• Home
  • Forum
  • Links
  • Advanced Search
  • Contact Us
  • ตะเซาวุฟอิสลาม
  • หลักการยึดมั่น
  • นิติศาสตร์อิสลาม
Home
Forum
Links
Advanced Search
Contact Us
ตะเซาวุฟอิสลาม
หลักการยึดมั่น
นิติศาสตร์อิสลาม
เว็บอาหรับ
อิสลามออนไลน์ อัลญะซีเราะฮ์ อาหรับนิวส์ อัรรอซีย์
Administrator
เว็บพันธมิตร
ชมรมริดวานกรุงไคโรมิฟตาฮ์กรุงไคโรมุสลิมแคมปัสคอลิดบ้านดอนปอเนาะบ้านตาลชมรมกอรีสัมพันธ์นานาอียิปต์ร.ร.มุสลิมสันติธรรมdeen2doHilalThailandฟาร์มแพะออนไลน์ ชมรมมุสลิม​ ​ม.ราชภัฏสงขลา muslim2world โรงเรียนมิฟตาห์อัลอุลูมมิดีนียะฮ์ สมาคมนักศึกษาไทยอาลิการ์ all

เทียบเวลา

Gregorian Date
Day Year
Islamic Date
Day Year
เว็บไซต์หน้าสนใจ
Deals Hub We Spicy hdtv 1080p 50hdtv 46 1080p Cheap Online Shoppingmoresongkhla/forum/..

ตะเซาวุฟอิสลาม

  • คุณค่าของ"บิสมิลลาฮฺ"
  • ความตายคือการเดินทาง
  • ฮิกัมเตาบะฮ์ 1
  • ฮิกัมเรื่องฝึกฝนจิตใจตอนที่ 13
  • ฮิกัมเรื่องฝึกฝนจิตใจตอนที่ 12

หนังสืออิสลาม

  • การไม่มีมัซฮับ บิดอะห์อันตรายที่มาคุกคาม
  • กฏแห่งนิติศาสตร์อิสลาม
  • สูตรบำบัดจิตใจให้เป็นสุข

หลักการเชื่อมั่น

  • ความเชื่อ"พี่น้องมุสลิมส่วนมากตกนรก"ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ลุ่มหลง
  • อัลเลาะห์ทรงไม่มีสถานที่และทิศ
เมาลิดรำลึกถึงนบี พิมพ์ ส่งเมล
ระดับผู้ใช้: / 46
แย่จังดีมาก 
เขียนโดย Administrator   
Saturday, 19 November 2005
ดัชนี บทความ
เมาลิดรำลึกถึงนบี
หน้า 2
หน้า 3
หน้า 4
หน้า 5
หน้า 1 จาก 5

بسم الله الرحمن الرحيم

การทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)

การขัดแย้งในเรื่องการทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)นี้ มีการขัดแย้งกันในระหว่างอุลามาอ์อิสลามตั้งแต่ในอดีต การขัดแย้งนี้อยู่ในประเด็นของการวินิจฉัยเท่านั้น บรรดาอุลามาอ์ในอดีตที่ขัดแย้งกัน ก็ต่างให้เกียรติในทัศนะของการวินิจฉัยซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่กล่าวหาใส่ไคล้หุกุ่มกันและกันเลย หน้าที่ของพวกเขาเพียงแค่ทุ่มเทการวินิจฉัยและนำมาปฏิบัติ หากวินิจฉัยถูกก็ได้รับผลตอบแทน 2 การตอบแทน และหากวินิจฉัยผิดก็ผลการตอบแทนเพียงแค่ 1 การตอบแทน แต่ปัจจุบันนี้ ผู้คัดค้านในเรื่องการเฉลิมฉลองเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.) ได้ทำการล่วงละเมิด หุกุ่มบิดอะฮ์ตกนรกกับผู้ที่ไม่ได้อยู่แนวทางเดียวกับตน ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ความคลั่งใคล้ในแนวทางของตนจนเลยเถิด ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนตั้งแต่ยุคสมัยของสะลัฟและเคาะลัฟ

 

อนึ่ง  การเฉลิมฉลองเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.) ก็คือ  "การแสดงความดีใจ  ปลื้มปิติยินดี  ชุโกร  ให้ความสำคัญ  ในการเกิดมาของท่านนบี(ซ.ล.)  โดยการรวมตัวกัน  เพื่อฟังการอ่านสิ่งที่ง่ายๆ  จากอัลกุรอาน  มีการซิกรุลเลาะฮ์  ซ่อลาวาตขอความประสาทพรและขอความศานติให้มีแด่ท่านนบี(ซ.ล.)   ฟังการเล่าชีวประวัติ  แบบฉบับอันงดงาม  บุคลิกภาพอันมีเกียรติของท่านนบี(ซ.ล.)   และมีการเลี้ยงรับอาหารคนยากจนและบรรดามุสลิม" 

 ดังนั้น  การทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)นั้น  เป็นการสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์(ซ.ล.) เนื่องจากมีการซ่อลาวาตนบี(ซ.ล.)  มีการซิกรุลลอฮ์  และอื่นๆ จากความดีงามต่างๆ   เมื่อเราได้ทำการตรวจสอบองค์ประกอบสิ่งที่เราทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)นั้น  ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมให้กระทำทั้งสิ้น   เช่น  การอ่านอัลกุรอาน  การกล่าวชีวะประวัติของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)  การซ่อลาวาตต่อท่านนบี(ซ.ล.)   การกล่าวบทกวียกเกียรติท่านนบี(ซ.ล.)ตามสิทธิที่ท่านนบีสมควรได้รับ  การขอดุอาอ์โดยนอบน้อม  การฟังประวัติของท่านนบี(ซ.ล.)  และการให้อาหารหรือเลี้ยงอาหาร  เป็นต้น    ซึ่งความดีงามทั้งหมดเหล่านี้  ประชาชาติอิสลามถือว่าศาสนาส่งเสริมให้ปฏิบัติ  และเพื่อชุโกรเนี๊ยะมัตในการรำลึกท่านนบี(ซ.ล.)  และไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติความชั่ว  ต้องตกนรก  ตามทัศนะของผู้คัดค้านในปัจจุบันแต่อย่างใด

 ก่อนที่เราจะทำการกล่าวถึงรายละเอียดเรื่องทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.) เราขอชี้แจงหลักการเบื้องต้นต่อไปนี้

 1.  เราทำการเฉลิมฉลองแสดงความดีใจต่อการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)ในทุกเวลาและในทุกวโรกาส  และเราจะเน้นหนักในเดือนที่ท่านนบี(ซ.ล.)ประสูติ  คือเดือนรอบิอุลเอาวัล   และในวันที่ท่านนบี(ซ.ล.)ประสูต  คือวันจันทร์   ดังนั้น  จึงถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  หากผู้ที่มีสติปัญญาคนหนึ่งถามว่า  ทำไมพวกท่านถึงเฉลิมฉลองรำลึกวันเกิด(เมาลิด)ท่านนบี(ซ.ล.)?  เพราะมันเหมือนกับ เขาได้ถามว่าเพราะอะไรพวกท่านถึงแสดงความยินดีต่อวันเกิดท่านนบี(ซ.ล.)   เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นความถูกต้องหรือไม่  ที่คำถามนี้ได้ออกมาจากมุสลิมคนหนึ่งที่กล่าวว่า  ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ และท่านนบีมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลเลาะฮ์ ?   เนื่องจากมันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ   โดยที่ผู้ที่ถูกถามนั้นเพียงพอกับการตอบว่า  "ฉันได้เฉลิมฉลอง เพราะฉันปีติ  มีความดีใจ  ด้วยการมีท่านนบีมุหัมมัด(ซ.ล.)   เพราะฉันรักต่อท่านนบี(ซ.ล.) และการที่ฉันรักนบี(ซ.ล.)นั้น เพราะฉันเป็นผู้มีศรัทธา"

 2.  การเฉลิมฉลองการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)นั้น  เราหมายถึง  การรวมตัวเพื่อฟังชีวประวัติของท่านนบี(ซ.ล.)  ซ่อละวาต   ฟังการยกย่องต่อท่านนบี(ซ.ล.)ตามสิทธิ์ที่พึงได้รับ   มีการเลี้ยงอาหาร  ให้เกียตริแก่บรรดาคนยากจนและบรรดามุสลิมีน  และสร้างความปิติยินดีให้อยู่ในหัวใจของบรรดามุสลิมีนให้มีความรักต่อท่านนบี(ซ.ล.)

 3.  เราไม่ได้กล่าวว่า  การเฉลิมฉลองการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)ต้องทำในคืนที่เฉพาะเท่านั้น  หรือทำเมาลิดในรูปแบบที่เรากระทำอยู่จากการกระทำสิ่งที่ศาสนาได้ระบุเอาไว้จากการซ่อลาวาตและการถือศีลอด  เป็นต้น เท่านั้น   แต่ก็ไม่มีข้อห้ามใดๆ ที่จะทำการรวมตัวเพื่อซิกรุลเลาะฮ์  ซ่อลาวาต  ขอพรศานติแด่ท่านนบี(ซ.ล.)  และอื่นๆ จากบรรดาอะมัลที่ดีงามอันสมควรแก่การกระทำตามเท่าที่มีความสามารถ  โดยเฉพาะเดือนที่ท่านนบี(ซ.ล.)เกิด  เนื่องจากในเดือนดังกล่าวนี้  มีแรงผลักดันที่มีน้ำหนักมากกว่า  ที่จะทำให้ผู้คนมีความสนใจ  มารวมตัวกัน  และสร้างความรู้สึกให้มีการรำลึกและความผูกพันธ์กับกาลเวลาอันเป็นศิริมงคลในอดีตจากช่วงสมัยของท่านนบี(ซ.ล.)

 4.  การรวมตัวชุมนุมกันนี้  ย่อมเป็นสื่ออันสำคัญ ที่จะทำการเรียกร้องไปสู่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.)  เป็นโอกาสทองที่ไม่สมควรให้ผ่านพ้นไป   แต่จำเป็นต่อผู้ที่มีความรู้ต้องทำการตักเตือนให้รำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.) ด้วยบรรดาแบบฉบับ  จรรยามารยาทอันยิ่งใหญ่  และชีวประวัติของท่านนบี(ซ.ล.)  มีการตักเตือนและชี้นำพวกเขาให้ไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง

ท่านอิมามอัศสะยูฏีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  อัลหาวีย์  ลิลฟาตาวา  โดยตั้งหัวข้อบทที่ว่าด้วยเรื่อง "หุสนุลมักซิด ฟี อะมะลิลเมาลิด" (เป้าหมายที่ดี  ในการทำเมาลิดนบี)  ว่า " ได้การมีตั้งคำคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับการทำเมาลิดนบี(ซ.ล.)ในเดือนรอบิอุลเอาวัล  ว่า  อะไรคือหุกุ่มของเมาลิดนบี(ซ.ล.)ตามหลักการของศาสนา?  มันเป็นสิ่งที่ถูกสรรเสริญหรือเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิ ?  ผู้กระทำจะได้รับผลบุญหรือไม่ ?    คำตอบก็คือ   ตามทัศนะของฉัน คือ รากฐานเดิมจากการทำเมาลิดนั้น  หมายถึง การที่บรรดาผู้คนรวมตัวกัน  และก็มีการอ่านอายะฮ์ที่ง่ายๆ จากอัลกุรอาน   มีการเล่าบรรดาหะดิษที่รายงานเกี่ยวกับการริเริ่มภาระกิจของท่านนบี(ซ.ล.) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)จากบรรดาสัญลักษณ์ต่างๆ  และมีการหยิบยื่นอาหารเพื่อพวกเขาจะได้รับประทานกัน  แล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไปโดยไม่ได้เพิ่มมากไปกว่าสิ่งดังกล่าว  มันเป็นการกระทำขึ้นมาใหม่ที่ดี  ซึ่งผู้ที่กระทำจะได้รับผลบุญ  เพราะมันเป็นการให้เกียตริท่านนบี(ซ.ล.)  และเป็นการแสดงออกซึ่งความดีใจในการประสูติอันมีเกียรติของท่านนบี(ซ.ล.) "   ดู  หนังสือ  อัลหาวีย์  ลิลฟะตาวา  เล่ม 1  หน้า 221 - 222  ดารุลฟิกรฺ

 

อิบาดะฮ์กับการทำเมาลิด

การทำเมาลิดก็คือ การอ่านอัลกุรอาน การอ่านและเล่าประวัติของท่านนบี(ซ.ล.)มีการซอลาวาต และมีการเลี้ยงอาหารเป็นทาน โดยมีเจตนา รำลึก มีความปีติ ชุกูร กับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ซึ่งเป็น ของขวัญกำนัล เป็นเนี๊ยะมัต และเราะหฺมัต แก่สากลโลกทั้งหลาย นั้น เป็นสิ่งที่ซอฮาบะฮ์เคยทำกันครับ และไม่มีซอฮาบะฮ์ท่านใดให้การปฏิเสธสิ่งเหล่านี้เลย

ความจริง "การรวมตัว"(จัดงาน) กันเพื่อทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)ที่ทรงเกียตรินั้น มันไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากแต่ว่ามันเป็นเรื่อง มุบาหฺ อาดัตธรรมดาทั่วไปเท่านั้นเอง และมันก็ไม่ใช่เรื่องของอิบาดะฮ์แต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ไม่หวังดีเกี่ยวกับ "การรวมตัว" ทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)นั้น ก็อย่าไปแอบอ้างว่า มันเป็นอิบาดะฮ์ และไปสร้างความเข้าใจผิดกับผู้อื่นว่า มันเป็นอิบาดะฮ์ที่ท่านนบี(ซ.ล.)ไม่เคยทำ และทำการหุกุ่มพี่น้องมุสลิมมีนว่าทำบิดอะฮ์ตกนรก เราหวังว่าท่านผู้อ่านคแยกแยะได้ระหว่าง อาดะฮ์ และ อิบาดะฮ์ นะครับ  


"การรวมตัว"(จัดงาน) เพื่อรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)นั้น เป็นเรื่องอาดะฮ์(ธรรมดา)แต่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งจากอาดะฮ์ที่ดี ที่รวมไว้ซึ่งผลประโยชน์อันมากมายที่ไปกลับไปสู่บรรดาพี่น้องมุสลิมทั้งหลาย หรือกล่าวอีกสำนวนหนึ่งว่า การรวมตัวคือ สื่ออันหนึ่งที่สำคัญ ในการเรียกร้องเชิญชวนบรรดามุสลิมีนไปสู่อัลเลาะฮฺ(ซ.บ.)ถือเป็นโอกาศทองที่ไม่สมควรให้มันพ้นผ่านไป ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้รู้สมควรทำให้ประชาชนทั่วไปมีการรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)ด้วยกับบรรดาแบบฉบับ  จรรยามารยาทอันสูงส่ง ประวัติศาสตร์ และการดำเนินชีวิตของท่านนบี(ซ.ล.)ดังนั้น การทำเมาลิดไม่ใช่ความการรวมไว้ซึ่งความชั่วตามที่ผู้คัดค้านเข้าใจเลยครับ

ดังนั้น  อาดะฮ์ที่มุบาห์นี้ผู้กระทำจะได้รับผลบุญต่อเมื่อผู้กระทำมีเจตนาดีและมีองค์ประกอบที่ดีในการกระทำ  เช่นมีการอ่านอัลกุรอาน  มีการซาลาวาตท่านนบี(ซ.ล.) มีการซิกรุลเลาะฮ์  มีการฟังชีวประวัติของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)

ท่านอิมาม อัลหาฟิซฺ อัสสะยูฏีย์ กล่าวไว้ว่า

إن ولادته صلى الله عليه وسلم أعظم النعم، ووفاته أعظم المصائب لنا، والشريعة حثت على إظهار شكر النعم، والصبر والسكون عند المصائب، وقد أمر الشرع بالعقيقة عند الولادة وهي إظهار شكر وفرح بالمولود، ولم يأمر عند الموت بذبح عقيقة ولا بغيره، بل نهى عن النياحة وإظهار الجزع، فدلت قواعد الشريعة على أنه يحسن في هذا الشهر إظهار الفرح بولادته صلى الله عليه وسلم دون إظهار الحزن فيه بوفاته، وقد قال ابن رجب في كتابه (اللطائف) في ذم الرافضة حيث اتخذوا يوم عاشوراء مأتما لأجل مقتل الحسين رضي الله تعالى عنه: ولم يأمر الله ولا رسوله صلى الله عليه وسلم باتخاذ أيام مصائب الأنبياء وموتهم مأتما فكيف ممن هو دونهم

"การเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)นั้นเป็นเนี๊ยะมัตที่ยิ่งใหญ่และการเสียชีวิตของท่านนบี(ซ.ล.)ก็เป็นความอับโชคอันยิ่งใหญ่สำหรับเราหลักการของศาสนาได้ส่งเสริมให้ทำการแสดงออกกับการรู้คุณชุโกรเนี๊ยะมัตอดทนและมีความมั่นคงในยามมีภัยพิบัติศาสนาได้ใช้ให้ทำอะกีเกาะฮ์ในขณะที่มีการเกิดซึ่งมันก็คือการแสดงถึงการรู้คุณชุโกรและมีความปิติยินดีกับผู้ที่เกิดมาโดยที่ศาสนาไม่ได้ใช้ให้ทำการเชือดอะกีเกาะฮ์ในขณะที่มีการตายและอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นศาสนากลับห้ามเรื่องคร่ำครวญและแสดงถึงความโศกเศร้าดังนั้นหลักการต่างๆของชาริอะฮ์นั้นก็คือการปฏิบัติในในเดือนนี้(เดือนร่อบิอุลเอาวัล)โดยการแสดงออกซึ่งความปิติยินดีด้วย(การรำลึกถึง)การเกิดมาของท่านโดยไม่ใช่แสดงออกถึงความโศรกเศร้าด้วยการเสียชีวิตของท่านนบี(ซ.ล.)ท่านอิบนุรอญับได้กล่าวไว้ในหนังสือ(อัลละฏออิฟ)เกี่ยวกับการตำหนิพวก(ชีอะฮ์)อัรรอฟิเฏาะฮ์ว่าพวกเขาเหล่านั้นได้เอาวันอาชูรออฺมาเป็นวันไว้อาลัยเพราะเหตุการเสียชีวิตของท่านอัลหุซัยน์(ร.ฏ.)โดยที่อัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์นั้นไม่เคยใช้ให้นำวันที่มีภัยพิบัติของบรรดานบี(ซ.ล.)และวันเสียชีวิตของท่านมาเป็นการไว้อาลัยดังนั้นจะเป็นอย่างไรเล่า(ที่จะมีการไว้อาลัย)กับผู้ที่มีฐานะต่ำกว่าบรรดานบี(ซ.ล.)"ดูหนังสืออัลหาวีย์ลิลฟาตาวาของอิมามอัสสะยูฏีย์ เล่ม 1หน้า 226

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าการให้เกียรติทำการชุโกรกับเนี๊ยะมัตอันยิ่งใหญ่ในวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)ซึ่งมันเป็นความโปรดปรานของอัลเลาะฮ์เป็นอย่างยิ่งที่ให้ท่านนบี(ซ.ล.)ได้เกิดมาโดยทุกๆ สิ่งที่มีนั้นได้รับความเมตตา มีความสุขด้วยการเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)และท่านนบี(ซ.ล.)เองก็ได้แสดงออกในการให้เกียรติวันเกิดของท่านด้วยการถือศีลอดดังที่ท่านอิมามมุสลิมได้รายงานจากท่านอบีเกาะตาดะฮ์ว่า

سئل رسول الله صلى الله عليه وسلم عن صوم يوم الإثنين فقال : ذلك يوم ولدت فيه وأنزل على                                 

"ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ถูกถามจากการถือศีลอดในวันจันทร์ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)กล่าวตอบว่า "ดังกล่าวนั้น (เพราะเป็น )วันที่ฉันเกิดและ(อัลกุรอาน)ถูกประทานลงมายังฉัน"รายงายโดยท่านมุสลิม

หะดิษนี้ย่อมอยู่ในความหมายของ "การฉลองแสดงความปิติยินดีด้วยการเกิดหรือวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)"แม้ว่ารูปแบบจะแตกต่างกันไปแต่ความหมายในการฉลองแสดงความยินดีในวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)นั้นยังคงอยู่ไม่ว่าจะด้วยการถือศีลอดการให้อาหารหรือเลี้ยงอาหารการรวมตัวกันเพื่อซิกรุลเลาะฮ์และการซอลาวาตต่อท่านนบี(ซ.ล.)หรือการรับฟังบุคลิกและคุณงามความดีของท่านนบี(ซ.ล.)

ส่วนหนึ่งจากความหมายของการฉลองแสดงความยินดีนั้นก็คือ "การแสดงออกซึ่งการรู้คุณชุโกรต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)และการแสดงออกถึงการให้เกียตริในวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)การได้รับความเมตตามีความสุขของทุกๆสิ่งด้วยการเกิดมาของท่านนบี(ซ.ล.)นั้นได้บ่งชี้อย่างชัดเจนจากพระดำรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า

وما أرسلناك إلا رحمة للعالمين                                                                     

                                       "และเราไม่ได้ส่งเจ้ามานอกจากเป็นความเมตตาแก่บรรดาสากลโลก"

คำว่า"สากลโลก"นี้คือบรรดามะลาอิกะฮ์และมนุษย์ยินไม่ว่าจะเป็นมุอฺมินหรือกาเฟร "พวกเขาก็ย่อมได้รับความเมตตาอันนี้ ซึ่งความเมตตานี้ก็คือท่านนบี(ซ.ล.)ได้เป็นของขวัญกำนัลแด่บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลาย

ดังนั้นจึงเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านนบี(ซ.ล.)ได้ทำการถือศีลอดในวันจันทร์เนื่องจากเป็นวันเกิดของท่านโดยการแสดงออกถึงความยินดีชุโกรรู้คุณและให้เกียตริต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ที่พระองค์ทรงให้ท่านร่อซูล(ซ.ล.)เกิดมาและนี่ก็คือ "เป้าหมายในการเฉลิมฉลองการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)"

หะดิษของท่านนบี(ซ.ล.)ให้ทำการถือศีลอดในวันจันทร์นั้นไม่ใช่เป็นหลักฐานในการจำกัดเรื่องอิบาดะฮ์ในวันจันทร์ด้วยการถือศีลอดเท่านั้นแต่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้เฉพาะเจาะจงการถือศีลอดเพื่อแสดงออกถึงการดีใจมีความปิติยินดีในวันเกิดของท่านโดยที่ท่านนบี(ซ.ล.)เองก็ยังคงทำการละหมาดถือศีลอดทำการให้อาหารทำการบริจาคทานซอดาเกาะฮ์ในวันจันทร์ดังนั้นการที่ในวันจันทร์มีการถือศีลอดมีการให้อาหารหรือเลี้ยงอาหารมีการรำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)มีการซอลาวาตต่อท่านนบี(ซ.ล.) และการสรรเสริญยกย่องท่านนบี(ซ.ล.)ด้วยกับความเหมาะสมที่ท่านควรได้รับนั้นไม่มีหลักการใดมาห้ามการรวมกันทำสิ่งดีงามเหล่านี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแสดงความยินดีด้วยกับการเกิด(เมาลิด)ของท่านนบี(ซ.ล.)

หลักการนิติศาสตร์อิสลาม(กออิดะฮ์)อันหนึ่งที่ผู้คัดค้านมักจะนำมาใช้อ้างสนับสนุนฝ่ายตนคือ

الأصل في العبادة التوقف أو التحريم

"แรกฐานเดิมในเรื่องอิบาดะฮ์นั้นคือการหยุดหรือห้าม (ปฏิบัติจนกระทั้งมีหลักฐานที่มาบัญญัติ)"

ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องจากหลักการนี้  คือ  

أنه لا يجوز التقرب إلى الله تعالى بعمل ليس له مستند شرعي.

"ไม่อนุญาตให้ทำการสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ด้วยการปฏิบัติที่ไม่มีหลักฐานที่มาของหลักศาสนา"

แต่การกระทำขึ้นมาใหม่ที่ดีนั้นมีหลักฐานที่มาของหลักศาสนาหากเราทำการตรวจสอบที่มาในหลักวิชาการฟิกห์นั้นคือ

หลักฐานที่มาตามหลักของศาสนามีอยู่ 2ประเภท

1. مستند إجمالىหลักฐานที่มาแบบสรุปคือ

هو: الأحكام الشرعية الأصليَّة المكتَسَبة من أدِلتها الإجمالية

คือบรรดาหุกุ่มต่างๆ  ของศาสนาที่เป็นรากฐานที่ถูกนำมาจากบรรดาหลักฐาน(ของหุกุ่มต่างๆ)แบบสรุป

เช่น  อนุญาติให้ทำการส่งเสริมให้มีวโรกาศต่างๆ ในการกระทำคุณงามความดีที่ได้รับมาจากการส่งเสริมการกระทำคุณงามความดีของท่านร่อซูล(ซ.ล.)ในคืนลัยละตุลเกาะดัรเนื่องจากเป็นคืนที่อัลกุรอานได้ประทานลงมาการเฉลิมฉลองส่งเสริมให้กระทำคุณงามความดีเนื่องในวโรกาศวันเกิดของท่านนบี(ซ.ล.)ด้วยการถือศีลอดในวันจันทร์การเฉลิมฉลองส่งเสริมให้มีการกระทำคุณงามความดีเนื่องในวโรกาสวันที่ท่านบีมูซาอะลัยฮิสลามได้รอดพ้นจากเงื้อมมือของฟิรอูนด้วยการถือศีลอดในวันอาชูรออ์พร้อมกับท่านนบี(ซ.ล.)ก็ไม่ได้ห้ามเราทำการเฉลิมฉลองส่งเสริมในการกระทำความดีด้วยวโรกาสอื่นๆนอกเสียจากมันเป็นการส่งเสริมในสิ่งที่เป็นภัยพิบัติที่ขัดกับหลักศาสนาและนบี(ซ.ล.)ก็ไม่ได้กล่าวว่าวายิบต้องทำการส่งเสริมในการกระทำความดีด้วยการเฉลิมฉลองวโรกาสดังกล่าวด้วย

2. مستند تفصيلي หลักฐานที่มาแบบรายละเอียด

هو: الأحكام الشرعية الفرعيَّة المكتسبة من أدلتها التفصيلية

คือบรรดาหุกุ่มของศาสนาในข้อปลีกย่อยที่ได้รับมาจากบรรดาหลักฐานที่อยู่ในเชิงรายละเอียด
เช่นหุกุ่มของอิบาดะฮ์ต่างๆที่ศาสนาได้ระบุไว้เป็นการเฉพาะแล้วเช่น  การละหมาดห้าเวลาการถือศีลอดทำฮัจญีซะกาตการเชือดสัตว์และอื่นๆ

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่ดีหลังจากสมัยท่านนบี(ซ.ล.)นั้นจึงไม่คัดค้านกับ (อัลกออิดะฮ์) ที่ผู้คัดค้านเข้าใจเลย  แต่ยิ่งไปกว่านั้นมันกลับเข้าไปอยู่ภายใต้หลักการ(อัลกออิดะฮ์)ดังกล่าวด้วยสาเหตุ 2ประการ

1.ท่านนบี(ซ.ล.)ส่งเสริมให้ริเริ่มการกระทำแนวทางที่ดีขึ้นมาที่สอดคล้องและไม่ขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์

من سن في الإسلام سنة حسنة فله أجرها وأجر من عمل بها بعده من غير أن ينقص من أجورهم شيء ومن سن في الإسلام سنة سيئة كان عليه وزرها ووزر من عمل بها من بعده من غير أن ينقص من أوزارهم شيء

"ผู้ใดที่ได้ทำขึ้นมาในอิสลามกับหนทางที่ดีแน่นอนเขาจะได้รับผลบุญและได้รับผลบุญของผู้ที่ได้ปฏิบัติตามหลังจากเขาได้(เสียชีวิตไปแล้ว)โดยไม่มีสิ่งบกพร่องลงเลยจากผลบุญของพวกเขาและผู้ใดทีได้ทำขึ้นมาในอิสลามกับหนทางที่เลวแน่นอนบาปของมันก็ตกบนเขาและบาปของผู้ที่ปฏิบัติมัน หลังจากเขา(เสียชีวิตไปแล้วก็ตกบนเขา)โดยไม่มีสิ่งใดบกพร่องลงไปเลย จากบรรดาบาปของพวกเขา" (รายงานโดยท่านอิมามมุสลิมไว้ในซอเฮี๊ยะหฺของท่านหะดิษที่ 1017)

และท่านนบี(ซ.ล.)ก็สั่งห้ามให้ริเริ่มกระทำขึ้นมาใหม่กับสิ่งที่เลวดังที่ท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวว่า

كل بدعة ضلالة

"ทุกบิดอะฮ์นั้นลุ่มหลง"

หมายถึงทุกบิดอะฮ์ที่ขัดกับหลักศาสนานั้นย่อมลุ่มหลง 

2.บิดอะฮ์ที่วางอยู่บนพื้นฐานหลักการของหุกุ่มศาสนานั้น  ซึ่งหากบิดอะฮ์นั้นอยู่ในหุกุ่มวายิบก็ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ที่วายิบและบิดอะฮ์ที่อยู่ในมาตรฐานของหะรอมก็เป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม

ท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวว่า

ท่านอัล-บัซฺซฺารได้รายงานจากอบีอัดดัรดาอ์ว่าท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)กล่าวว่า

وما أحل الله فى كتابه فهو حلال وما حرم فهو حرام ، وما سكت عته فهو عفو ، فأقبلوا من الله عافيته ، فإن الله لم يكن لينسى شيئا ، ثم تلا  وما كان ربك نسيا
قال البزار : إسناده صالح، وصححه الحاكم


"สิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงอนุมัตในคำภีร์ของพระองค์นั้นคือสิ่งที่หะลาลและสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามนั้นคือสิ่งที่หะรอมและสิ่งที่พระองค์ทรงนิ่งจากมันย่อมเป็นการอนุโลมให้ดังนั้นพวกท่านตอบรับการผ่อนปรนของพระองค์เถิดเพราะแท้จริงแล้วอัลเลาะฮ์ไม่ทรงเคยลืมเลยจากนั้นท่านร่อซูลได้อ่านอายะฮ์ที่ว่า "และพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นไม่ทรงลืม"ท่านอัล-บัซฺซฺารกล่าวว่าหะดิษนี้ดีและท่านหะกิมถือว่าหะดิษนี้ซอฮิหฺ

ข้อควรระวัง

ผู้คัดค้านเรื่องเมาลิดโปรดอย่าสับสนระหว่างการจำกัดคุณลักษณะของอิบาดะฮ์ تحديد الوصف และการจำกัดของขนาดของอิบาดะฮ์ تحديد المقدار ในเรื่องของอิบาดะฮ์เพราะหลักการศาสนาได้จำกัดคุณลักษณะของอิบาดะฮ์เช่นการละหมาดคือเริ่มด้วยการตักบีรและจบด้วยการให้สลามโดยมีบรรดาลักษณะและรุกุ่นต่างๆ ของการละหมาดแต่หลักการของศาสนาก็ไม่ได้จำกัดบรรดาอะมัลที่อยู่ในความหมายแบบกว้างๆที่อนุญาติให้กระทำได้เช่นการอ่านอัลกุรอานการกล่าวสรรเสริญอัลเลาะฮ์และการกล่าวซิกรุลเลาะฮ์เป็นต้นและเฉกเช่นเดียวกันคือหลักศาสนาได้จำกัดบรรดาละหมาดฟัรดูด้วยบรรดาร่อกะอัตต่างๆ  ไว้เรียบร้อยแล้วและได้จำกัดเวลาของละหมาดห้าเวลาไว้พร้อมสรรพและได้กำหนดการละหมาดสุนัตร่อวาติบหลังละหมาดห้าเวลาแล้วแต่ว่าหลักศาสนาไม่ได้จำกัดจำนวนหรือขนาดของอิบาดะฮ์ที่เป็นสุนัตที่สมัครใจให้กระทำและไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับคำว่าอิบาดะฮ์นั้นก็คือ "การภักดีและการยอมมอบตนต่ออัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ในการกระทำสิ่งที่เป็นฟัรดูสุนัตหรือสิ่งที่มุบาห์โดยพร้อมกับมีการเหนียตเจตนาเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)โดยอยู่ภายใต้พื้นฐานและหลักการของศาสนา"

ดังนั้นการอ่านประวัติและเรื่องราวของท่านนบี(ซ.ล.)เกี่ยวกับวันประสูติและเหตุการณ์อื่นๆ  ของท่านนั้นมันคือการตออัต(ภักดี)ที่ผนวกไว้ซึ่งการตอกย้ำให้บรรดามุสลิมีนทราบถึงเกียรติของท่านนบี(ซ.ล.)โดยปลูกฝังความรักและการให้เกียรติต่อท่านนบี(ซ.ล.)ให้อยู่ในบรรดาหัวใจของมุสลิมีนไม่ว่าจะด้วยสื่อในรูปแบบใดก็ตามที่เหมาะสมในแต่ละยุคสมัยดังนั้นหลักการอิสลามไม่ได้ห้ามรูปแบบหรือวิธีการในรูปแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศแต่ละท้องที่โดยที่รูปแบบดังกล่าวนั้นต้องไม่ไปค้านหรือขัดกับหลักการของศาสนาหรือตัวบทที่ถูกระบุเอาไว้แล้วตามหลักอุซูลุลฟิกห์(มูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม)ที่บรรดานักปราชญ์แห่งโลกอิสลามวางหลักการเอาไว้นั้นก็คือ الوسائل لها حكم المقاصد "บรรดาสื่อ(ในการกระทำ)นั้นสำหรับมันแล้วคือหุกุ่มของบรรดาเจตนา(ในกระทำ)"ดังนั้นเมื่อการกระทำมีเป้าหมายหรือมีเจตนาที่อยู่ในหลักการของศาสนาก็ย่อมไม่มีช่วงโหว่ใดๆ ที่จะนำไปสู่การทำบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลงเหมือนกับที่ผู้คัดค้านชอบกล่าวหา

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับเมื่อเราได้ดำเนินอยู่แนวทางดังกล่าวนี้เราจะพบว่า الأصل في العبادة التوقف أو التحري مนั้นก็คือ  การละหมาดซุบหฺ 4ร่อกะอัตการละหมาดอัสริ 6ร่อกะอัตการถือศีลอดฟัรดูในเดือนอื่นจากร่อมะฏอนการทำฮัจญฺอื่นจากเดือนทำฮัจญีที่มาจากเรื่องอิบาดะฮ์หลักๆ  ของศาสนาแต่อิบาดะฮ์ที่อยู่ในประเด็นข้อปลีกย่อยที่มีรากฐานจากหลักการของศาสนานั้นการวินิจฉัย (อิจญฺฮาด)ย่อมเข้ามามีบทบาทอย่างไม่ต้องสงสัยตัวอย่างเช่น

ท่านอัซซะฮะบีย์กล่าวไว้ในหนังสือซิยัรอะลามอันนุบะลาอ์ว่า

قال عبد الله بن الإمام أحمد بن حنبل : كان أبى يصلى كل يوم ثلاثمائة ركعة ، فلما مرض من تلك الأسواط أضعفته فكان يصلى كل يوم وليلة مئة وخمسين ركعة

"ท่านอับดุลเลาะฮ์บุตรท่านอิมามอะหฺมัดบินหัมบัลกล่าวว่าบิดาของฉันเคยละหมาด 300ร่อกะอัตทุกวันแต่เมื่อขณะที่ท่านป่วยจากการถูกโบยดังกล่าวนั้นท่านจึงทำการละหมาดเพียง 150ร่อกะอัตในหนึ่งวันและหนึ่งคืน "ดูซิยัรอะลามอันนุบะลาอ์เล่ม 11หน้า 212

ท่านอบูนุอัยม์ได้รายงานไว้ว่า

وكان لأبى هريرة رضى الله عنه خيط فيه ألف عقدة لا ينام حتى يسبح به ์

"ท่านอบูหุรอยเราะฮ(ร.ฏ.)มีเชื่อกที่มีหนึ่งพันปุ่มเขาจะไม่นอนจนกระทั้งทำการตัสบีห์ด้วยกับมัน"ดูหนังสืออัลหุลยะฮ์เล่ม 1หน้า 383

ได้รับการยืนยันด้วยบรรดาสายรายงานที่ซอฮิหฺว่า "ท่านอิบนุมัสอูด(ร.ฏ.)ได้ทำการเจาะจงในช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีเพื่อทำการเล่าเรื่องราวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) "รายงานโดยท่านอิบนุชัยบะฮ์ไว้ในหนังสืออัลมุซ๊อนนัฟเล่ม 8หน้า 565 ,ท่านอัลหากิมรายงานไว้ในหนังสืออัลมุสตัดร๊อกเล่ม 1หน้า 111 ,ท่านอัลฏ๊อบรอนีย์ได้รายงานไว้ในหนังสือมั๊วะญัมอัลกะบีรเล่ม 9หน้า 123

ดังนั้นท่านอย่าไปหลงกลกับหลักการความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอิบาดะฮ์ของผู้ที่คัดค้านเมาลิดในปัจจุบันที่วางกฏขึ้นมาเพื่อทำการหุกุ่มแนวทางอื่นโดยอธรรม!

ผู้คัดค้านเมาลิดนบีมักจะอ้างว่า "ท่านนบีไม่เคยทำบรรดาซอฮาบะฮ์ไม่เคยทำและสะลัฟไม่เคยทำ" พวกเขาก็เลยเอาหลักการนี้มาหุกุ่มหะรอมบิดอะฮ์ในเรื่องของศาสนาโดยไม่คำนึงว่าอะไรเป็นหลักการที่สอดคล้องกับศาสนาและอะไรที่ขัดแย้งกับศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสะลัฟ  ไม่ว่าจะเป็นซอฮาบะฮ์  ตาบิอีน  และตาบิอิตตาบิอีนนั้น  ไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างเลยว่า  หากสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำนั้น  ย่อมเป็นสิ่งที่หะรอม!!

ดังนั้นการที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)หรือสะละฟุศศอลิหฺไม่ได้ทำนั้นไม่ใช่เป็น"หลักฐาน" ( دليل )แต่มันชี้ถึง"การไม่มีหลักฐาน" ( عدم دليل )หรือพูดอีกสำนวนหนึ่งก็คือการที่ท่านนบี(ซ.ล.)และสะละฟุศศอลิหฺไม่ได้ทำนั้นไม่ใช่เป็น"หลักฐาน" (دليل )ว่าห้ามทำเมาลิดรำลึกท่านนบี(ซ.ล.)แต่มันบ่งถึง "การไม่มีหลักฐาน" ( عدم دليل )หรือ "หลักฐานในเชิงไม่มีและไม่รู้ว่ามีหุกุ่มมาระบุ" ( الدليل العدمى )ในการห้ามเมาลิดรำลึกท่านนบี(ซ.ล.)ดังนั้นหลักฐานที่ชี้ถึงการห้าม ( دليل التحريم )นั้นคือการมีตัวบทหลักฐานที่บ่งถึงการต้องห้าม(النهى)กับการกระทำสิ่งหนึ่งหรือมีการตำหนิจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ในการกระทำสิ่งหนึ่งและหากว่ามีตัวบทมาระบุห้ามก็ย่อมไม่มีข้อกังขาแต่ประการใดอย่างแน่นอน

ดังนั้นหลักการที่ท่านนบี(ซ.ล.)ละทิ้งการกระทำหรือท่านนบี(ซ.ล.)และสะละฟุศศอลิหฺไม่ได้กระทำนั้น  จะนำมาเป็นหลักฐาน(دليل)ในศาสนาเพื่อทำการตำหนิทำการหุกุ่มหะรอมทำการกล่าวหาบิดอะฮ์ตกนรกและนำมากล่าวหาเป็นการกระทำที่ชั่วนั้นย่อมไม่ใช่หลักการหุกุ่มของศาสนาและหลักพื้นฐานของฟิกห์ที่บรรดานักปราชญ์มุจญฺฮิดแห่งโลกอิสลามได้วางหลักการวินิจฉัยหุกุ่มเอาไว้เพราะฉะนั้นการที่สะละฟุศศอลิหฺไม่ได้กระทำ  ย่อมไม่ใช่หลักฐานแต่มันบ่งถึงไม่มีหลักฐานและหลักฐานหนึ่งจะสามารถบ่งถึงการห้ามและตำหนิได้นั้นก็ด้วยสิ่งที่อัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ทรงบัญญัติห้ามและสิ่งที่ท่านร่อซูลุเลาะฮ์(ซ.ล.)ได้ห้ามไว้ในซุนนะฮ์ที่ซอฮิหฺของท่าน

ดังนั้นประเด็นเมาลิดนี้มันอยู่ในเรื่องของการ "ละทิ้งการกระทำ" ( الترك )ซึ่งความหมายก็คือท่านนบี(ซ.ล.)ได้ทิ้งกับสิ่งหนึ่ง -คือไม่เคยกระทำมัน -หรือสะละฟุศศอลิหฺไม่เคยกระทำมันโดยที่ "ไม่มี"หะดิษหรือร่องรอยมารายงานระบุห้ามจากการกระทำดังกล่าวที่ให้ความเข้าใจถึงหะรอมหรือมักโระฮ์

บรรดาผู้รู้ยุคหลังๆ  บางท่านเลยเถิดในการอ้างหลักฐานที่คุมเคลือเช่นนี้โดยทำการหุกุ่มหะรอมหรือกล่าวหาบิดอะฮ์ลุ่มหลงในเรื่องของศาสนาด้วยคำกล่าวที่ว่านบีไม่เคยทำอย่างนี้หรือไม่ได้รับการยืนยันว่านบี(ซ.ล.)กระทำอย่างนั้นเป็นต้น

อุลามาอ์บางท่านกล่าวไว้ว่า

الترك ليس بحجة فى شرعنا
لا يقتضى منعا ولا إيجابا
فمن ابتغى حظرا لترك نبينا
ورأه حكما صادقا وصوابا
قد ضل عن نهج لأدلة كلها
بل أخطأ الحكم الصحيح وخابا


"การละทิ้ง(นบีไม่ได้กระทำ)ไม่ใช่เป็นหลักฐานในชาริอัตของเรา"
"มันไม่ได้ให้นัยยะถึงการห้ามหรือจำเป็น"
"ดังนั้นผู้ใดปรารถนา (หุกุ่ม)ห้ามเพราะนบีของเราไม่ได้ทำ"
"โดยเขาเห็นว่ามันเป็นหุกุ่มที่สัจจริงและถูกต้อง"
"แน่แท้แล้วเขาย่อมหลงจากวิถีทางของ(การอ้าง)บรรดาหลักฐานทั้งหมด"
"ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ผิดพลาดกับหุกุ่มที่ถูกต้องและเขาก็สิ้นหวัง"
ดูหนังสืออัตตะหฺซีรมินัลอิฆติยารของชัยค์อับดุลหัยฺอัลอัมรอวีย์และชัยค์อับดุลกะรีมมุร๊อดหน้า 75

ท่านชัยค์  อัลฆุมารีย์กล่าวว่า "การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ละทิ้งการกระทำสิ่งหนึ่ง หรือบรรดาสะละฟุสซอและหฺละทิ้งไม่ได้กระทำมัน โดยไม่มีหะดิษ หรือคำกล่าวรายงานของซอฮาบะฮ์  มาระบุห้ามสิ่งที่ถูกทิ้งนั้น มันไม่ได้หมายถึงฮะรอมหรือมักโระฮ์ทำสิ่งนั้น " (ดู หุสนุด ตะฟะฮฺฮุม วัดดัรกฺ หน้า 12ของท่าน ชัยค์ อัลฆุมารีย์ )

ดังนั้น การทิ้งการกระทำนี้ มีหลายประเภท อาธิ เช่น

1.ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งมันนั้น เพราะมีสิ่งที่มาหักห้ามตามอุปนิสัยตามธรรมชาติ หรือมีอุปนิสัยที่ไม่ชอบ เช่น ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งการกินเนื้อ ฏ๊อบ เมื่อมันได้ถูกนำมาให้แก่ท่าน  ซึ่งในหะดิษนี้นั้น ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ถูกถามว่า "มันเป็นสิ่งที่ต้องห้ามหรือ ?ท่านนบี(ซ.ล.)ตอบว่า "ไม่หรอก"เพราะฉะนั้นเรื่องที่กล่าวมานี้  ชี้ให้เห็นว่า การละทิ้งการกระทำของท่านนบี(ซ.ล.)นั้น ไม่ถือว่า เป็นการหะรอมห้ามกระทำมัน

2.การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ทิ้งหรือไม่ได้ทำนั้น เพราะเกิดจากการลืม  เช่นการที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ลืมในละหมาด โดยท่านได้ละทิ้งสิ่งหนึ่ง ท่านจึงถูกถามว่า "มีสิ่งใดเกิดขึ้นในละหมาดหรือ?"ท่านนบี(ซ.ล.)จึงตอบว่า "ที่จริงแล้ว ฉันนั้นก็เป็นมนุษย์ ฉันลืมเหมือนกับที่พวกท่านลืม ดังนั้น เมื่อฉันลืม พวกท่านก็จงเตือนฉัน"

ดังนั้น เมื่อท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งสิ่งหนึ่งจากละหมาด พวกเขาก็ไม่คิดเลยว่ามันเป็นหุกุ่มใดหุกุ่มหนึ่ง แต่พวกเขากลับไปทบทวนถามกับท่านนบี(ซ.ล.)แล้วท่านนบี(ซ.ล.)ก็ตอบพวกเขา ด้วยคำตอบที่ชี้ให้เห็นว่า การทิ้งการกระทำของท่านนบี(ซ.ล.)ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นหุกุ่มใด ๆ ขึ้นมา

3.การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ทิ้งการกระทำนั้น เพราะเกรงว่า จะเป็นฟัรดูภาระกิจจำเป็นแก่ประชาชาติของท่าน เช่นท่านได้ทิ้งละหมาดญะมาอะฮ์ ตะรอวิหฺ ในขณะที่บรรดาซอฮาบะฮ์ได้ทำการรวมตัวกันละหมาด เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นฟัรดูเหนือพวกเขา

4.การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ทิ้งการกระทำ ก็เพราะเกรงถึงฟิตนะฮ์(ความวุ่นวายหรือทำให้ซอฮาบะฮ์บางคนที่พึ่งเข้าอิสลามใหม่ ๆ เกิดความรวนเรหรืออาจจะละทิ้งศาสนา)ที่อาจเกิดขึ้นได้ อาธิเช่น ท่านนบี(ซ.ล.)ละทิ้งการรื้นถอนบัยตุลลอฮ  เพื่อนำมาสร้างไว้ที่ฐานเดิมของท่านนบีอิบรอฮีม(ซ.ล.)ตามที่ได้ระบุไว้ในซอฮิหฺบุคอรีย์และมุสลิม  เพราะฉะนั้น การละทิ้งหรือไม่ได้กระทำสิ่งดังกล่าวนั้น เพื่อถนอมน้ำใจของบรรดาซอฮาบะฮ์บางคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ ๆ 

5.บางครั้ง ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ทิ้ง เนื่องจากสาเหตุเฉพาะตัวของท่าน เช่นท่านนบี(ซ.ล.)ทิ้งการรับประทานหัวหอม และสิ่งที่มีกลิ่นไม่ดี เนื่องจากเกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนแก่มะลาอิกะฮ์ ในขณะที่รับวะหฺยุ โดยที่ไม่มีผู้ใดกล่าวว่า การรับประทานหัวหอมนั้น เป็นสิ่งที่หะรอม เพราะว่านบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งการรับประทานมัน

จากตัวอย่างที่เราได้กล่าวมานั้น เราจะเห็นว่า การที่ท่านนบีได้ละทิ้ง หรือ ไม่ได้กระทำสิ่งหนึ่งนั้น ไม่ได้ชี้ถึงว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หะรอม  โดยจะนำมาแอบอ้างว่าสิ่งที่ท่านนบี(ซ.ล.) ไม่ได้กระทำนั้น คือสิ่งที่บิดอะฮ์ลุ่มหลงไปเสียทั้งหมด

ท่าน อบู อัลฟัฏลฺ อัลฆุมารีย์ กล่าวว่า "การละทิ้งการกระทำเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มีหลักฐานมาระบุว่าสิ่งที่ถูกทิ้งนั้นหะรอม ย่อมไม่เป็นหลักฐานชี้ว่าสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่หะรอม แต่จุดมุ่งหมายนั้นก็คือ การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งการกระทำดังกล่าว ย่อมเป็นสิ่งที่อนุญาติให้ละทิ้งการกระทำได้ และส่วนการที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งการกระทำ ที่เป็นสิ่งที่หะรอมนั้น ไม่ได้หมายถึงว่า เพราะท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งมัน แต่เป็นเพราะว่า มีหลักฐานมาระบุถึงการห้ามต่างหาก "ดู หุสนุด ตะฟะฮฺฮุม วัดดัรกฺ หน้า 15

จากตัวอย่างที่เราได้กล่าวมานั้นเราจะเห็นว่าการที่ท่านนบีได้ทิ้งหรือไม่ได้กระทำสิ่งหนึ่งนั้นไม่ได้ชี้ถึงว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หะรอม

ท่านอบูอัลฟัฏลฺอัลฆุมารีย์กล่าวว่า "การละทิ้งการกระทำเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่มีหลักฐานมาระบุว่าสิ่งที่ถูกทิ้งนั้นหะรอมย่อมไม่เป็นหลักฐานชี้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หะรอมแต่จุดมุ่งหมายนั้นก็คือการที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้ละทิ้งการกระทำดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่อนุญาตให้ละทิ้งการกระทำได้และสำหรับการที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งการกระทำสิ่งที่หะรอมนั้นไม่ได้เข้าใจว่าเพราะท่านนบี(ซ.ล.)ได้ละทิ้งมันแต่เป็นเพราะว่ามีหลักฐานมาระบุถึงการห้ามมันต่างหาก "ดูหุสนุดตะฟะฮฺฮุมวัดดัรกฺหน้า 15

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นสามารถสรุปได้ว่า "การทิ้ง" (ไม่ได้กระทำ)มีสองประเภทใหญ่ๆคือ

1.การทิ้งที่มีจุดมุ่งหมาย ( ترك مقصود )ซึ่งนักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิสลามได้ให้สำนวนว่า "การละทิ้งเชิงการมี" ( الترك الوجودى )คือท่านนบี(ซ.ล.)ได้ทิ้งการกระทำสิ่งที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้เคยมีการกระทำมันมาแล้วหรือท่านนบี(ซ.ล.)ได้หยุดกระทำกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่ท่านนบี(ซ.ล.)กระทำได้

2.การละทิ้ง(การกระทำ)ที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย ( ترك غير مقصود )ซึ่งนักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิสลามได้ให้สำนวนว่า"การละทิ้งเชิงไม่มี" ( الترك العدمى )คือสิ่งที่ท่านนบีไม่เคยกระทำและไม่เคยกล่าวมันโดยที่ไม่ได้นำเสนอหุกุ่มออกมาเนื่องจากไม่มีความต้องการหรือมีนัยยะให้กับการหุกุ่มสิ่งดังกล่าว
ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วการทิ้งการกระทำที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย ( ترك غير مقصود )นั้นย่อมไม่เหมาะสมที่จะนำมาเป็น"หลักฐาน"( دليل )ได้ในแง่ของหลักการศาสนา

ในแง่หลักการของศาสนาก็คือคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.)ที่ว่า

وما أتاكم الرسول فخذوه وما نهاكم عنه فأنتهوا

"สิ่งใดที่รอซูลนำมาให้กับพวกท่านนั้นพวกท่านจงยึดมันและสิ่งใดที่ร่อซูลห้ามพวกท่านจากสิ่งนั้นพวกท่านจงก็ยุติ"อัลหัชรฺ 7

ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)กล่าวว่า

فإذا نهيتكم عن شيء فأجتنبوه ، وإذا أمرتكم بأمر فأتوا منه ما أستطعتم

"ดังนั้นเมื่อฉันห้ามพวกท่านจากสิ่งหนึ่งพวกท่านก็จงห่างไกลมันและเมื่อฉันใช้พวกท่านด้วยกับสิ่งหนึ่งพวกท่านก็จงทำมันเท่าที่พวกท่านสามารถ"รายงานโดยบุคคอรีย์และมุสลิม
ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)กล่าวว่า

الحلال ما أحل الله فى كتابه ، والحرام ما حرم الله فى كتابه ، وما سكت عنه فهو مما عفا عنه

"หะล้าลก็คือสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงอนุมัติไว้ในคำภีร์ของพระองค์และหะรอมก็คือสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงห้ามไว้ในคำภีร์ของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงนิ่งจากมันก็คือสิ่งที่พระองค์ผ่อนปรนให้"รายงานโดยท่านติรมีซีย์

ท่านผู้อ่านโปรดลองพิเคราะห์ถึงสถานะภาพของผู้คนในปัจจุบันท่านจะพบว่าการกระทำหรือไม่กระทำของพวกเขานั้นอยู่หลักการใหญ่ๆ  เกี่ยวกับหลัก "การใช้" ( أمر )และหลัก "การห้าม" ( نهى )ดังนั้นเมื่อเรื่องหนึ่งที่ไม่มี "การใช้ให้กระทำ”หรือไม่มี  “การห้ามให้กระทำ”ก็ย่อมจะหุกุ่ม "หะรอม"ไม่ได้แต่สมควรอยู่ในกรอบของมุบาหฺอนุญาตให้กระทำได้หรืออยู่ในกรอบของสิ่งที่ไม่มีหุกุ่มาระบุแล้วก็นำไปวางบนมาตรฐานของหุกุ่มศาสนา

จากสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเราสามารถสรุปได้ดังนี้

1.บรรดานักปราชญ์อิสลามให้คำนิยามของซุนนะฮ์ว่า "คือสิ่งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ได้พูดกระทำและยอมรับ"บรรดานักปราชญ์ไม่ได้นำการ "ทิ้งของท่านนบี"หรือ "การไม่ได้ทำ"ของท่านนบี(ซ.ล.)เข้าไปอยู่ใต้คำว่าซุนนะฮ์เนื่องจากว่ามันไม่ใช่ "หลักฐาน" ( دليل )เพราะฉะนั้น  การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ไม่กระทำ  ย่อมไม่ใช่ซุนนะฮ์และนำมาเป็นหลักฐานไม่ได้

2.หุกุ่มนั้นคือ (คิฏ๊อบ)คำบัญชาของอัลเลาะฮ์บรรดานักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิสลามกล่าวว่าหุกุ่มก็คือสิ่งที่หลักฐานจากอัลกุรอานซุนนะฮ์อัลอิจญฺมาอ์และกิยาสมาบ่งชี้ถึงมันโดยที่การละทิ้งหรือการไม่ได้กระทำนั้นก็ไม่ใช่หนึ่งจากสี่หลักฐานที่กล่าวมาดังนั้นการที่ไม่ได้กระทำจึงไม่ใช่ "หลักฐาน"ที่จะนำมาอ้าง

3.การละทิ้งก็คือการที่ไม่ได้กระทำและการที่ไม่ได้กระทำก็หมายถึงการที่ไม่มี"หลักฐาน" ( دليل )มาระบุดังนั้นการละทิ้งหรือการไม่ได้กระทำนั้นย่อมไม่ได้ชี้ถึงหะรอมนอกจากมีหลักฐานมาบ่งชี้ชัดว่าหะรอมจากอัลกุรอานซุนนะฮ์อิจญฺมาอ์และกิยาส

ดังนั้นการทำเมาลิดรำลึกถึงนบี(ซ.ล.)โดยอ้างหะรอมว่าท่านนบี(ซ.ล.)ไม่เคยกระทำนั้นจึงเป็นคำอ้างที่ฟังไม่ขึ้นตามหลักการของศาสนา

การทำเมาลิดรำลึกท่านนบี(ซ.ล.)แม้รูปแบบไม่ได้ปรากฏการกระทำขึ้นในสมัยของบรรดาซอฮาบะฮ์แต่บรรดาซอฮาบะฮ์เองก็ทำการำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)อยู่เสมอหัวใจของบรรดาซอฮาบะฮ์ล้วนแต่คำนึงถึงท่านนบี(ซ.ล.)ในทุกการตัดสินใจและการเคลื่อนไหวของพวกเขาดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงตื่นตัวอยู่เสมอด้วยการรำลึกถึงแบบฉบับบุคลิกภาพของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ท่านอิบนุอับบาส(ร.ฏ.)กล่าวว่า"หากฉันไม่รำลึกถึงท่านนบี(ซ.ล.)สักช่วงเวลาเดียวมันเหมือนกับว่าฉันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งจากมุสลิมีน"  ฉะนั้นความรักที่มีต่อท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ (ซ.ล.) ระหว่างบรรดาซอฮาบะฮ์กับเรานั้นย่อมห่างไกลกันเหลือเกินบรรดาซอฮาบะฮ์จึงไม่จำเป็นมากนักที่จะต้องมาทำเมาลิดรำลึกถึงท่านนบีเหมือนกับพวกเราสถานะภาพปัจจุบันอิหม่านของมุสลิมทั่วไปยิ่งถดถอยการส่งเสริมตอกย้ำให้มีการรำลึกถึงท่านนบีด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเช่นเมาลิดนั้นย่อมไม่ใช่เป็นสิ่งที่บิดอะฮ์ลุ่มหลงถึงกับลงนรกตามทัศนะของผู้คัดค้านหรอกครับ


และการกล่าวว่าซอฮาบะฮ์ไม่ได้ทำเป็นหลักการบัญญัติที่ "หะรอม"ย่อมไม่ใช่หลักการของศะละฟุศศอลิหฺและไม่ใช่เป็นหลักฐานตามหลักวิชานิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์)และการกล่าวว่า "หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีบรรดาสะละฟุศศอลิหฺย่อมกระทำมาก่อนเรา"ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นหลักฐานของศาสนาตามหลักนิติศาสตร์อิสลามที่จะมาบ่งชี้ว่ามันเป็นสิ่งที่"หะรอม"ต้องห้ามหรือบิดอะฮ์ตกนรกซึ่งหลักการนี้ไม่ใช่หลักการของสะละฟุศศอลิหฺ

ดังนั้นหากว่าประเด็นหนึ่งหรือปัญหาหนึ่งที่สะละฟุศศอลิหฺ(หรือผู้ที่อยู่ก่อนจากเขา)นั้นไม่ได้กระทำไว้เป็นหลักฐานที่ชี้ว่าไม่มีบทบัญญัติในศาสนาแล้วแน่นอนว่าบรรดานักปราชญ์ตาบิอีนก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดและพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่บรรดาซอฮาบะฮ์ได้นิ่งเฉยไม่ได้กระทำและกล่าวกับมันและแน่นอนว่าบรรดานักปราชญ์ตาบิอิตตาบิอีนก็ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะพูดและพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่บรรดานักปราชญ์ตาบิอีนได้นิ่งเฉยไม่ได้กระทำและกล่าวกับมันซึ่งหลักการนี้ขัดแย้งกับคำกล่าวและหลักการของท่านอะหฺมัดอิบนุหัมบัลท่านอิบนุตัยมียะฮ์ได้กล่าวไว้ในหนังสืออุซุลุลฟิกห์ของท่านว่า

قال أبو داود: قال أحمد بن حنبل:... فإذا وجدت عن رسول الله صلى الله عليه وآله وسلم لم أعدل إلى غيره، فإذا لم أجد... فعن الخلفاء الأربعة... فإذا لم أجد فعن أصحابه الأكابر فالأكابر... فإذا لم أجد فعن التابعين وتابع التابعين“، ولو كان عدم الرواية حجة على عدم المشروعية لكان ينبغي للتابعين أن يقولوا لو كان خيراً لسبقنا إليه الصحابة، وكان ينبغي لأتباعهم أن يقولوا: لو كان خير لسبقنا إليه التابعون ู

"ท่านอบดาวูดกล่าวว่าท่านอะหฺมัดบินหัมบัลกล่าวว่าเมื่อฉันพบ(หลักฐาน)จากท่านรอซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ฉันก็ไม่เคยผินไปยังผู้อื่นจากท่านร่อซูลและเมื่อฉันไม่พบก็เอาจากบรรดาคอลิฟะฮ์ทั้ง 4และเมื่อฉันไม่พบก็จากบรรดาซอฮาบะฮ์ผู้อาวุโสและอาวุโสถัดๆ  ไปและเมื่อฉันไม่พบอีกก็เอาจากตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีนและถ้าหากว่าการไม่มีการรายงานมานั้นเป็นหลักฐานว่าไม่มีบทบัญญัติในศาสนาแน่นอนว่าเป็นการสมควรแก่บรรดาตาบิอีนโดยการกล่าวว่าหากมันเป็นสิ่งที่ดีแน่แท้ว่าบรรดาซอฮาบะฮ์ย่อมกระทำล่วงหน้ามันมาก่อนแล้วและเป็นการสมควรแก่บรรดาตาบิอิตตาบิอีนกล่าวว่าหากมันเป็นสิ่งที่ดีแน่แท้ว่าบรรดาซอฮาบะฮ์ย่อมกระทำล่วงหน้ามาก่อนแล้ว (แต่ตาบิอีนไม่ได้กล่าวอย่างนั้นเพราะมันไม่ใช่หลักฐาน)"ดูหนังสือมุเซาวะดะฮ์อาลิตัยมียะฮ์หน้า 336

จากสิ่งที่ผมได้อ้างอิงมานั้นย่อมชี้ให้เห็นว่าหากมีไม่มีสายรายงานมาระบุ บรรดาตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีนก็ไม่ได้เอาคำกล่าวที่ว่า"บรรดาซอฮาบะฮ์ย่อมกระทำล่วงหน้ามาก่อนแล้วและเป็นการสมควรแก่บรรดาตาบิอิตตาบิอีนกล่าวว่าหากมันเป็นสิ่งที่ดีแน่แท้ว่าบรรดาซอฮาบะฮ์ย่อมกระทำล่วงหน้ามาก่อนแล้ว"มาเป็นหลักการและหลักฐานในการห้ามหรือหุกุ่มหะรอมสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย

หลักการของท่านอิมามอะหฺมัดนี้ก็อิงจากคำกล่าวของท่านอิบนุมัสอูดซึ่งรายงานโดยท่านอัลนะซาอีย์ไว้ในสุนันของท่านในหะดิษที่ 5397ว่า

فإن جاء أمر ليس في كتاب الله، ولا قضى به نبيه صلى الله عليه وآله وسلم، ولا قضى به الصالحون، فليجتهد رأيه

ท่านอิบนุมัสอูดกล่าวว่า "หากสิ่งหนึ่งที่ไม่มีระบุไว้ในกิตาบุลเลาะฮ์และท่านนบี(ซ.ล.)ไม่ได้ตัดสินชี้ขาดมันไว้และบรรดาผู้มีคุณธรรมก็ไม่ได้ตัดสินชี้ขาดมันไว้ดังนั้นเขาก็จงวินิจฉัยด้วยกับความเห็นของเขา" (เช่นการกิยาส)

ดังนั้นหากการไม่มีรายงานมาระบุเป็นหลักฐานที่ว่าไม่มีบทบัญญัติในศาสนานั้นแน่นอนว่าท่านอิบนุมัสอูดก็กล่าวไม่ได้ว่า "ดังนั้นเขาก็จงวินิจฉัยด้วยกับความเห็นของเขา"แต่ท่านอิบนุมัสอูดสมควรกล่าวว่าหากมันเป็นสิ่งที่ดีบรรดาผู้มีคุณธรรมก็ต้องกระทำล่วงหน้ามันมาก่อน(จากท่านอิบนุมัสอูด)แล้วดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ทำการวินิจฉัยแต่ท่านอิบนุมัสอูดไม่ได้กล่าวอย่างนั้นและไม่มีสะละฟุศศอลิหฺใช้คำพูดดังกล่าวมาเป็นหลักฐานหุกุ่มเกี่ยวศาสนาในนิติศาสตร์อิสลาม

และที่ผมได้กล่าวนำเสนอมาทั้งหมดนี้ก็คือการนำเสนอในเชิงวิชาการที่ยืนยันว่าการกล่าวหาหุกุ่มว่าการทำเมาลิดเป็นบิดอะฮ์ตกนรกเพราะว่าท่านนบีและสะสะฟุศศอลิหฺไม่ได้ทำนั้นย่อมเป็นหลักการที่ไร้น้ำหนักครับ



ย้อนกลับ - ต่อไป >>

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 21 July 2007 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
[ ย้อนกลับ ]

เชิงวิชาการ

  • วันสงกรานต์กับจุดยืนของมุสลิม
  • ก่อนสิ้นศาสนทูต
  • ความรักท่านนบี(ซ.ล.)ต่อจุดยืนการดูหมิ่นท่านนบี(ซ.ล.)ของเดนมาร์ก
  • อิสลาม คือ สายกลาง หลักการ และความเป็นจริง
  • อิสลามกับวันวาเลนไทน์
  • คำกล่าวของอิมามอัชชาฟิอีย์ เมื่อฮะดิษซอฮิห์ มันคือมัซฮับของฉัน
  • การเอียะอฺติกาฟ
  • การให้เกียรติผู้รู้
  • ความประเสริฐคืนนิสฟูชะอฺบาน
  • เดือนรอญับ
  • อิสลามกับประเด็นการขัดแย้งในด้านวินิจฉัย
  • กุนูตละหมาดซุบฮ์
  • เมาลิดรำลึกถึงนบี
  • สะลัฟและค่อลัฟ
  • อ่านอัลกุรอ่านที่กุโบร
  • ทำบุญให้แก่คนตาย
  • บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์
  • ตัลกีนมัยยัต
ยินดีต้อนรับ

คุณเป็นผู้ชมลำดับที่

how much traffic is going to my site

ตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2549

Who's Online

ขณะนี้มี 23 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กระจายข่าว

RSS 2.0
ATOM 0.3
OPML
forum link

Advertisement


Advertisement

สมัครรับข่าวสารทาง email

ใส่ email เพื่อรับเนื้อหาที่อัพเดทจากเรา :


มุมมุสลิมะฮ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์ฯ

เอาเราะห์ของมุสลิมะฮฺต่อสตรีที่มิใช่มุสลิมเอาเราะห์ของมุสลิมะฮฺต่อสตรีที่มิใช่มุสลิม

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحْ

สิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีเลือดประจำเดือนสิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีเลือดประจำเดือน
    بِِِسْمِ اللهِ الّرحْمنِ¡
แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดต่อการแสดงความรักต่อภรรยาแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดต่อการแสดงความรักต่อภรรยา

ความโรแมนติกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

สตรีมุสลิมะฮ์ผู้มีเกียรติมักจะบอกว่า "ท่านนบีมุฮัมมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นแบบฉบับของบุรุษทั้งโลก"

นางฟ้ามีให้แก่บุรุษในสรวงสรรค์แต่ทำไมอัลเลาะฮ์ถึงไม่ตรัสยืนยันไว้แก่สตรี? นางฟ้ามีให้แก่บุรุษในสรวงสรรค์แต่ทำไมอัลเลาะฮ์ถึงไม่ตรัสยืนยันไว้แก่สตรี?

พวกที่ชอบสร้างความสงสัยในอิสลามมักจะกล่าวว่า อัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างยืดยาวเกี่ยวกับนางฟ้า (อัลฮูรุลอีน) ที่พระองค์ทรงตระเตรียมให้แก่บรรดาบุรุษในสรวงสวรรค์ โดยพระองค์ไม่ทรงตระเตรียมไว

Source by www.mambosolve.com

สอบถามปัญหาศาสนา นักศึกษาตอบ

๏ปฟ
ก่อนตั้งคำถามกรุณาค้นหาคำถามก่อนนะครับว่ามีคนถามแล้วหรือยัง ค้นหาที่นี้
กรุณาตั้งคำถามเป็นประโยคที่เข้าใจง่ายเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องท่านอื่น
[บทความ] เคยคิดมั้ยว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?" เน‚เธ”เธข beechern เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 10:50 am
[บทความ] ปู๊นๆๆ...รางรถไฟ...มีทางใดที่เราสามารถตัดสินใจเลือกได้บ้าง?... เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:03 am
[บทความ] ไข้เลือดออกและไข้ชิคุนกุนยา เน‚เธ”เธข กอ-กล้วย เธ.เธข. 05, 10, 11:47 am
[ถาม - ตอบปัญหาศาสนา] การตะวัสซู้ลคืออะไร เน‚เธ”เธข zulkif เธ.เธข. 03, 10, 04:11 pm
[บทความ] อยากให้อ่านกันเฉยๆๆ เน‚เธ”เธข มาลิกกุ๊กกิ๊กแห่งกรุงศรีอโยธยา เธ.เธข. 01, 10, 09:55 pm
[บทความ] นกกรงหัวจุก?ช่องว่างชิวิต!! เน‚เธ”เธข ????? เธ.เธข. 01, 10, 09:12 pm
[ถาม - ตอบปัญหาศาสนา] การมีลมออกจากช่องคลอดขณะละหมาด เน‚เธ”เธข WAWA เธ.เธข. 01, 10, 04:02 pm
ตั้งคำถามใหม่         ดูคำถามทั้งหมด


เว็บมาสเตอร์ที่ต้องการนำส่วนคำถาม สอบถามปัญหาศาสนา ไปติดเว็บไซต์ สามารถนำ code ข้างล่างนี้ไปติดเว็บไซต์ได้เลยครับ


ทดสอบสัญญาณ การบรรยาย จาก camfrog ห้อง muslimthai เวลา 21.00

&lt;a href="http://122.155.3.122:8067/" target="_blank"&gt;http://122.155.3.122:8067/&lt;/a&gt;

กระดานเสวนา

เธขเธดเธ™เธ”เธตเธ•เน‰เธญเธ™เธฃเธฑเธšเธ„เธธเธ“, เธšเธธเธ„เธ„เธฅเธ—เธฑเนˆเธงเน„เธ› เธเธฃเธธเธ“เธฒ เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš เธซเธฃเธทเธญ เธฅเธ‡เธ—เธฐเน€เธšเธตเธขเธ™ เธเธฃเธธเธ“เธฒเธ•เน‰เธญเธ™เธฃเธฑเธšเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเนƒเธซเธกเนˆ al-tarbiah, เธ„เธทเธญเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เธ„เธ™เนƒเธซเธกเนˆ
24 Spiders, 21 เธšเธธเธ„เธ„เธฅเธ—เธฑเนˆเธงเน„เธ›, 1 เธชเธกเธฒเธŠเธดเธ
Bangmud, MSN spider (14), Google spider, Facebook external (7), ia_archiver, Yahoo spider
[มุมมุอัลลัฟและความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลาม] เสวนาร้านน้ำชาออนไลน์ เน‚เธ”เธข DadAmroS เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 06:02 am
[อัลกุรอาน] อัลกุรฺอาน คำแปลและคำอธิบาย สูเราะฮฺที่ 55 อัรฺเราะหฺมาน เน‚เธ”เธข Bangmud เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 01:58 am
[ประชาสัมพันธ์บอร์ด] อยากให้มี link ไปยังหน้าแรกของเวป SunnahStudent เน‚เธ”เธข hiddenmin เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 01:00 am
[สนทนาศาสนธรรม] ลัยละตุ้ลก๊อดรฺ..........ถามหน่อยครับ เน‚เธ”เธข tatcha_jah ~? เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 11:37 pm
[สนทนาศาสนธรรม] ผู้หญิงเรียนสูง(ต่อโทต่อเอกเป็นต้น) ดีหรือไม่ มาเสวนากัน เน‚เธ”เธข tatcha_jah ~? เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 11:29 pm
[สนทนาศาสนธรรม] ถ้ารู้อย่างนี้ ยังจะกล้าทาน "อินทผาลัม" อีกไหม?! เน‚เธ”เธข มาลิกกุ๊กกิ๊กแห่งกรุงศรีอโยธยา เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 02:21 pm
[บทความ] เคยคิดมั้ยว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?" เน‚เธ”เธข beechern เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 10:50 am
[ร่อมะฎอน] มันขนาดนั้นเลยหรือครับ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:48 am
[นิติศาสตร์อิสลาม( ฟิกห์ )] มาทายปริศนาเชิงฟิกห์กันครับ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:46 am
[นิติศาสตร์อิสลาม( ฟิกห์ )] ละหมาดฟัรดูไม่รู้ทิศ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:44 am
[มุมมุสลิมะฮ์] ช่วยคิดสูตรอาหารที่ทำจากอินทผลัมหน่อยค่ะ ^^ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:35 am
[มุมมุสลิมะฮ์] แค่ได้คุยกับแม่...ความเครียดก็ทุเลาเบาบาง~* เน‚เธ”เธข Napat เธ.เธข. 06, 10, 03:08 pm
[มุมมุสลิมะฮ์] ครัวมุสลิมะฮ์ เน‚เธ”เธข Napat เธ.เธข. 06, 10, 03:01 pm
[ไฟล์เสียงบรรยาย,อัลกุรอ่านและคลิปวีดีโออื่น ๆ ] เดือนนอกเดือนใน...ใครตัดสิน อ.อาลี เสือสมิง เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:25 am
[บทความ] ปู๊นๆๆ...รางรถไฟ...มีทางใดที่เราสามารถตัดสินใจเลือกได้บ้าง?... เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:03 am
[อัลกุรอาน] อัลกุรฺอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 76 อัลอินสาน) เน‚เธ”เธข Bangmud เธ.เธข. 06, 10, 01:29 am
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] รับนักศึกษาภาคพิเศษปริญาตรีธุรกิจอิสลามศึกษา 2/53 เน‚เธ”เธข pareet เธ.เธข. 05, 10, 08:58 pm
[ประชาสัมพันธ์บอร์ด] รับนักศึกษาภาคพิเศษปริญาตรีธุรกิจอิสลามศึกษา 2/53 เน‚เธ”เธข pareet เธ.เธข. 05, 10, 08:56 pm
[บทความ] ไข้เลือดออกและไข้ชิคุนกุนยา เน‚เธ”เธข กอ-กล้วย เธ.เธข. 05, 10, 11:47 am
[ร่อมะฎอน] ถ่ายทอดสด ดุอาอฺคอตั่มที่มัสยิดฮารอม เน‚เธ”เธข JawhaR เธ.เธข. 05, 10, 11:43 am
[ร่อมะฎอน] หลักเอียะอฺติกาฟและถาม - ตอบ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:13 pm
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] รอมฎอนปีนี้... เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:10 pm
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] เรื่องของ บารากู่ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:07 pm
[ประชาสัมพันธ์ทั่วไป] แจกวารสารคุณภาพ เพื่อคนคุณภาพ "ดาวเดือนโดม" เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 09:58 pm
[มุมมุสลิมะฮ์] ^_^ต่อกลอนซ้อนภาพ^_^ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 09:54 pm
ดูกระทู้ทั้งหมด
powered by joomla | joomla templates design by iboldesign