|
หน้า 1 จาก 7 ความสำคัญของนิติศาสตร์อิสลาม เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า นิติศาสตร์อิสลาม(วิชาฟิกห์) เป็นหนึ่งจากศาสตร์แขนงต่างๆ ของอิสลามที่มีความสำคัญและทรงเกียรติเป็นอย่างยิ่ง และการบ่งชี้ให้ตระหนักถึงความสำคัญต่อสิ่งดังกล่าว ก็ถือเพียงพอด้วยคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ที่ว่า “และบรรดาศรัทธาชนทั้งหลายไม่บังควรที่จะออก(ไปสู่สมรภูมิรบ) พร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น ไฉนเล่าจึงไม่ให้แต่ละกลุ่มย่อยจากพวกเขาทั้งหมดออกไป(สมรภูมิ) เพื่อ (พวกที่เหลือ) จะได้ศึกษาให้เข้าใจในเรื่องศาสนา และเพื่อพวกนี้จะได้ชี้แจงแก่พวกพ้องของเขา(ที่ออกไปสมรภูมิ) เมื่อพวกเขากลับมายังพวกตน เพื่อพวกเขาจะได้สังวรตน(ในบัญญัติของอัลเลาะฮ์)” อัตเตาบะฮ์ 122
และพระองค์ทรงตรัสว่า “อัลเลาะฮ์ทรงยืนยันว่า อันที่จริงพระองค์นั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และ(ได้ยืนยันเช่นนั้น) โดยมะลาอิกะฮ์และบรรดาผู้ทรงความรู้ทั้งหลาย โดยยืนยันอยู่กับความเที่ยงธรรม แน่นอนที่สุดไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ผู้ทรงอำนาจยิ่ง อีกทั้งทรงปรีชายิ่ง” อาละอิมรอน 18 ท่านอิมาม อัล-ฆอซาลลีย์ กล่าวว่า “ดังนั้น ท่านโปรดพิจารณาว่า อย่างไรเล่าที่อัลเลาะฮ์ทรงเริ่มกล่าวยืนยันด้วยกับพระองค์เองเป็นอันดับแรก และรองลงมา คือ บรรดามะลาอิกะฮ์ และกล่าวยืนยันอันดับสามด้วยกับบรรดาผู้มีความรู้ เพราะฉะนั้น ท่านจงตอบรับ เกียรติภูมิ ความเลอเลิศ ความโดดเด่น และความสลักสำคัญเหล่านี้เถิด” ดู หนังสือ เอี๊ยะหฺยาอ์ อุลูมิดดีน เล่ม 1 หน้า 4 พระองค์ทรงตรัสเช่นกันว่า “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อมีผู้กล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกท่านจงขยายที่นั่ง(ของพวกท่านให้กับคนอื่นเข้ามานั่งด้วย) “ดังนั้น พวกเจ้าก็จงขยาย(ที่นั่งเถิดแล้วอัลเลาะฮ์จักทรงขยายแก่พวกเจ้า(ให้กว้างขวาง) และเมื่อมีผู้พูดว่า “พวกท่านจงลุกขึ้นเถิด แน่นอนอัลเลาะฮ์ทรงยกย่องบรรดาผู้ศรัทธาจากพวกเจ้าและบรรดาผู้ได้รับความรอบรู้กับหลายฐานันดร และอัลเลาะฮ์ทรงตระหนักยิ่ง ในสิ่งที่พวกเจ้าประพฤติ” อัล-มุญาดะละฮ์ 11 ท่าน อัล-บุคคอรีย์ ได้รายงานจากท่านมุอาวิยะฮ์ว่า ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า “ผู้ใดที่อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์ความดีให้แก่เขา แน่นอน พระองค์จะทรงให้เขามีความเข้าใจในเรื่องของศาสนา” ท่าน อัตติรมีซีย์และท่านอบูดาวูด ได้รายงานด้วยสายสืบที่ซอฮิหฺ จากท่านอบี อุมามะฮ์ อัลบาฮิลีย์ ว่า “ได้ถูกเอ่ยขึ้นแก่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) เกี่ยวกับบุรุษสองประเภท คือคนหนึ่งเป็นนักอิบาดะฮ์ และอีกคนหนึ่งเป็นผู้มีความรู้ แล้วท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า ผู้มีความรู้ย่อมประเสริฐเหนือกว่าผู้ทำอิบาดะฮ์ เปรียบดั่งความประเสริฐของฉันเหนือกว่าผู้ต่ำต้อยจากพวกท่าน หลังจากนั้น ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์กล่าวอีกว่า แท้จริง อัลเลาะฮ์ มาลาอิกะฮ์ของพระองค์ ผู้ที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดิน แม้กระทั่งมดที่อยู่ในรังและหมู่ปลาในท้องทะเล ก็จะประสาทรพรให้แก่ผู้ที่สั่งสอนบรรดามนุษย์ในเรื่องความดีงาม” ท่านอัล-ค่อฏีบ อัล-บุฆดาดีย์ ได้กล่าวรายงานจากท่าน อุมัร บิน อับดุลอะซีซ ว่า “ผู้ใดที่ปฏิบัติบนพื้นฐานที่ปราศจากความรู้ แน่นอน ความเสียหายย่อมมากกว่าประโยชน์” ดู หนังสือ อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัล-มุตะฟักกิฮ์ เล่ม 1 หน้า 109 ความต้องการยังนิติศาสตร์อิสลาม ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาอดีต ปัจจุบัน และอนาคต บรรดามนุษย์นั้น จะไม่ต้องการสิ่งใดที่เราจะเปรียบเหมือนเทียบเท่ากับความต้องการไปยังนิติศาสตร์อิสลาม เนื่องจากว่ามันมีบทบาทและสัมผัสกับทุกแง่มุมต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามจึงมีตำแหน่งที่สำคัญและฐานันดรที่สูงส่ง บรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามระดับแนวหน้า ได้เอาใจใส่นิติศาสตร์อิสลามก่อนวิชาหะดิษ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะให้ความสำคัญในการรายงานหะดิษของนักปราชญ์นิติศาสตร์ ที่รายงานจากนักปราชญ์นิติศาสตร์ ก่อนการรายงานของนักปราชญ์หะดิษ ที่รายงานจากนักปราชญ์หะดิษ ท่านอิมาม อัรรอมะฮุรมุซีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมุหัดดิษ อัลฟาซิล หน้า 238 ว่า “รายงานจากท่าน วะเกี๊ยะอฺ บิน ญัรรอห์ ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอิมาม อัชชาฟิอีย์ ซึ่งเขาได้กล่าวแก่บรรดาสานุศิษย์ว่า การรายงานของ อัล-อะอฺมัช จาก อบีวาอิล จาก อับดุลลอฮ์(อิบนุมัสอูด) เป็นที่รักยิ่งสำหรับพวกท่าน หรือว่า การรายงานของท่าน ซุฟยาน (อัษเษารีย์) จาก มันซูร จาก อิบรอฮีม จาก อัลก่อมะฮ์ จาก อับดุลเลาะฮ์(อิบนุมัสอูด) ??” พวกเรากล่าวตอบว่า “การรายงานของ อัล-อะมัช จาก อบีวาอิล ย่อมใกล้กว่า” แล้วท่านอัล-วาเกี๊ยะอฺ กล่าวว่า “อัล-อะมัชคืออาจารย์(นักหะดิษ) และอบู วาอิล ก็คืออาจารย์(นักหะดิษ) แต่การรายงานของท่าน ซุฟยาน จาก มันซูร จาก อิบรอฮีม จาก อัลก่อมะฮ์ จาก ท่านอับดุลเลาะฮ์(อิบนุมัสอูด) นั้น คือการรายงานของนักปราชญ์นิติศาสตร์ จาก นักปราชญ์นิติศาสตร์ จาก นักปราชญ์นิติศาสตร์ จาก นักปราชญ์นิติศาสตร์” ดังนั้น ท่านโปรดจงพิจารณาคำกล่าวของท่าน อัล-วะเกี๊ยะอฺ บิน อัลญัรรอหฺ ซึ่งท่านถือว่า สายโซ่จากการรายงานของบรรดานักปราชญ์นิติศาสตร์ย่อมเหนือกว่าสายโซ่การรายงานของนักปราชญ์ที่ไม่ชำนาญในด้านนิติศาสตร์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นนักปราชญ์ในวิชาหะดิษก็ตาม ส่วนหนึ่งจากความบกพร่องอย่างชัดเจน ก็คือ มีผู้คนมากมายที่ทำการอันไร้สาระในเชิงวิชาการ โดยแอบอ้างชวนเชื่อว่าอยู่ภายใต้เอกลักษณ์ ความโดดเด่นในการเจริญรอยตามและให้ความสำคัญกับซุนนะฮ์ แต่ท่านจะเห็นว่า เขาผู้นั้นขาดความเข้าใจและปราศจากความรู้ในสภาพที่เขาได้ทำการศึกษาบรรดาตำราหะดิษเป็นอันดับแรก เช่น หนังสือซอฮิหฺอัลบุคอรีย์ ซอฮิหฺมุสลิม หรือสุนันอบีดาวูด หลังจากนั้น เขาก็ยึดตำราหะดิษมาเป็นข้ออ้างอิงในการฟัตวาไขปัญหาศาสนาและตัดสินฮุกุ่มต่างๆ ออกมา ทั้งที่ผู้ต่ำต้อยก็ทราบดีว่า คุณสมบัติของการฟัตวาไขปัญหาศาสนานั้น ต้องมีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขมากมาย ซึ่งผู้ใดที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ก็ไม่อนุญาตให้เขาทำการฟัตวาและตัดสินฮุกุ่มออกมา นี้คือ อิมามของซุนนะฮ์ ท่านอะหฺมัด บิน หัมบัล ซึ่งได้มีชายผู้หนึ่งถามท่านว่า “เมื่อมีชายผู้หนึ่งได้ท่องจำหนึ่งแสนหะดิษ เขาย่อมเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์(ฟิกห์)หรือไม่?” ท่านอะหฺมัดตอบว่า “ยังไม่สามารถเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์ได้หรอก” ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า “แล้วถ้าจำสองแสนหะดิษล่ะ?” ท่านอะหฺมัดตอบว่า “ก็ยังไม่เป็นหรอก” ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า “แล้วถ้าสามแสนหะดิษล่ะ?” ท่านอะหฺมัดตอบว่า “ก็ยังไม่ได้เป็นหรอก” ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า “แล้วสี่แสนหะดิษล่ะ?” ดังนั้น ท่านอะหฺมัดจึงกล่าวด้วยการทำสัญญาณด้วยการเคลื่อนไหวมือ ซึ่งหมายถึง อนุญาตให้เขาเป็นนักปราชญ์นิติศาสตร์ได้ หากเขาสามารถท่องจำหะดิษได้เป็นจำนวนมากพร้อมกับรู้ความหมายทางภาษาอาหรับ รู้ถึงบรรดาหลักมูลฐานของนิติศาสตร์อิสลาม(อุซูลุลฟิกห์) และบรรดาคำกล่าวของปวงปราชญ์ที่อยู่ก่อนจากเขา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า บางทีเขาก็อาจจะมีคุณสมบัติในการฟัตวาไขปัญหาศาสนาแก่ผู้คนทั้งหลายด้วยคำพูดและการวินิจฉัยของเขาเองได้” ดู หนังสือ เอี๊ยะอฺลาม อัล-มุวักกิอีน ของท่าน อิบนุ ก๊อยยิม เล่ม 1 หน้า 45 ได้ถูกตั้งคำถามกับท่าน อิบนุ ชากิลา ผู้เป็นนักปราชญ์ท่านสำคัญของมัซฮับหัมบาลีย์ ว่า “ท่านจดจำบรรดาหะดิษเหล่านั้นหรือไม่? ท่านอิบนุ ชากิลา กล่าวว่า “หากฉันไม่จดจำมัน แน่นอน ฉันก็จะทำการฟัตวาด้วยคำพูดของบรรดานักปราชญ์ที่จดจำมันหรือนักปราชญ์ที่จดจำมากกว่านั้น” จุดมุ่งหมายก็คือ ท่านอิบนุ ชากิลา ได้ทำการตัดลีดฟัตวาของท่านอิมามอะหฺมัด อิบนุ หัมบัล ท่านอัซซะฮะบีย์ได้กล่าวถึงท่าน อิบนุ ชากิลา ว่า “เขาคือเกจิอาจารย์ของบรรดานักปราชญ์มัซฮับหัมบาลี ซึ่งเขามีอีกนามหนึ่งว่า อบู อิสหาก เขาเป็นผู้นำทางด้านวิชามูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม(อุซูลุลฟิกห์)และข้อปลีกย่อยของนิติศาสตร์อิสลาม” ดู ซิยัร อะลาม อันนุบะลาอ์ เล่ม 16 หน้า 292 ท่านอิมามอิบนุวะฮ์บฺ (ร.ฮ.) กล่าวว่า “มีนักปราชญ์อยู่สี่ท่าน ที่เราได้เจริญรอยตามเกี่ยวกับวิชาความรู้ มีสองท่านอยู่ที่อียิปต์ และอีกสองท่านอยู่ที่นครมะดีนะฮ์ กล่าวคือ ท่านอัล-ลัยษ์ บิน สะอัด และท่านอัมร์ บิน อัล-หาริษ อยู่ที่อียิปต์ , ท่านมาลิก บิน อะนัส และท่านอับดุลอะซีซฺ อัล-มาญิชูน อยู่ที่นครมะดีนะฮ์ ซึ่งหากแม้นว่าไม่มีพวกเขาแล้ว แน่นอน พวกเราก็คงจะหลงทาง” ดู ตารีค ดิมัชก์ เล่ม 45 หน้า 464 ท่านอิมามอิบนุวะฮฺบ์ กล่าวอีกว่า “หากแม้นว่า อัลเลาะฮ์ไม่ทรงกอบกู้ฉันด้วยท่านอิมามมาลิกและท่านอัลลัยษ์แล้ว แน่นอน ฉันก็ต้องหลงทางเป็นแน่” เพราะฉะนั้น จึงถูกตั้งคำถามแก่เขาว่า “ดังกล่าวนั้นมันเป็นอย่างไรกันหรือ?” ท่านอิบนุวะฮฺบ์ตอบว่า “ฉันทำการรายงานหะดิษมากมาย แล้วมันทำให้ฉันสับสน ดังนั้น ฉันจึงนำสิ่งดังกล่าวมาทำการเสนอทบทวนกับท่านมาลิกและท่านอัล-ลัยษ์ แล้วท่านทั้งสองก็กล่าวแนะนำว่า “ท่านจงยึดเอาหะดิษนี้ และจงละทิ้งหะดิษนี้” ดู หนังสือ ตัรตีบ อัล-มะดาริก เล่ม 2 หน้า 427 / หนังสือ อัดดีบาจญ์ อัล-มุษะฮ์ฮับ เล่ม 1 หน้า 133 ท่านอัซซะฮะบีย์ ได้กล่าวถึงท่านอิมาม อิบนุ วะฮฺบ์ว่า “เขาคือ อับดุลเลาะฮ์ อิบนุ วะฮฺบ์ เขาเป็นอิมาม เป็นชัยคุลอิสลาม เป็นนักจำหะดิษ เป็นแหล่งของวิชาความรู้ และคลังของการปฏิบัติคุณงามความดี...ได้รายงานจากท่าน อัสซั๊วะหฺนูน ว่า ท่านอิบนุวะฮฺบ์ ได้แบ่งช่วงเวลาออกเป็นสามส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งทำการละหมาด ส่วนที่สองสอนวิชาความรู้ที่อียิปต์ และส่วนที่สาม ทำฮัจญ์ และท่านอิบนุวะฮฺบ์กล่าวว่า เขาได้ทำฮัจญ์ถึง 36 ครั้ง” ดู ซิยัร อะลาม อันนุบะลาอ์ เล่ม 9 หน้า 223 ท่านอิมาม ค่อฏีบ อัล-บุฆดาดีย์ กล่าวว่า “ผู้มีชายคนหนึ่งได้ถามท่านอบี อัล-อับบาสเกี่ยวกับความหมายของหะดิษหนึ่ง แล้วท่านตอบว่า พวกท่านจงทำให้น้อยกับการรายงานหะดิษ เพราะว่าบรรดาหะดิษจะไม่เหมาะสม นอกจากสำหรับผู้ที่รอบรู้ถึงการอธิบายมัน” ดู อัลฟะกีฮ์ วะ อัลมตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 158 ท่านอิมามมาลิก บิน อะนัส (ร.ฏ.) กล่าวว่า “บรรดาหะดิษส่วนมากนั้น ลุ่มหลง , ขอสาบานว่า มีหลายหะดิษที่รายงานออกมาจากฉัน และฉันปรารถนาที่จะโบยทุกๆ หะดิษถึง 2 ครั้ง และอยากให้(เสมือนกับว่า)ฉันไม่เคยรายงานมันมาก่อนเลย และบางครั้งหะดิษอาจจะมีอายุยาวนาน แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับเรื่องศาสนาได้เกิดขึ้น ก็จึงมีความต้องการในการสอบถามนักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลามในสมัยนั้น , และบางครั้งนักปราชญ์นิติศาสตร์ยังอยู่ในช่วงเยาว์วัย(ยังไม่ถึงขั้นอาวุโส) จึงทำให้เขามีความละอาย(ไม่มั่นใจ)” ดู หนังสือ อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัล-มุตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 158 (จากคำกล่าวของท่านอิมามมาลิกนี้ หมายถึง มีหลายหะดิษที่มีสายรายงานที่กุเท็จแล้วทำการรายงานมันออกไป หลังจากนั้นท่านอิมามมาลิกจึงเข้มงวดในการรับและรายงานหะดิษ และมีบางหะดิษที่ต้องนำกลับไปสอบถามกับนักปราชญ์นิติศาสตร์อิสลาม) ท่านอิมาม อัลหากิม กล่าวว่า “ทั้งที่ท่านอิมามมาลิกมีความเข้มงวดในการวิจารณ์หะดิษและสืบเสาะแสวงหาหะดิษน้อยมาก แต่ท่านก็ยังปกปิดบางหะดิษ เพราะฉะนั้น จะเป็นอย่างไรเล่าสำหรับผู้ที่ไม่ใช่อิมามมาลิก ที่ทำการรายงานด้วยความเสียหายและความวิบัติ(คือไม่มีความเข้มงวดในการรับและรายงานหะดิษ)” ดู หนังสือ มะริฟะฮ์ อุลูม อัลหะดิษ หน้า 61 ของท่าน อัลค่อฏีบ อัลบุฆดาดีย์ ท่านอิมามมาลิก (ร.ฏ.) ได้ส่งเสริมให้ญาติใกล้ชิดของท่านทำการแสวงหาหะดิษให้น้อยและให้มีความอุตสาหะในการศึกษาความเข้าใจ(ฟิกห์)หะดิษ แท้จริง ท่านอิมามมาลิก ได้กล่าวแก่อบูบักรและอิสมาอีล ซึ่งทั้งสองเป็นบุตรของอบู อะวัยส์และน้องสาวของท่านว่า “ฉันเห็นว่าเธอทั้งสองชอบในการแสวหาหะดิษ - คือทำการรวบรวมและฟังหะดิษ - ทั้งสองตอบว่า “ใช่แล้วครับ” ท่านอิมามมาลิกกล่าวอีกว่า “หากเธอทั้งสองปรารถนาที่จะได้รับผลประโยชน์จากมัน และปรารถนาจากการที่อัลเลาะฮ์จะทรงประทานผลประโยชน์ ดังนั้น จงทำให้น้อยกับการรวบรวมหะดิษและจงศึกษาวิชานิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกห์)เถิด” ดู หนังสือ อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 159 ท่านอิมาม อัลฟัฏล์ บิน ดุกัยน์ อาจารย์ของอิมามอัลบุคอรีย์ กล่าวว่า “ฉันได้เดินทางไปหาท่านซุฟัร ซึ่งกำลังสวมเสื้ออยู่ แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า “โอ้ ท่านอะหฺวัล เข้ามานี่ซิ ฉันจะแจกแจงรายละเอียดหะดิษให้ท่านฟัง และฉันจะทำให้ทราบถึงสิ่งที่ท่านได้ยินมา” แล้วท่านซุฟัรกล่าวว่า “หะดิษนี้นำมาใช้ไม่ได้ หะดิษนี้เป็นหะดิษที่มายกเลิกและหะดิษนี้เป็นหะดิษที่ถูกยกเลิก” ดู หนังสือ อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 162 ท่านอิมามอะหฺมัดได้นั่งร่วมกับบรรดานักปราชญ์หะดิษมากมาย ท่านได้รับเอาหะดิษและได้รับประโยชน์จากพวกเขา แต่ฟิกห์ของอิมามชาฟิอีย์นั้น มีอิทธิพลต่อท่านอะหฺมัดเป็นอย่างมาก จนกระทั่งเขากล่าวว่า “สิ่งที่พวกท่านมีความเห็นโดยทั่วไปหรือทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นของอิมามชาฟิอีย์ และตั้งแต่ 30 ปี มาแล้วที่ฉันไม่เคยนอนในยามกลางคืน นอกจากว่า ฉันจะวอนขอดุอาอ์ต่ออัลเลาะฮ์และขอให้พระองค์ทรงอภัยโทษแก่อิมามชาฟิอีย์” ท่านอิมามอะหฺมัดกล่าวว่า “อิมามชาฟิอีย์ คือ ผู้ที่มีความเข้าใจกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์มากที่สุด ทั้งที่ท่านแสวงหาหะดิษน้อย” ท่านอิมามอิบนุมะอีน ได้กล่าวกับ ท่านซอและฮ์ บุตร ท่านอิมามอะหฺมัดอิบนุหัมบัลว่า “บิดาของท่านไม่ละอายบ้างหรือ?! คือ ฉันเห็นเขาอยู่พร้อมกับท่านชาฟิอีย์ โดยท่านชาฟิอีย์ขี่สัตว์พาหนะแต่เขานั้นเดิน และฉันเห็นเขาจูงสัตว์พาหนะของท่านชาฟิอีย์” ท่านซอและฮ์กล่าวว่า “ดังนั้น ฉันจึงเล่าให้บิดาของฉันฟัง และบิดาได้กล่าวแก่ฉันว่า “เจ้าจงบอกแก่เขาว่า หากท่านต้องการจะเข้าใจวิชาฟิกห์ ท่านก็จงจูงพาหนะของท่านชาฟิอีย์อีกข้างหนึ่ง” ท่าน อัลคอฏีบ อัล-บุฆดาดีย์ กล่าวว่า “เขาจงรู้ไว้เถิดว่า การบันทึกและรายงานหะดิษมากๆ นั้น ไม่สามารถทำให้ชายผู้หนึ่งเป็นนักปราชญ์ฟิกห์ได้หรอก แต่ทว่าเขาจะต้องทำความเข้าใจด้วยการวินิจฉัยบรรดาความหมายและวิเคราะห์หะดิษอย่างรอบครอบ” ดู หนังสือ อัล-ฟะกีฮ์ วะ อัลมุตะฟักกีฮ์ เล่ม 2 หน้า 159 ข้อแตกต่างระหว่างการสังกัดมัซฮับและความมานะทิฐิในมัซฮับ การมีมัซฮับ คือ การที่สามัญชนที่ตามมัซฮับของอิมามที่อยู่ในระดับขั้นที่สามารถวินิจฉัยได้(มุจญฮิด) ไม่ว่าเขาจะยึดอยู่กับมัซฮับของอิมามคนเดียว หรือย้ายไปย้ายมาระหว่างมัซฮับต่างๆ จุดประสงค์ของคำว่า อามีย์(เอาวาม) หมายถึง “ทุกๆ บุคคลที่ยังไม่บรรลุระดับขึ้นวินิจฉัย” นี่คือศัพท์ความหมายทางด้านวิชาการตามทัศนะของนักปราชญ์มูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม เพราะพวกเขาเรียกคนเอาวามว่า คนที่ยังไม่ถึงขั้นระดับมุจญฮิด ตามที่กล่าวมานี้เอง คนเอาวามอาจหมายถึง “คนที่มีความถนัดในวิชานิติศาสตร์ หรือผู้ที่มีความถนัดในวิชาอักษรศาสตร์ หรือหมายถึงคนที่มีความถนัดในการค้นหาอัลหะดิษและรอบรู้สายรายงานต่างๆ รวมถึงการจดจำหะดิษและสายรายงานของหะดิษ และรู้จักบรรดานักรายงานหะดิษ เป็นต้น แต่เขายังไม่ถึงขั้นที่จะไปวินิจฉัย วิเคราะห์ตัวบทต่างๆ แห่งนิติศาสตร์อิสลาม เพราะฉะนั้น คำพูดของเขาที่เกี่ยวกับนิติศาสตร์และการนำเอาฮุกุ่มออกมาจะไม่เป็นที่ยอมรับ ท่านอิมาม อัซซัรค่าชีย์ ซึ่งสังกัดมัซฮับหะนะฟีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อ อัลอุซูล เล่ม 1 หน้า 312 ว่า “เช่นเดียวกัน บุคคลที่ท่องจำหะดิษเป็นแสน แต่ไม่มีวิสัยทัศน์ในการพิจารณาเกี่ยวกับความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ และวิธีของการกิยาส คำพูดของเขาจะไม่นำมาพิจารณาอยู่ในมติของปวงปราชญ์ เพราะบุคคลที่มีคุณลักษณะอย่างนี้นั้น ตามกฎหมายของแห่งนิติบัญญัติอิสลามนี้ ถือว่ายังเป็นคนเอาวามอยู่ ยังไม่ถึงขั้นระดับของมุจญฮิด และแน่นอน คำของคนเอาวาม ก็จะนำมาพิจารณาไม่ได้ตามมติปวงปราชญ์ของอิสลาม เพราะเขาไม่มีแนวทางในการตัดสินปัญหาที่ยังต้องการความรู้อื่นๆ ท่านอิมามอิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์ (ของอัลเลาะฮ์ทรงเมตตา) ได้ไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า อัล-ฟะตาวา อัล-ก๊อบรอ เล่ม 2 หน้า 251 ว่า “ความหมายของคำว่า อามีย์หรือเอาวาม ตามศัพท์ทางด้านวิชาการของปวงปราชญ์แห่งมูลฐานนิติศาสตร์อิสลาม หมายถึง ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้นมุจญฮิดแบบมุฏลัก(นักวินิจฉัยเอกเทศน์) เพราะฉะนั้น บรรดาผู้คนที่ตักลีดทั้งหลายตามทัศนะของพวกเขา จึงถือว่าเป็นคนเอาวามทั้งสิ้น ถึงแม้ระดับขั้นของพวกเขาจะสูงส่งสักปานใดก็ตาม ส่วนความหมายคำนิยามของปวงปราชญ์แห่งนิติศาสตร์อิสลาม หมายถึง บุคคลที่เข้าใจและรู้ฮุกุ่มภายนอกที่เกิดขึ้นในท่ามกลางผู้คนทั้งหลาย แต่จะไม่รู้ฮุกุ่มที่มีความล้ำลึก ละเอียดอ่อน และเป็นหุกุ่มที่ยากจะเกิดขึ้น นี่คือความหมายของคำว่า “คนเอาวาม” ตามวิสัยทัศน์ของปวงปราชญ์แห่งนิติศาสตร์อิสลาม
|