|
หน้า 1 จาก 4 بسم الله الرحمن الرحيم
أحمد الله على نعمه وألائه ، وأصلى وأسلم على نبيه محمد وعلى أله وصحبه والتابعين
สิ่งที่ผมปรารถนาจะนำเสนอนี้ เป็นการคัดสรุปจากหนังสือจากหนังสือ “การไม่มีมัซฮับเป็นบิดอะฮ์อันตรายที่มาคุกคามนิติศาสตร์อิสลาม” ซึ่งเป็นหนังสือของ ศาสตราจารย์ ชัยค์ ด๊อกเตอร์ มุฮัมมัด สะอีด รอมะฏอน อัลบูฏีย์ หนังสือเล่มนี้ ท่านได้ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี ฮ.ศ. 1390 – ค.ศ. 1970 ซึ่งเป็นหนังสือที่ประพันธ์ขึ้น เพื่อทำการถกประเด็น ตอบโต้ หนังสือ “มุสลิมต้องสังกัดมัซฮับหนึ่งจากบรรดามัซฮับทั้ง 4 หรือไม่?” ของท่าน ชัยค์ มุฮัมมัด ซุลฏอน อัลมะซูมีย์ และได้ทำการแปลและเรียบเรียงออกมา เป็นภาษาไทย โดย นาย มุฮัมมัด เหมอนุกุล หนังสือเล่มดังกล่าว พยายามส่งเสริมให้คน เอาวามทั่วไป ทำการละทิ้งมัซฮับ โดยหวนกลับไป พิจารณาอัลกุรอานและหะดิษโดยตรง และการเรียกร้องให้มุสลิมคนเอาวามทั่วไปไม่มีมัซฮับนั้นโดยตามหลักการดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่มีในยุคสมัยของสะละฟุศศอลิหฺ และเป็นบิดอะฮ์ที่มาคุกคาม นิติศาสตร์อิสลามในปัจจุบัน ที่บรรดามนุษย์ส่วนมากนำอารมณ์เข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับ หลักการของศาสนา
อนึ่ง หนังสือเล่มนี้ มีคุณสมบัติในการชี้แจงรายละเอียดและสร้างความเข้าใจอันดีแก่การมีมัซฮับ การกำเนิดของมัซฮับ และการสังกัดมัซฮับ ขอโปรดอัลเลาะฮ์ทรงประทานความดีงามของการนำเสนอในเชิงวิชาการนี้ ให้อยู่ในบัญชีคุณงามความดีของผู้เป็นบุพการี ผู้ยอมสละตนเอง แบกค้อน แบกขวาน บากบั่นทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้กระผมได้มีโอกาสศึกษาวิชาความรู้ ทุกอณูความรู้ที่ข้าพเจ้าได้รับ คือส่วนหนึ่งจากหยาดเหงื่อที่ไหลบนสองแก้มของท่าน เพื่อให้บรรลุถึงสิ่งที่ท่านได้หวังไว้ ยาร๊อบ... ด้วยสลามและดุอาอ์ อัล-ฟารูก บทสรุปจากหนังสือดังกล่าว 1. ผู้เขียนเริ่มทำการวิเคราะห์ ด้วยการอธิบายถึงแก่นแท้ของอีหม่านและอิสลาม โดยนำเสนอหะดิษต่าง ๆ หลังจากนั้น เขาได้สรุปสิ่งดังกล่าวว่า อิสลามนั้น ไม่มีอะไรมากกว่าไปบรรดาถ้อยคำและหลักการต่าง ๆ ที่สะดวกง่ายดาย คนชนบทหรือมุสลิมคนไหนก็เข้าใจได้ ซึ่งมันเป็นความง่ายดายที่ไม่ต้องการไปยังการตักลีดอิมามท่านใดหรือทำการสังกัดในมัซฮับอิมามผู้สามารถวินิจฉัย(มุจญฮิดมุฏลัก)ท่านใด 2. ผู้เขียนได้จบบทสรุปจากสิ่งดังกล่าว โดยยืนยันว่า บรรดามัซฮับนั้น ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นเพียงบรรดาความเห็นและความเข้าใจของนักปราชญ์ ในบางประเด็นเท่านั้น ซึ่งความเห็นและความเข้าใจเหล่านี้ อัลเลาะฮ์และร่อซูลของพระองค์ ไม่ได้บัญญัติแก่ผู้ใดให้เจริญรอยตาม ดังกล่าวนี้ เพราะว่าการตามมัซฮับต่าง ๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่วายิบและสุนัต ไม่จำเป็นแก่มุสลิมคนใด ทำการสังกัดมัซฮับใดเป็นการเฉพาะ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใดที่ทำการสังกัดมัซฮับใดเป็นการเฉพาะ เขาย่อมเป็นผู้มีมานะทิฐิ เป็นผู้กระทำผิด และตักลีดตามแบบตาบอด โดยที่เขาย่อมเป็นผู้ที่ทำให้แตกแยกกับศาสนาและทำให้เป็นพวกเป็นกลุ่ม และผู้เขียนได้สรุปหลักการของเขาว่า การยึดมั่นด้วยกับอิสลามนั้น คือการยึดอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ซึ่งทั้งสองได้รับการปกป้องจากความผิด ส่วนการตามบรรดานักปราชญ์ผู้ทรงความรู้จากมัซฮับต่าง ๆ นั้น คือการหันเหออกจากหลักการของอัลกุรอานและซุนนะฮ์และหันเหออกจากการตามสิ่งที่ได้รับการปกป้องจากความผิดไปสู่การตามสิ่งที่ไม่ได้รับการปกป้องจากความผิด 3. ผู้เขียนได้ยืนยันหลังจากสิ่งดังกล่าวว่า บรรดามัซฮับนั้น เป็นสิ่งที่บิดอะฮ์ อุตริกรรมขึ้นมา โดยเกิดขึ้นหลังจากศตวรรษที่สาม ดังนั้น บรรดามัซฮับจึงเป็นสิ่งที่ลุ่มหลงโดยไม่ต้องสงสัยเลย 4. ผู้เขียนพยายามฉายภาพให้เห็นว่า มัซฮับทั้งสี่ ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทำการแข่งขันทัดเทียมกับมัซฮับของท่านนบีมุฮัมมัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 5. เขาได้ทำการถ่ายทอดคำพูดของท่านอิมาม อัลดิฮฺลาวีย์ เพื่อนำมาสนับสนุนทัศนะของเขา ซึ่งเขาได้ทำการนำเสนอคำกล่าวของท่านอัดดิฮ์ลาวีย์ว่า "ผู้ใดที่นำเอาบรรดาคำกล่าวทั้งหมดจากอิมามท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาอิมามมัซฮับทั้งสี่ โดยไม่ยึดสิ่งที่มีอยู่ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ แน่นอน เขาได้ขัดกับมติของปวงปราชญ์และดำเนินตามอื่นจากแนวทางของบรรดามุสลิมีน” 6. เขาได้ทำการยืนยันบรรดาหลักฐานและนำเสนอคำถ่ายทอดจากบรรดานักปราชญ์ ที่ได้อธิบายไว้ว่า ไม่จำเป็นแก่มุสลิมคนหนึ่ง เมื่อเขาได้ตามโดยสังกัดมัซฮับของอิมามท่านหนึ่งตลอดชีวิต และไม่อนุญาตแก่ผู้ที่มีความรู้แจ้งถึงหลักการของประเด็นหนึ่ง จากหนทางการบ่งชี้ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์และความเข้าใจบรรดาจุดประสงค์ของหลักฐานต่าง ๆ ที่มีการขัดแย้งกัน ทำการมีมานะทิฐิมัซฮับอิมามของเขา 7. เขาพยายามแบ่งแยกระหว่างการตัดลีดตามและการอิตบาอฺเจริญรอยตาม โดยถือว่าการตัดลีดนั้น เป็นสิ่งที่น่าตำหนิ และการอิตบาอ์เป็นสิ่งที่ดีและถูกสรรเสริญ ซึ่งการอิตบาอ์เจริญรอยตามในสิ่งที่เขามีความเห็นนั้น คือ ผู้เจริญรอยตามได้ถามถึงการตัดสินของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และร่อซูลของพระองค์(ซ.ล.) และเขาจะไม่ถามถึงความเห็นของคนอื่นหรือมัซฮับของเขา 8. เขาได้ยืนยันว่า เมื่อมีหลายสายรายงานจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) โดยที่ไม่สามารทราบว่าหะดิษใดท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวก่อนหรือกล่าวในช่วงหลังและเขาก็ไม่รู้ว่าหะดิษใดเป็นหะดิษที่มายกเลิก ดังนั้น จำเป็นแก่เขา ให้นำมาปฏิบัติทั้งหมด คือบางครั้งปฏิบัติหะดิษนี้ และบางครั้งก็ปฏิบัติหะดิษนั้น หลังจากนั้นผู้แต่งหนังสือชี้แจงอีกว่า บรรดามัซฮับที่สร้างความแตกแยกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานอกจากพวกเขาไม่เจริญรอยตามหลักการนี้ 9. เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า นักปราชญ์ผู้วินิจฉัยนั้น บางครั้งมีผิดและมีถูก ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงไม่อนุญาตให้ตัดลีดตาม ส่วนท่านนบี(ซ.ล.) เป็นผู้ที่ได้รับการปกป้องจากความผิด จึงไม่อนุญาตให้ผันแปรไปเป็นอื่นจากท่านนบี(ซ.ล.)
10. เขากล่าวย้ำว่า การสังกัดมัซฮับของนักปราชญ์คนหนึ่งเป็นการเฉพาะนั้น เป็นบิดอะฮ์ และเขาอ้างว่า บรรดาซอฮาบะฮ์ทั้งหมดนั้น ได้หวนกลับไปยังอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) และหวนกลับไปยังการตรวจสอบพิจารณาในหมู่พวกเขาในขณะที่ไม่มีหลักฐาน หลังจากนั้น ในศตวรรษที่สามได้เกิดบิดะอ์ของการมีมัซฮับและการตัดลีดขึ้นมา และเขาได้เปรียบเทียบบรรดาผู้คนที่ตามมัซฮับว่า เหมือนกับฝูงลาที่เตลิดหนี(ไม่ยอมรับฟังสัจจะธรรม) และเขาได้พรรณนาบรรดาผู้คนที่ตักลีดตามมัซฮับว่า เป็นผู้ที่มุสา ดื้อดึง และมีแนวทางไปสู่ชัยฏอน 11. เขาพยายามบ่งให้ทราบว่า บรรดาผู้ทำการตามมัซฮับนั้น ได้เอาบรรดาตัวบทคำกล่าวของบรรดาอิมาม มาเป็นสิ่งเจริญรอยตามที่ดีเยี่ยมกว่าบรรดาตัวบทของอัลกุรอาน และเขาพยายามอ้างหลักฐานจากบรรดาคำกล่าวของบรรดาอิมามเอง ที่ห้ามจากการคลั่งไคล้ยึดติดในตัวของพวกเขา ที่มีต่ออัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่เขาสามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจได้ โดยเขาพยายามโยงบรรดาคำกล่าวเหล่านั้น มาห้ามในการตัดลีดและการยึดตามมัซฮับเป็นการเฉพาะ 12. ผู้เขียนอ้างว่า มุสลิมทุกคนต้องพากเพียรในการรับหลักการจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยตรง เพื่อเข้าใจหลักการต่าง ๆ ของอิสลาม โดยยืนยันว่า การได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวนั้น มีความง่ายดาย โดยไม่ต้องการอะไรมากไปว่า หนังสือ อัลมุวัฏเฏาะอฺ , หะดิษซอฮิหฺอัลบุคอรีย์ , หะดิษซอฮิหฺมุสลิม , สุนันอะบีดาวูด , สุนันอัตติรมีซีย์ , และสุนันอันนะซาอีย์ เป็นต้น . 13. เขาพยายามอ้างหลักฐานอย่างสับสนในการห้ามตัดลีดนักปราชญ์มุจญฺฮิด และพยายามอธิบายหลักการอ้างของเขาที่ว่า ห้ามสังกัดมัซฮับหนึ่งมัซฮับใดเป็นการเฉพาะโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น 14. ผู้เขียนได้แนะนำให้ผู้อ่านทำการพิจารณา ด้วยการไปดูหนังสือ มุก๊อดดิมะฮ์ อิบนุ ค๊อลดูน โดยอ้างว่า ท่านอิบนุค๊อลดูนได้อธิบายไว้ว่า การแพร่หลายและการเกิดขึ้นของมัซฮับนั้น ด้วยสาเหตุมาจากการเมืองอันป่าเถื่อนและบรรดาผู้ไม่ใช่อาหรับที่มีเจตนาร้ายได้เข้ามายึดครอง สรุปก็คือ หนังสือเล่มนี้ได้อ้างถึงการห้ามมุสลิมตามมัซฮับ และการสังกัดมัซฮับหนึ่งมัซฮับใดนั้น เป็นความลุ่มหลงและเป็นกุฟุร เป็นการเอามนุษย์มาเป็นพระเจ้าที่อื่นจากอัลเลาะฮ์ และเขาจำเป็นต้องยึดอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยตรง ดังนั้น ถ้าหากว่าเขาไม่มีความสามารถดังกล่าว ก็ให้ทำการเปลี่ยนและย้ายไปยังมัซฮับต่าง ๆ โดยให้เขาถามมัซฮับนี้ครั้งหนึ่ง ทำการตามมัซฮับนั้นครั้งหนึ่ง และตามมัซฮับที่สองในช่วงอีกเวลาหนึ่ง ผู้เขียนได้นำเอาคำกล่าวของบรรดาอิมามที่ห้ามในการตักลีดตามพวกเขา นำมาอ้างปะปนอย่างสับสนกับประเด็นต่าง ๆ ที่มีความเห็นพร้องกันและประเด็นที่ไม่เคยมุสลิมคนใดเคยกล่าวไว้เลย และเขาได้นำบรรดาหลักฐานประเด็นแรกมาอ้างเป็นหลักฐานต่อคำกล่าวอ้างอื่น ๆ อีก ทั้งที่จำเป็นต้องทำการแยกแยะประเด็นที่มีการขัดแย้งหรือประเด็นที่จะนำมาวิเคราะห์เป็นอันดับแรก และทำการจำกัดหลักฐานและคำกล่าวอ้างให้อยู่ในประเด็นนั้น ๆ ตามที่สมควรจะเป็น แต่หลักการนี้ เขาไม่เคยนำมาปฏิบัติเลย ดังนั้น จึงจำเป็นสำหรับเรา ในการเก็บตกและตรวจสอบสิ่งที่เขาขาดหายไป แล้วเราก็จะทำการแยกแยะประเด็นที่ขัดแย้งและประเด็นที่มีความเห็นพร้องกันระหว่างเรากับเขาและกับบรรดามุสลิมีน ประเด็นต่าง ๆที่ไม่มีการขัดแย้งกัน 1. บุคคลที่มุก๊อดลิดตามมัซฮับหนึ่งจากมัซฮับต่าง ๆ นั้น ตามหลักนิติศาสตร์อิสลามแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เขาจำเป็นต้องคงตักลีดตามมัซฮับหนึ่ง ๆ ตลอดไป และไม่มีสิ่งใดที่จะมาห้ามให้เปลี่ยนไปยังมัซฮับอื่น และเป็นที่ทราบดีสำหรับผู้ทำการวิเคราะห์ใคร่ครวญว่า แท้จริง ดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีการขัดแย้งกัน แต่ไม่ใช่นำมาอ้างว่า ไม่อนุญาตให้คนมุก๊อลลิดสังกัดมัซฮับใดมัซฮับหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือเขาต้องเปลี่ยนมัซฮับอยู่ตลอด กล่าวคือ แท้จริง การไม่จำเป็น(วายิบ)ต้องสังกัดฮับ ย่อมไม่ได้ชี้ถึงการห้ามสังกัดมัซฮับ 2. บุคคลที่มุก๊อลลิดนั้น เมื่อเขาทุ่มเทและมีความสามารถในการเข้าใจประเด็นหนึ่ง ๆ และมีความแจ้งประจักษ์ ด้วยบรรดาหลักฐานต่าง ๆ จากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และหลักการพื้นฐานในการวินิจฉัย(อิจญติฮาด) ก็จำเป็นสำหรับเขา ให้อิสระแก่ตนเองโดยออกจากมัซฮับอิมามของเขา ในการยึดประเด็นหนึ่ง ๆ และห้ามทำการตักลีดในสิ่งที่เขามีความสามารถที่จะทำการวินิจฉัย(อิจญฮาด)ได้ โดยยึดศักยภาพในความรอบรู้ที่สมบูรณ์ที่มีอยู่ และสิ่งดังกล่าวนั้น เป็นมติของบรรดาปวงปราชญ์และบรรดาอิมามของมัซฮับเอง และผู้ใดที่มีศักยภาพในการวินิจฉัยได้เช่นนี้ เขาเรียกว่า "มุจญฮิดมัซฮับ" (นักวินิจฉัยในมัซฮับ) และผู้ใดที่มีความชำนาญในการวินิจฉัยทุก ๆ ประเด็นและทุกบทวิเคราะห์ของนิติศาสตร์(ฟิกห์)อิสลาม ดังนั้น เขาย่อมเป็น มุจญฮิดมัฏลัก (นักวินิจฉัยแบบเอกเทศน์) และเป็นที่ทราบดีสำหรับผู้ทำการวิเคราะห์ใคร่ครวญว่า แท้จริง ดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีการขัดแย้งกัน แต่ไม่ใช่เป็นคำกล่าวอ้างในการเรียกร้องให้คนมุก๊อลลิดที่ไม่รู้บรรดาหลักฐานจากหลักฮุกุ่มต่าง ๆของศาสนา ทำการละทิ้งการตัดลีด โดยให้ไปยึดบรรดาตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์โดยตรง 3. มัซฮับทั้งสี่ทั้งหมดนั้น อยู่บนสัจจะธรรม ซึ่งหมายถึง การวินิจฉัยของอิมามมุจญฮิดจากมัซฮับทั้งสี่นั้น ได้รับการอภัยให้ ณ ที่อัลเลาะฮ์ ถึงหากแม้นว่าเขาจะไม่มั่นใจถึงแก่นแท้(ฮะกีกัต)ของฮุกุมที่อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ให้กับปวงบ่าวของพระองค์จากประเด็นต่าง ๆ ในเชิงวินิจฉัย ดังนั้น จึงไม่มีข้อบังคับใด ๆ แก่เขา นอกจากให้ดำเนินตามสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงชี้นำในผลการอิจญฮาด และใน ณ ที่นี้นั้น การที่บุคคลที่มุก๊อลลิดได้ตามอิมามมุจญฮิดท่านใดจากมัซฮับทั้งสี่ตามที่เขาต้องการนั้น ย่อมเป็นการตามสัจจะธรรมและยึดมั่นในทางนำ และการที่เขาได้เลือกตามอิมามท่านใดท่านหนึ่งนั้น ก็ไม่สมควรเชื่อมั่นว่าบรรดาบุคคลอื่นอยู่บนความหลงผิด ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ บรรดาปวงปราชญ์ได้ลงมติว่า ผู้ที่อยู่มัซฮับหะนะฟีย์สามารถละหมาดตามผู้อยู่มัซฮับชาฟิอีย์ได้หรือละหมาดตามผู้อยู่มัซฮับมาลิกีย์ได้ หรือในทางมุมกลับก็เช่นกัน
|