้นเอง


จาก sarakadee.com

...We love Allah.We love Nabi.We're muslims...

ออฟไลน์ Bahebak

  • เพื่อนสนิท (._.")
  • ***
  • กระทู้: 262
  • Live and Learn
  • Respect: +1
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พ.ย. 03, 2009, 03:25 PM »
0
ชอบและลุ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ





บิ๊กแบง หลุมดำ อนุภาคพระเจ้า



ถึงผลจะออกมารูปแบบไหนและอย่างไร  แต่ความจริงก็คือความจริง
ซึ่งความจริงนั้น จะ"ค้นพบ" ได้จากครั้งนี้ หรือไม่
ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของพระองค์

รอต่อไป...
ว่ามนุษยชาติจะพิสูจน์ได้ว่าอย่างไร
...We love Allah.We love Nabi.We're muslims...

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พ.ย. 03, 2009, 03:35 PM »
0
แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ความรู้บางอย่างแท้จริงนั้นไร้ประโยชน์
หากอัลลอฮฺไม่ประสงค์จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับความรู้นั้น...


เพราะเหตุนี้ถึงได้ต้องขอดุอา  ให้ได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์  ใช่ป่าว  myGreat:

 salam

มีคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมค่ะ
น่าจะเป็นอันนี้น่ะค่ะ(เอามาจากกระทู้ในเวบบอร์ดแห่งนี้ค่ะ)


อ้างถึง
ในขณะดังกล่าว (คือในขณะที่ชัยฏอนมีเป้าหมายให้ความชั่ว
ไปแทรกอยู่ในรูปแบบของความดี)
ชัยฏอนมันก็จะทำการอ่านให้ท่านฟังถึงความประเสริฐของวิชาความรู้  
ฐานันดรของอุลามาอ์  และบรรดาฮะดิษและคำกล่าวของซอฮาบะฮ์
ที่รายงานเกี่ยวกับเรื่องวิชาความรู้  
และชัยฏอนมันก็จะทำให้ท่านคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์
ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ที่ว่า

"ผู้ใดที่เพิ่มทวีคูณวิชาความรู้โดยไม่เพิ่มทวีคูณทางนำเลยนั้น  
เขาจะไม่ได้รับการเพิ่มใด ๆ จากอัลเลาะฮ์นอกจากความห่างไกล"


และคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

"มนุษย์ที่ถูกลงโทษรุนแรงที่สุดในวันกิยามะฮ์  
คือผู้รู้ที่อัลเลาะฮ์ไม่ทำให้เขาได้รับประโยชน์จากความรู้ของเขา"


และท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"โอ้พระเจ้าของฉัน  ฉันขอความคุ้มครองด้วยพระองค์
จากความรู้ที่ไม่มีประโยชน์  จากหัวใจที่ไม่มีสมาธิ  
จากการปฏิบัติที่ไม่ถูกตอบรับ  และจากดุอาอ์ที่ไม่ถูกได้ยิน"


ตอนแรกที่อ่านประโยคเหล่านี้ทำให้ไม่กล้าศึกษาอะไรมากนัก(เริ่มกลัว)
แต่เมื่อนึกถึงอัลลอฮฺและความรักความเมตตาแห่งพระองค์...
ความกล้าที่จะเดินออกไปศึกษาหาความรู้จึงมีมากขึ้น
เพราะเรามีพระองค์เป็นผู้คุ้มครอง เราสามารถวอนขอต่อพระองค์ได้...
ความกลัวในใจจะค่อยๆหายไปค่ะ...

ส่วนผู้ที่รับเอาสิ่งที่เรานำเสนอไปทำอะไร เขาจะนำไปใช้ในทางที่ดีหรือไม่...
อันข้าน้อยเองก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจาก มอบหมายต่ออัลลอฮฺ...
เพราะว่ามันเกินอำนาจที่เราจะไปตรวจสอบว่าใครได้นำสิ่งที่เรานำเสนอ
ไปใช้ทำอะไรบ้าง...เขาจะมีความคิดเห็นยังไงต่อสิ่งที่เรานำเสนอไปบ้าง...
บางครั้งอาจจะกังวลค่ะ...เลยไม่กล้าทำอะไรมากนัก...เพราะกลัวผิดพลาด
แต่หากกลัวผิดพลาดหรือคิดว่าต้องทำทุกอย่างอย่างไร้ที่ติ ปราศจากข้อผิดพลาด
ชีวิตนี้ก็คงไม่ค่อยได้ทำอะไรมากมายนักน่ะค่ะ...
เพราะมนุษย์ย่อมมีข้อบกพร่อง...
และหากเราทำอะไรออกไปแล้ว ผิดพลาดยังไง...จะมีผู้ที่รู้กว่ามาตักเตือน
ทำให้เราเรียนรู้เพิ่มว่าที่เราคิดไว้มันผิด...
แต่หากเราเก็บความคิดไว้ โดยกลัวว่าหากคิดดังแล้วจะผิดพลาด และน่าอาย...
ชีวิตนี้เราก็ไม่กล้าคิดดังให้ใครได้ยินมากนัก...
และเราอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดมันผิดหรือถูกกันแน่...

แต่เราเหนียตการกระทำของเรา ความคิดของเราไว้เพื่อสิ่งใดนั้น
อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง...วัลลอฮุอะลัม

วัสลามุอะลัยกุมค่ะ

 loveit:

اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พ.ย. 03, 2009, 03:54 PM »
0



อันดับ 4 : สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส



19 เมษายน พ.ศ. 2477 โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Kenneth Wilson) สูตินรีแพทย์ชาวอังกฤษ สามารถถ่ายภาพสัตว์ประหลาดคอยาว เนสซี (Nessie) หรือ ล็อคเนสส์ มอนส์เตอร์ (Loch Ness Monster)
ซึ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำในทะเลสาบล็อคเนสส์ ประเทศสก็อตแลนด์ได้ ขณะที่เขากำลังขับรถยนต์ผ่านทะเลสาบในตอนเช้า
จากนั้นได้มีการนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันมาสังเกตการณ์ ตามล่าตัวแนสซี และได้มีผู้พบเห็นเป็นบางครั้ง 
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแนสซีมีลักษณะคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานโบราณที่อาศัยอยู่ในทะเลที่ชื่อว่า "พลีซิโอซอร์” (plesiosaur) ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
 แต่ในที่เมื่อสุดเวลาผ่านไปกว่า 60 ปี ในปี 2541 ความจริงก็ได้รับการเปิดเผยจาก คริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling) ชายวัย 90 ปี
ผู้มีส่วนร่วม “สร้าง” ภาพดังกล่าวว่า ภาพถ่ายสัตว์ประหลาดคอยาวของหมอวิลสันนั้นเป็นภาพที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้น
โดยใช้หุ่นจำลองสวมกับเรือดำน้ำเด็กเล่น…เท่านั้นเอง


จาก sarakadee.com



salam

สงสัยจะเข้าข่ายเดียวกันกับเรื่อง ภาพเด็กสาวที่กลายเป็นลิง
ที่เคยเป็นข่าวดังอยู่ช่วงหนึ่งแน่ๆเลยค่ะ...

เพราะว่าภาพข่าวนั้น...จำได้ว่าท่านenoได้นำเสนอที่มาที่ไปในกระทู้ในเวบนี้
ว่าเอามาจากภาพโมเดล มิใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด...

ส่วนบางครั้งเรื่องจานบินที่มนุษย์เห็นแล้วเล่าต่อๆกันมา
เท็จจริงอาจเป็นเพียงแค่ เมฆที่จับกลุ่มกัน หรือที่เขาเรียกว่า "เมฆจานบิน"
มันเป็นภาพมายาหลอกตาคน...แต่เมฆจานบินนั้นมีอยู่จริง เกิดขึ้นจริง
แม้คนที่เห็นจะคิดไปต่างๆนาๆว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม..แต่มันก็มีอยู่จริง...
มนุษย์ต่างหากที่ไม่รู้ว่าแท้จริงของภาพที่เห็นเป็นอะไรกันแน่...
แล้วผู้ที่ให้คำตอบได้ก็คือผู้สร้าง...
นั่นจึงเป็นปริศนาอยู่ให้มนุษย์ค้นหาคำตอบ

แต่ไอ้ภาพที่มนุษย์สร้างเองแล้วให้มนุษย์ด้วยกันที่เห็นคิดโน่นคิดนี่
คิดกันไปต่างๆนาๆนี่สิคะ...มันน่าเคืองคนที่สร้างมิใช่น้อย...

มนุษย์นี้หนอ หลอกกันได้... fouet:

ขอบคุณค่ะที่นำข้อมูลมาบอกกล่าวกัน...

ขออัลลอฮฺทรงตอบแทน

ปล.เรืื่องของเซิร์นกับหลุมดำยังมีภาคต่อค่ะ...น่าลุ้นสุดๆค่ะ... ;D

ส่วนเรื่องของอาเรกอนนั้น มีที่มาที่ไปเช่นกันค่ะ
ว่าทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์นั้น
แต่เรื่องภาพสัตว์ประหลาดที่ว่านี้เพิ่งรู้จริงๆค่ะ hehe

วัสลามุอะลัยกุมค่ะ

 loveit:

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 03, 2009, 03:58 PM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พ.ย. 14, 2009, 01:53 AM »
0

 salam


มาต่อกันในเรื่องของ"เซิร์น"ค่ะ

วันของหลุมดำบนโลก


แล้ววันที่เครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลกเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นทางการ
ก็มาถึงและผ่านไป

ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลก
และกระแสความตื่นกลัวของผู้คนทั่วไปทั่วโลก ที่รุนแรงถึงระดับวันสิ้นโลก!

วันที่ 10 ก.ย. 2008 จะต้องถูกบันทึกไว้อย่างแน่นอนในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์สำคัญของวิทยาศาสตร์โลก เพราะวันที่ 10 ก.ย. นั้น
เป็นวันที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งกำลังหวังว่า
จะได้ “เห็น” (ถึงแม้จะไม่ใช่ด้วยสายตาโดยตรง)
การเกิดของหลุมดำบนโลกจากฝีมือมนุษย์...


ในขณะที่คนจำนวนมากทั่วโลก เกิดความหวาดวิตกว่า
จะเกิดหลุมดำขึ้นมาบนโลกจากฝีมือการสร้างของมนุษย์
และหลุมดำที่เกิดขึ้น จะเป็นหลุมดำมหาภัย ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหลุมดำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเคราะห์โลก เป็น “วันสิ้นโลก”
ตามคำพยากรณ์ถึงวาระสุดท้ายของโลกที่มีอยู่เป็นประจำ...

ความหวาดวิตกที่เป็นกระแสไปทั่วโลก ร้ายแรงถึงขั้นอย่างน้อย
ได้คร่าชีวิตของวัยรุ่นหญิงอินเดีย อายุ 16 ปีคนหนึ่ง
ที่เกิดวิตกจริตจากภัยของหลุมดำฝีมือมนุษย์
จนกระทั่งชิงฆ่าตัวตายด้วยยาฆ่าแมลง ในวันที่ 10 ก.ย.. 2008 นั้น

แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงหวังว่า
หลุมดำจะได้เกิดขึ้น (จากฝีมือการสร้างของมนุษย์เป็นครั้งแรก)
ในขณะที่คนจำนวนมากทั่วโลก หวาดวิตกถึงขั้นเกิดวิตกจริต
ร้ายแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย?


ในวันที่ 10 ก.ย. 2008 องค์การยุโรปเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์
(European Organization For Nuclea Research)
หรือที่รู้จักเรียกกันสั้นๆ เป็น CERN (เซิร์น) อยู่ใกล้กรุงเจนีวา
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เริ่มต้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลก

ถึงขณะนี้ ชื่อ LHC (แอลเอชซี) จากชื่อเต็ม Large Hadron Collider
อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายที่แห่แหน
ไปชมการเริ่มต้นทำงานของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ เซิร์น โดยตรง
อย่างที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และชมกันทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ต
อย่างคับคั่ง จนกระทั่งเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อบางแห่งถึงกับล่ม
เพราะผู้คนแห่กันเข้าไปดูมากเกินไป


ฮาดรอน (Hadron) เป็นชื่อเรียกกลุ่มอนุภาคชนิดหนัก เช่น โปรตอน นิวตรอน
ไพเมซอน เป้าหมายการทำงานของเครื่องแอลเอชซี คือ
บังคับให้อนุภาคจำพวกฮาดรอน เคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศเป็นวงกลม
มีเส้นรอบวงยาวประมาณ 27 กิโลเมตร


ในวันที่ 10 ก.ย. 2008 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ได้มีการปล่อยลำอนุภาคโปรตอน
เข้าไปในท่อ หรืออุโมงค์ของเครื่อง มีสภาพเป็นสุญญากาศ
แล้วสนามแม่เหล็กเข้มข้น ก็เป็นตัวควบคุมให้โปรตอนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
วิ่งวนไปในอุโมงค์ ซึ่งเมื่อเปิดทำงานเต็มที่ โปรตอนสามารถจะเคลื่อนที่
ด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าแสง คือ 99.99 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง
ลำอนุภาคโปรตอนจะเคลื่อนที่รอบอุโมงค์เครื่องแอลเอชซี
ได้มากถึงกว่า 1.1 หมื่นรอบต่อวินาที


แล้วหลุมดำจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

หลุมดำ... ถ้าเกิดขึ้น... จะเกิดจากการที่ลำอนุภาคโปรตอนสองลำ
เคลื่อนที่ไปในอุโมงค์ในทิศทางตรงข้ามกัน แล้วก็ชนกัน
เกิดสภาวะคล้ายกับสภาพของจักรวาลหลังการเกิดบิกแบงในอดีต
อันเป็นตัวกำเนิดของจักรวาลของเรา เมื่อประมาณ 1.4 พันล้านปีก่อน


จากการชนกันของโปรตอนอย่างรุนแรงนี้เอง
เป็นที่มาของทั้งความหวังและความหวาดกลัวเรื่องหลุมดำกันทั่วโลก


จริงๆ แล้ว เรื่องหลุมดำเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง ที่วงการวิทยาศาสตร์
หวังว่าจะเกิดขึ้นจากการทำงานของเครื่องแอลเอชซี
เพราะเป้าหมายและความคาดหวังของวงการวิทยาศาสตร์จากเครื่องแอลเอซซี

ที่สำคัญนอกเหนือไปจากเรื่องหลุมดำแล้ว ก็คือ ความคาดหวังว่า
อาจจะได้พบหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับอนุภาคฮิกส์ (Higgs Particle), สสารมืด,
พลังงานมืด และมิติของจักรวาลมากกว่า 4 มิติ (เกี่ยวเนื่องกับทฤษฎีซูเปอร์สตริง)


ความคาดหวังสูงสุดจากเครื่องแอลเอชซี คือ การค้นพบ อนุภาคฮิกส์
ซึ่งเรียกกันเป็น God Particle (อนุภาคพระเจ้า)
เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจกระบวนการเกี่ยวกับแรงดึงดูดโน้มถ่วง
ดังเช่น ที่นักวิทยาศาสตร์ได้จากโฟตอนสำหรับเรื่องของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

แล้วเรื่องของการมองต่างมุมเกี่ยวกับหลุมดำจากเครื่องแอลเอชซี
ของนักวิทยาศาสตร์ กับที่เป็นกระแสข่าวถึงระดับ “วันสิ้นโลก” ล่ะ?

สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ตั้งความหวังว่า การชนกันของโปรตอน
ที่ทำให้เกิดพลังงานสูงในระดับใกล้เคียงกับสภาพของจักรวาล
หลังการเกิดบิกแบงใหม่ๆ ทำให้เกิด หลุมดำจิ๋ว
ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง จะมีขนาดเล็กจิ๋วเพียงระดับเป็น 10 เมตร
และมีอายุสั้นมากเพียงระดับ 10 วินาทีเท่านั้น แล้วหลุมดำจิ๋วก็จะสลายตัวไป


ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จะไม่ได้เห็นหลุมดำจริงๆ แต่ถ้าหลุมดำจิ๋วเกิดขึ้น
สิ่งที่จะได้เห็น คือ ผลจากการสลายตัวของหลุมดำจิ๋ว เป็นอนุภาค
และ/หรือพลังงาน ซึ่งเปรียบเป็นเสมือนกับร่องรอยหลักฐาน
ทิ้งให้นักวิทยาศาสตร์ได้สืบสวน ย้อนกลับไปหาข้อสรุปว่า
หลุมดำได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่


ส่วนหลุมดำในความเข้าใจของผู้คนที่ตื่นตระหนก
จะเป็นหลุมดำในลักษณะแบบเดียวกับหลุมดำที่มีอยู่จริงในอวกาศ
เช่น ซากของดาวฤกษ์ที่ยุบถล่มตนเอง เปลี่ยนสภาพไปเป็นหลุมดำ
และจะเป็นหลุมดำเจ้าตัวหิว ที่จะดึงดูดทุกสิ่งโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ ฝุ่นผง
ดวงดาว หรือยานอวกาศ ถ้าเข้าไปใกล้ถึงจุดที่ “กลับไม่ได้”


ภาพที่วิตกกัน คือ จากการทำงานของเครื่องแอลเอชซี จะทำให้เกิดหลุมดำ
ซึ่งอาจจะเริ่มจากขนาดเล็กจิ๋ว แล้วก็จะดึงดูดทุกสิ่งโดยรอบ
แม้แต่ตัวดาวเคราะห์โลกทั้งดวง ซึ่งหลุมดำในลักษณะที่วิตกกันนี้
นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของเครื่องแอลเอชซี
รับประกันได้ว่า จะไม่สามารถเกิดขึ้น

หลักฐานยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่า หลุมดำอย่างที่วิตกกัน จะไม่เกิดขึ้น ก็คือ...

ถ้าหลุมดำดังที่หวาดกลัวกันเกิดขึ้นได้ และทำลายโลกได้
ถึงขณะนี้ (ที่ท่านผู้อ่านกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่) โลกก็ได้ถูกหลุมดำกินไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะจริงๆ แล้ว ก่อนวันที่ 10 ก.ย. ที่มีการเดินเครื่องแอลเอชซี
อย่างเป็นทางการนั้น ได้มีการทดลองเดินเครื่องมาก่อนแล้ว
ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2008 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในเดือน ส.ค. 2008 ที่มีการทดลองเดินเครื่องให้โปรตอน
ได้ชนกันอย่างใกล้เคียงกับสภาพการทำงานจริงของเครื่องแอลเอชซี...

แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะนี้ โลกก็ยังอยู่ ท่านผู้อ่านก็ยังกำลังอ่านเรื่องนี้ได้อยู่
เป็นหลักฐานสำคัญว่า หลุมดำ ดังที่หวาดกลัวกัน
ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจากเครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลกวันนี้ได้!



เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551


...มีต่อค่ะ...

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 14, 2009, 02:25 AM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

ออฟไลน์ nada-yoru

  • เพื่อนรัก (6_6)
  • *****
  • กระทู้: 3623
  • เพศ: หญิง
  • แสงและเงา
  • Respect: +107
    • ดูรายละเอียด
Re: ปริศนาของโลก
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พ.ย. 14, 2009, 02:04 AM »
0


เราได้อะไรบ้างจาก ‘เซิร์น’


“กวี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์พรากความงามไปจากดวงดาว
ให้เหลือเพียงแค่ก้อนกลมๆ ของอะตอมและก๊าซ
ผมไม่คิดว่ามีอะไรที่เป็น ‘เพียงแค่’ ผมเองก็เห็นดาวยามค่ำคืน
ในทะเลและสัมผัสมันได้ แต่ผมเห็นมันน้อยลงหรือมากขึ้น
ความกว้างใหญ่ไพศาลของสวรรค์มีมากเกินจินตนาการ
ความคิดจึงติดแค่วังวนของชีวิตธรรมดา สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือ
การให้คุณได้เข้าใจโลกที่สวยงาม และวิถีทางของนักฟิสิกส์
และอาจเป็นกระทั่งว่า คุณอยากร่วมการผจญภัยครั้งใหญ่ที่สุด
ที่สมองมนุษย์เคยสร้างมา”


ริชาร์ด ฟายน์แมน -- คัดย่อจากหนังสือ ควอมตัม จักรวาลใหม่
เราได้อะไรจาก LHC


การทดลองที่เซิร์น Cern (European Organization for Nuclear Research)
กับเครื่องเร่งอนุภาค LHC (Large Hadron Collider)
อาจเป็นการทดลองสะท้านโลกที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดในโลก
เครื่องจักรทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด เพื่อทดลองกับสิ่งเล็กที่สุดในจักรวาล
(ณ เวลานี้) อย่างเรื่องอนุภาค ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป
อาจมองว่าทดลองแล้วได้อะไร มากกว่าที่จะมองว่าคำตอบของสิ่งที่อยู่รอบข้าง
และความมีตัวตนของเราในจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจับตามองมากที่สุดในโลก


“หากเราจะมองว่าการทดลองเรื่องอนุภาคที่เซิร์นให้อะไรกับมนุษยชาติบ้าง
เราก็ต้องบอกว่าการทดลองเรื่องการยิงอนุภาคนั้นยังห่างไกลจากการใช้งาน
ในชีวิตประจำวันของเรามาก เพราะการทดลองที่เซิร์นนั้น
เป็นเพียงการทดลองเพื่อทดสอบทฤษฎี กลศาสตร์ควอนตัม
ที่ได้จากการคำนวณมาแล้วอย่างดีว่า เมื่อเร่งอนุภาคโปรตอน
ให้เข้าใกล้ความเร็วแสง (ไม่ใช่ความเร็วแสงอย่างที่เข้าใจกัน)
แล้วจับมาชนกันที่ความเร็วใกล้เคียงแสงให้เกิดการแตกตัว
ซึ่งเป็นการทดลองที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน


เราอาจค้นพบอนุภาคและแรงชนิดใหม่ๆ ที่กำลังค้นหากันอยู่
หรือที่เรารู้จักกันชื่ออนุภาค ฮิกส์ (Higgs Boson)
จากเจ้าของทฤษฎี ปีเตอร์ ฮิกส์ (Peter Higgs)
แต่ในบ้านเรามักจะเรียกอนุภาคนี้ว่าอนุภาคพระเจ้า ที่จะเป็นกุญแจไขความลับของปรากฏการณ์ต่างๆ ในอวกาศที่เรายังไม่เข้าใจอีกมาก
อย่างเรื่องการมีตัวตนกำเนิดจักรวาล อนุภาคแรงโน้มถ่วง หลุมดำ
ปริศนากาลอวกาศและเวลา ของไอน์สไตน์


ผลการทดลองนี้ไม่ว่าจะพบหรือไม่พบอนุภาคใหม่อย่างที่เราเข้าใจกัน
สิ่งที่เราได้รับก็คือ หากทฤษฎีถูกต้องจะนำไปสู่การค้นคว้าทดลองเพิ่มเติม
เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ

แต่หากไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่ตั้งไว้ นักวิทยาศาสตร์ก็จะมาเรียนรู้พฤติกรรม
ของอนุภาคอีกครั้ง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ
อันนำไปสู่การตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น”

ดร.ปิติพร ถนอมงาม ภาควิชาฟิสิกส์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า
เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ความเห็นเรื่องการทดลองเครื่อง LHC
กับประโยชน์ใช้งานในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป


“ผมใช้เวลาค้นหาวัสดุเพื่อนำมาใช้ทำหลอดไฟนับร้อยนับพันชนิด
กว่าจะพบวัสดุที่ใช้ทำหลอดไฟได้ดีที่สุดเพียงชนิดเดียว
แต่นั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่ามีวัสดุอะไรบ้างที่ไม่สามารถ
นำมาใช้ทำหลอดไฟได้”
โทมัส อัลวา เอดิสัน กล่าว


เครื่องกำเนิดแสงสยาม

การทดลองของเซิร์นนั่นคงไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน
เพราะไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากเดินเครื่อง LHC
ก็พบปัญหาการยิงอนุภาคไม่ครบรอบและเครื่องทำความเย็นในวงแหวน

แม้กระทั่งการค้นหาอนุภาคที่เชื่อกันว่ามีอายุสั้นที่สุดและหาพบได้ยากที่สุด
ก็ใช่ว่าจะหาพบกันได้ง่ายๆ เพราะก่อนหน้านั้นก็มีการทดลองการยิงอนุภาคมาแล้ว
ที่ เฟอร์มิแลบ สหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังไม่พบอนุภาคฮิกส์ที่ว่า
เพราะยังไม่มีการทดลองที่ระดับความเร็วเข้าใกล้แสง

ซึ่งเจ้าของทฤษฎี ปีเตอร์ ฮิกส์ ได้ออกมาบอกว่า
เฟอร์มิแลบ (Fermilab’s Tevatron) อาจค้นพบก่อนหน้านี้แล้ว
แต่เป็นเพราะปริมาณข้อมูลที่มากเกินไปทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้


สำหรับเซิร์นอาจไกลตัวเกินไปสำหรับเรา ลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย
ซึ่งเราเองก็มีเครื่องเร่งอนุภาคกับเขาเหมือนกัน
เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่าหลายเท่า และใช้เพื่อการทดลองรังสี
ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีชื่อว่า เครื่องกำเนิดแสงสยาม
เป็นเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน (ซินโครตรอน เป็นแสงที่มีคุณลักษณะพิเศษ
เกิดขึ้นเมื่อเช่น อนุภาคอิเล็กตรอน ถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่
ด้วยสนามแม่เหล็ก มีประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
ปัจจุบันถูกใช้ในงานหลายๆ สาขา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เภสัชวิทยา
แพทยศาสตร์ และธรณีวิทยา)


ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเร่งเครื่องอนุภาคก่อนว่า
เครื่องเร่งอนุภาคนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ก็คือเครื่องเร่งเพื่อชนอนุภาค
ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นที่การทดลองขนาดใหญ่เหมือนที่เซิร์นได้ทำ
และเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อใช้แสงซินโครตรอน เป็นการเร่งอนุภาคเหมือนกัน
แต่เป็นการนำแสงที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาค้นคว้าโครงสร้างโปรตีน เอนไซม์
เพื่อคิดสูตรพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น


“แม้เครื่องยิงอนุภาคจะให้ตัวทดลองให้เราเข้าใจเรื่องอนุภาคมากขึ้น
ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเราได้ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว
เพราะทุกวันนี้เราก็มีการใช้งานในระดับอนุภาคอย่างแพร่หลาย
อย่างน้อยๆ เครื่องรับโทรทัศน์แบบหลอดภาพก็มีใช้หลักการยิงลำอิเล็กตรอน
ซึ่งเป็นอนุภาคชนิดหนึ่งมาสร้างภาพปรากฏบนจอภาพที่เราใช้งาน
ตามบ้านกันอยู่ทุกวัน หรือแม้แต่การใช้งานระดับผลข้างเคียง
อย่างรังสีเอกซ์นำมาใช้ตรวจสอบโครงสร้างต่างๆ การวิจัยค้นคว้ายารักษาโรค
ก็เป็นผลจากการใช้งานชนิดข้างเคียงในระดับอนุภาค
เพื่อนำรังสีที่ได้มาใช้เช่นกัน”
ดร.ปิติพร อธิบายการใช้งานระดับอนุภาค
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

หากเราจะเทียบเครื่องเร่งอนุภาคที่เซิร์น กับเครื่องกำเนิดแสงสยามใช้นั้น
ล้วนประโยชน์เหมือนกัน ต่างกันที่การทดลองในเครื่องแสงสยามของไทยนั้น
เป็นการนำความสามารถการเร่งอนุภาคเพื่อนำรังสีมาใช้งานโดยตรง
เหมือนหมอจัดยารักษาคนไข้ คนไข้จะรู้สึกว่าหมอเก่งที่รักษาตัวเองให้หายป่วยได้

แต่การทดลองของเซิร์นนั้นจะนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ
คำตอบในอาณาจักรสิ่งเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเราและจักรวาล

คำตอบที่ไอน์สไตน์ครุ่นคิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เหมือนกับหมอที่ทุ่มเทเวลาไปกับการค้นคว้าและวิจัยเพื่อแนวทางการรักษาใหม่ๆ
และตัวยาชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม


การทดลองนี้อย่ามองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะรอบๆ ตัวเรา
ก็อยู่กับสิ่งที่ทำงานโดยอนุภาคเล็กๆ อย่างเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ จอโทรทัศน์
เครื่องคอมพิวเตอร์ ยารักษาโรค การฉายรังสี

ทุกอย่างมีพื้นฐานจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการค้นคว้าทดลองมาแล้วทั้งสิ้น
ทุกอย่างล้วนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ
เปิดใจเรียนรู้การทดลองใหม่ๆ ให้แจ่มชัดด้วยดวงตาของเราเอง

แม้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จะเคยกล่าวไว้ว่า

“กลศาสตร์ควอนตัมนั้นน่าอัศจรรย์
แต่เสียงในหัวใจของฉันบอกว่ามันยังไม่ใช่ความจริง...
ทฤษฎีบอกอะไรได้มากมาย แต่มันยังไม่พาเราเข้าใกล้ความลับของพระเจ้า
ฉันคิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทอยลูกเต๋าหรอก”



อีกไม่นานเราคงได้รู้กันที่ เซิร์น


เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551


...มีต่อค่ะ...


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พ.ย. 14, 2009, 02:06 AM โดย nada-yoru »
اَللّهُمَّ لاَ مََانِعَ لِمَاأَعْطَيْتَ وَلامُعْطِيَ لِمَامَنَعْتَ

"โอ้อัลลอฮฺ...สิ่งใดถ้าพระองค์จะให้แล้ว ใครขวางไม่ได้...
และสิ่งใดถ้าพระองค์ไม่ให้...ใครก็ให้ไม่ได้..."

 

GoogleTagged