• Home
  • Forum
  • Links
  • Advanced Search
  • Contact Us
  • ตะเซาวุฟอิสลาม
  • หลักการยึดมั่น
  • นิติศาสตร์อิสลาม
Home
Forum
Links
Advanced Search
Contact Us
ตะเซาวุฟอิสลาม
หลักการยึดมั่น
นิติศาสตร์อิสลาม
เว็บอาหรับ
อิสลามออนไลน์ อัลญะซีเราะฮ์ อาหรับนิวส์ อัรรอซีย์
Administrator
เว็บพันธมิตร
ชมรมริดวานกรุงไคโรมิฟตาฮ์กรุงไคโรมุสลิมแคมปัสคอลิดบ้านดอนปอเนาะบ้านตาลชมรมกอรีสัมพันธ์นานาอียิปต์ร.ร.มุสลิมสันติธรรมdeen2doHilalThailandฟาร์มแพะออนไลน์ ชมรมมุสลิม​ ​ม.ราชภัฏสงขลา muslim2world โรงเรียนมิฟตาห์อัลอุลูมมิดีนียะฮ์ สมาคมนักศึกษาไทยอาลิการ์ all

เทียบเวลา

Gregorian Date
Day Year
Islamic Date
Day Year
เว็บไซต์หน้าสนใจ
Deals Hub We Spicy hdtv 1080p 50hdtv 46 1080p Cheap Online Shoppingmoresongkhla/forum/..

ตะเซาวุฟอิสลาม

  • คุณค่าของ"บิสมิลลาฮฺ"
  • ความตายคือการเดินทาง
  • ฮิกัมเตาบะฮ์ 1
  • ฮิกัมเรื่องฝึกฝนจิตใจตอนที่ 13
  • ฮิกัมเรื่องฝึกฝนจิตใจตอนที่ 12

หนังสืออิสลาม

  • การไม่มีมัซฮับ บิดอะห์อันตรายที่มาคุกคาม
  • กฏแห่งนิติศาสตร์อิสลาม
  • สูตรบำบัดจิตใจให้เป็นสุข

หลักการเชื่อมั่น

  • ความเชื่อ"พี่น้องมุสลิมส่วนมากตกนรก"ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ลุ่มหลง
  • อัลเลาะห์ทรงไม่มีสถานที่และทิศ
บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์ พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย Administrator   
Monday, 09 August 2004
ดัชนี บทความ
บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์
หน้า 2
หน้า 3
หน้า 4
หน้า 5
หน้า 6
หน้า 1 จาก 6

ในปัจจุบัน การกล่าวหาหุกุ่มบิดอะฮ์กับบรรดาพี่น้องมุสลิมต่างทัศนะที่เกี่ยวกับปัญหาคิลาฟิยะฮ์
ข้อปลีกย่อยนั้น ได้สร้างความแตกแยกและสั่นคลอนเกิดขึ้นในสังคมมุสลิม แต่ด้วยการยึดติด
และคลั่งไคล้ในทัศนะของตนหรือเชื่อว่าแนวทางของตนเท่านั้นที่ถูกต้อง และเชื่อว่าตนเอง
กำลังเป็นผู้ฟื้นฟูศาสนานั้น ทำให้มีความมักง่าย ด้วยการกล่าว ชิริก กล่าวบิดอะฮ์
ต่อบรรดามุสลิมมีนที่อยู่แนวทางอื่นจากตน โดยไม่ทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางอื่น
อย่างใจเป็นธรรมและถี่ถ้วน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่จะแก้ด้วยการให้บรรดามุสลิมมีน อีกทัศนะต้องเชื่อทัศนะของตนเพียงฝ่ายเดียว
ซึ่งในสภาพความเป็นจริงย่อมทำไม่ได้ ในเชิงปฏิบัติอยู่แล้ว เนื่องจากการขัดแย้งในข้อปลีกย่อยนั้น ได้มีมาตั้งแต่สมัยของซอฮาบะฮ์
จวบจนถึงปัจจุบัน  แต่สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ การทำความเข้าใจในหลักการซึ่งกัน และกัน สิ่งใดที่มีทัศนะเห็นพร้องกัน
เราก็สมควรร่วมมือกัน และสิ่งใดที่ต่างทัศนะกันเราก็ผ่อนปรนให้กันและกัน

อนึ่ง ประเด็นที่กระผมจะนำเสนอนั้น คือเรื่อง "บิดอะฮ์" ซึ่งมีบรรดาพี่น้องมุสลิมบางส่วนอาจจะยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้น กระผมจึงปราถนาจะนำเสนอ เป็นขั้นตอนไป โดยการกล่าวถึง คำนิยามของบิดอะฮ์ บิดอะฮ์ตามนัยของอัลกุรอาน บิดอะฮ์ตามนัยของซุนนะฮ์ บิดอะฮ์ตามความเข้าใจของซอฮาบะฮ์ บิดอะอ์ตามทัศนะของบรรดาอุลามาอ์สะลัฟและคอลัฟ และเงื่อนไขของบิดอะฮ์หะสะนะฮ์

นิยาม คำว่า บิดอะฮ์ ตามหลักภาษาอาหรับ

บิดอะฮ์ ตามหลักภาษาอาหรับ คือ คำนาม ที่มาจากคำว่า อิบติดาอ์ ( إبتداع ) หมายถึงการ ประดิษฐ์ขึ้นมาไหม่ ริเริ่มขึ้นมา หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นอันดับแรก

อัลกุรอานได้กล่าวว่า

قل ما كنت بدعا من الرسل

ความว่า "เจ้าจงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่ใช่เป็นคนแรกจากบรรดาร่อซูล" (อัล-อะหฺกอฟ 9)

หมายถึง ฉันไม่ใช่เป็นบุคคลแรกจากผู้ที่ถูกส่งมา แต่บรรดาร่อซูลมากมายที่ถูกส่งมาก่อนฉัน

อักษร บาอฺ (ب) ดาลฺ (د) อัยนฺ (ع) อ่านว่า بَدَعَ มีความหมายว่า

1. ริเริ่มทำสิ่งหนึ่ง และประดิษฐ์สิ่งหนึ่ง ที่ไม่มีตัวอย่างมาก่อน

2. หยุดฉงัก หมดเรี่ยวแรง ( ดู มั๊วะญัม มะกอยีส ของอิบนุ ฟาริส เล่ม 1 หน้า 209)

ท่านอบู อัลบะกออ์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-กุลลียาต ว่า " บิดอะฮ์ คือการกระทำหนึ่งที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน " และความเข้าใจของนิยามนี้ คือ ทุก ๆ การกระทำหนึ่งที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน ไม่ว่าจะมีรากฐานที่มาแต่เดิม หรือไม่มี ก็ย่อมเป็นบิดอะฮ์ หลักฐานดังกล่าวคือ อัล-กุรอ่าน ได้กล่าวว่า

بديع السموات والأرض

ความว่า "พระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์บรรดาฟากฟ้าและแผ่นดิน" (อัล-บะก่อเราะฮ์ 117)

หมายความว่า "พระองค์ทรงประดิษฐ์ ทรงสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน โดยไม่มีตัวอย่าง (المثال) มาก่อน คือไม่มีรากฐานเดิม (الأصل) มาก่อน คำว่า ตัวอย่าง ใน ณ ที่นี้ ย่อมครอบคลุมถึง รากฐานเดิม และรูปแบบ เพราะอัลเลาะฮ์ทรงสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน โดยที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยจากรากฐานเดิมที่มาพาดพิงถึง และไม่มีรูปแบบจากการประดิษฐ์ที่เหมือนกับมัน

มีอีกหลักฐานหนึ่งกล่าวว่า

قل ما كنت بدعا من الرسل

ความว่า "เจ้าจงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่ใช่เป็นคนแรกจากบรรดาร่อซูล" (อัล-อะหฺกอฟ 9)

สรุปจากสิ่งที่ได้กล่าวมา คือ ความหมายคำกล่าวของท่าน อบู อัล-บะกออฺ ที่ว่า "โดยไม่มีตัวอย่างมาก่อน" หมายถึง "ไม่มีรากฐานหรือรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน" และด้วยความหมายนี้ ทำให้คำนิยาม มีความหมายที่ครอบคลุม (عموم) ดังนั้น ในประเด็นนี้จึงไม่สามารถยืนยันด้วยหลักฐานที่เจาะจงและเด็ดขาดได้ ฉะนั้น เราจึงต้องกลับไปหาอัล-กุรอานและซุนนะฮ์

สำหรับอัลกุรอานก็คือ

بديع السموات والأرض

ความว่า "พระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์บรรดาฟากฟ้าและแผ่นดิน" (อัล-บะก่อเราะฮ์ 117)

หมายถึง "พระองค์ทรงสร้างฟากฟ้าและแผ่นดิน โดยไม่มีรากฐานและรูปแบบเดิมมาก่อน ซึ่งไม่มีการพาดพิงถึงการเหมือน (المثالية) เพราะคำว่า เหมือน (المثالية) ในเชิงภาษานั้น ให้ผลถึงการเปรียบเทียบ หรือเทียบเคียง (القياس) ได้"

และอัลกุรอานได้ย้ำอีกอายะฮ์หนึ่งว่า

قل ما كنت بدعا من الرسل

ความว่า "เจ้าจงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่ใช่เป็นคนแรกจากบรรดาร่อซูล" (อัล-อะหฺกอฟ 9)

หมายถึง "ฉันไม่มีอะไร นอกจากได้มีตัวอย่าง (المثال) มาก่อนแล้ว และตัวอย่างนี้ ก็คือ บรรดานบีและบรรดาร่อซูล" ดังกล่าวจึงชี้ชัดแก่เราว่า แท้จริง บิดอะฮ์มี สอง ประเภท

1. บิดอะฮ์ที่มีรากฐานมาแต่เดิม

2. บิดอะฮ์ที่ไม่มีรากฐานมาแต่เดิม

ซึ่งได้บ่งชี้ตามนัยยะดังกล่าว จากคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ที่ว่า

من يشفع شفاعة حسنة يكن له نصيب منها ومن يشفع شفاعة سيئة يكن له كفل منها

"ผู้ใดที่ให้ความช่วยเหลือที่ดี ก็จะเป็นของเขาซึ่งส่วนหนึ่งจากความดีนั้น และผู้ใดให้ความช่วยเหลือที่ชั่ว ก็จะเป็นของเขาซึ่งส่วนหนึ่งจากความชั่วนั้น "

คำว่า (شفاعة) นี้ หมายถึง ซุนนะฮ์หรือแนวทางที่อัลเลาะฮ์ทรงวางแนวทางเอาไว้ และเป็นแนวทางที่ทุก ๆ ศาสนาต้องดำเนินตาม และตามแนวทางนี้นั้น อัลกุรอานและซุนนะฮ์ได้ดำรงอยู่ และด้วยสาเหตุจากแนวทางนี้ บรรดาชารีอะฮ์ต่าง ๆ ได้มีมา เพื่อแยกแยะระหว่างความดีและความชั่ว ดังนั้น ผู้ที่กล่าวว่า มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์(บิดอะฮ์ที่ดี)นั้น เขาย่อมวินิจฉัยจากหลักการนี้ ที่มาจากวิญญานและบรรดาเป้าหมายหรือเจตนารมณ์ของชาริอะฮ์

นิยามบิดอะฮ์ตามทัศนะของบรรดาอุลามาอ์

บรรดาอุลามาอ์ ได้จำกัดคำนิยามคำว่า "บิดอะฮ์" ไว้มากมาย

1. อิมามอัช-ชาฟิอีย์ (ร.ฏ.)

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น มี 2 ประเภท

(1) สิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ ที่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ คำพูดที่ถูกรายงานมา และอิจญฺมาอ์ สิ่งนี้ย่อมเป็นบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลง

(2) สิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่จากคุณงามความดี ที่ไม่ขัดกับอันหนึ่งอันใด(ที่กล่าวมาแล้ว)นี้ และนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่โดยไม่ถูกตำหนิ

ท่านอุมัรได้กล่าว เกี่ยวกับ(การรวม)ละหมาดตะรอวิหฺ ว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

หมายความว่า"การ(รวมตัว)ละหมาดตะรอวิหฺ(20 ร่อกะอัต)ในคืนร่อมาฏอนนี้ คือสิ่งที่ทำขึ้นมาใหม่โดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเมื่อมีการกระทำขึ้นมาแล้ว ก็ไม่เป็นการขัดต่อสิ่งที่กล่าวมา " และสายรายงานนี้ ซอเฮี๊ยะห์ ดู หนังสือ มะนากิบ อัช-ชาฟิอีย์ เล่ม1 หน้า 468 - 469

ท่านอบู นุอัยม์ ได้นำเสนอรายงานอีกสายรายงานหนึ่ง ไว้ในหนังสือ หิลยะตุลเอาลิยาอ์ เล่ม 9 หน้า 113 ว่า "ท่านอิมามอัช-อัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า บิดอะฮ์นั้น มี 2 ประเภท คือบิดอะฮ์ที่ถูกสรรเสริญ และบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิ ดังนั้น สิ่งที่สอดคล้องกับซุนนะฮ์ ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกสรรเสริญ และสิ่งที่ขัดกับซุนนะฮ์ ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิ และอิมามชาฟิอีย์ ได้อ้างหลักฐานด้วยคำกล่าวของท่านอุมัร(ร.ฏ.) เกี่ยวกับ ละหมาดตะรอวิหฺในเดือนรอมฏอนที่ว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

2. ท่านอิบนุ หัซมิน (ร.ห.) เสียชีวิตปี 456 ฮ.ศ.

ท่านอิบนุ หัซมินกล่าวว่า "บิดอะฮ์ในศาสนานั้น คือทุกสิ่งที่ไม่เคยมีระบุไว้ในอัลกุรอานและในคำสอนจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) นอกจากว่าส่วนหนึ่งมีบิดอะฮ์ที่เจ้าของผู้กระทำจะถูกตอบแทนและได้รับการผ่อนปรนให้ทำตามได้ตามเจตนาอันดีงามของเขา ดังนั้น ส่วนหนึ่งจากบิดอะฮ์ คือ สิ่งที่ผู้กระทำจะได้รับผลตอบแทน และมันจะเป็นสิ่งที่ดีโดยที่มีรากฐานเดิมที่อนุมัติให้กระทำได้ ตามที่ได้มีรายงานจากท่านอุมัร (ร.ฏ.) ว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

คือสิ่งที่เป็นการปฏิบัติความดีงามและมีตัวบทกล่าวไว้ อย่างคลุม ๆ ถึงการส่งเสริม(สุนัต)ให้กระทำ ถึงแม้ว่า การปฏิบัตินั้น จะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในตัวบทก็ตาม และอีกส่วนหนึ่งเป็นบิดอะฮ์ คือสิ่งที่ถูกตำหนิและผู้ปฏิบัติตาม จะไม่ได้รับการผ่อนปรน นั่นก็คือสิ่งที่มีหลักฐานมายืนยันว่ามันใช้ไม่ได้และผู้ที่ปฏิบัติก็ยังคงยืนกรานกระทำมัน

3. อิมาม อัลอิซฺซุดดีน บิน อับดุสลาม เสียชีวิตปี 660 ฮ.ศ.

ท่านกล่าวว่า "บิดอะฮ์คือสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนในยุคสมัยของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) และมันก็ถูกแบ่งออกเป็น บิดอะฮ์วายิบ บิดอะฮ์หะรอม บิดอะฮ์สุนัต บิดอะฮ์มักโระฮ์ และบิดอะฮ์มุบาห์"

และวิถีทางที่จะทราบถึงสิ่งดังกล่าวก็คือ การนำเอาบิดอะฮ์ไปวางไว้บนหลักเกนฑ์ต่าง ๆ ของชาริอะฮ์ (เกาะวาอิดอัชชะรีอะฮ์) เพราะถ้าหากบิดอะฮ์ได้เข้าไปอยู่ในหลักการต่าง ๆ ที่เป็นวายิบ มันก็เป็นบิดอะฮ์วายิบ และหากมันเข้าไปอยู่ในหลักการที่หะรอม ก็เป็นบิดอะฮ์หะรอม และหากมันเข้าไปอยู่ในหลักการต่าง ๆ ที่สุนัต ก็เป็นบิดอะฮ์ที่สุนัต และถ้าหากมันเข้าไปอยู่ในหลักการที่มักโระฮ์ ก็เป็นบิดอะฮ์มักโระฮ์ และถ้าหากมันเข้าไปอยู่ในหลัการที่มุบาห์ ก็เป็นบิดอะฮ์มะบาห์

ตัวอย่างบิดอะฮ์วายิบ เช่น

(1) การศึกษาวิชานะฮู (ไวยกรณ์ภาษาอาหรับ) เพื่อให้เข้าใจคำตรัสของอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) และคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ (ซ.ล.) และดังกล่าวนี้ถือว่าเป็น สิ่งที่จำเป็น(วายิบ) เนื่องจากการรักษาไว้ซึ่งหลักชาริอะฮ์นั้นเป็นสิ่งที่วายิบ และการปกปักษ์รักษาหลักชะรีอะฮ์นั้น จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ นอกจากด้วยการรู้จักหรือศึกษาสิ่งดังกล่าว และสิ่งที่วายิบจะไม่สมบูรณ์นอกจากด้วยกับมันนั้น แน่นอน สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่วายิบด้วย

(2) การจดจำถ้อยคำที่เข้าใจยากทางภาษาอาหรับที่มีมาจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์

(3) การประพันธ์วิชาอุซูลุลฟิกห์ (วิชาที่ว่าด้วยเรื่องการวิเคราะห์รากฐานของหลักวิชาฟิกห์)

(4) การพิจารณาและวิจารณ์นักรายงาน เพื่อแยกแยะระหว่างสิ่งที่ซอเฮี๊ยะหฺออกจากสิ่งที่ฏออีฟ

ดังนั้น กฏเกนฑ์ต่าง ๆ ของหลักชะรีอะฮ์นี้ ชี้ให้เห็นว่า การปกปักษ์รักษาไว้ซึ่งลักชะรีอะฮ์นั้น เป็นฟัรดูกิฟายะฮ์ในส่วนเสริมจากปริมาณที่จำเป็น ฉะนั้น การปกปักษ์รักษาหลักการของชะรีอะฮ์นั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากสิ่งที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ตัวอย่างของบิดอะฮ์ที่หะรอม

(1) มัซฮับอัลก๊อดรียะฮ์

(2) มัซฮับอัลญับรียะฮ์

(3) มัซฮับอัลมุรญิอะฮ์

(4) มัซฮับอัล-มุยัสซิมะฮ์ !!! (พวกที่เชื่อว่าอัลเลาะฮ์ทรงมีคุณลักษณะคล้ายหรือเหมือนกับมนุษย์และสิ่งที่ถูกสร้าง เช่นพวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์ทรงนั่งสัมผัสอยู่บนบัลลังก์ อัลเลาะฮ์มีการเคลื่อนย้ายจากฟากฟ้าชั้นบนมาสู่ชั้นล่าง เชื่อว่าอัลเลาะฮ์ทรงมีมือที่อยู่ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจกันทั่วไป เป็นต้น)

และการป้องกันและโต้ตอบพวกเขาเหล่านั้น เป็นบิดอะฮ์ที่วายิบ

ตัวอย่างของบิดอะฮ์ที่สุนัต

(1) สร้างสถานที่สาธารณูประโยชน์

(2) สร้างสถาบันการศึกษา

(3) สร้างเขื่อน

(4) ทุกความดีที่ไม่มีการกระทำขึ้นในสมัยท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)

(5) การละหมาดตะรอวิหฺ(ตามรูปแบบที่ท่านอุมัรได้สั่งให้กระทำขึ้น)

(6) การกล่าวในเรื่องความละเอียดละออของวิชาตะเซาวุฟ

(7) การพูดถกในการชุมนุม เพื่อการอ้างหลักฐานในประเด็นต่างๆ หากมีเจตนาเพื่ออัลเลาะฮ์ (ซ.บ.)

ตัวอย่างบิดอะฮ์มักโระฮ์

(1) การตบแต่งประดับประดามัสยิดให้สวยงาม

(2) การประดับประดาลวดลายอัล-กุรอาน

(3) การอ่านท่วงทำนองอัล-กุรอานโดยที่ทำให้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำต่างๆจากหลักภาษาอาหรับ แต่คำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดนั้น เป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม

ตัวอย่างบิดอะฮ์มะบาห์

(1) การจับมือหลังจากละหมาดซุบห์ และอัสริ

(2) การทำอาหารและเครื่องดื่มที่มีหลากหลายรสชาติ หลากหลายเครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย การสวมเสื้อคลุม ทำให้แขนเสื้อกว้าง โดยที่บางส่วนจากสิ่งที่ได้กล่าวมานั้น มีความเห็นที่ขัดแย้งกัน บางอุลามาอ์กล่าวว่า บางส่วนนั้นเป็นบิดอะฮ์ที่มักโระฮ์ และบางอุลามาอ์กล่าวว่า มันเป็นซุนนะฮ์ที่ได้ปฏิบัติกันในสมัยท่าน ร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) และยุคสมัยหลังจากนั้น....(ดู หนังสือ ก่อวาอิด อัลอะห์กาม ยุซฺ 2 หน้า 172 - 174)

คำนิยามของ อิมาม ซุลฏอน อัลอุละมาอ์ อิซซุดดีน บิน อับดุสลามนี้ เป็นคำนิยามในเชิงการวินิจฉัยที่พาดพิงไปยังบรรดาหุกุ่ม (ทั้ง 5 ) ตามหลักการศาสนา คือเป็นคำนิยามที่มีความรัดกุมยิ่งในประเด็นดังกล่าว

4. หุจญฺตุลอิสลาม อิมาม อัลฆ่อซาลีย์ (505 ฮ.ศ.)

ท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์กล่าวว่า "บิดอะฮ์มี 2 ประเภท คือบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิ หมายถึง บิดอะฮ์ที่ขัดแย้งกับซุนนะฮ์เดิม และเกือบจะนำไปสู่การเปลื่ยนแปลงซุนนะฮ์ และ(2)บิดอะฮ์หะสะนะฮ์(บิดอะฮ์ที่ดี) คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่โดยมีตัวอย่างมาแล้ว"

ท่านอิมาม อัลฆอซาลีย์ ได้กล่าวอีกเช่นกันว่า " สิ่งที่ถูกกล่าวว่า มันคือสิ่งที่ถูกทำขึ้นหลังจากร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)นั้น คือไม่ใช่ทุกๆ สิ่ง(ที่เกิดขึ้นมาใหม่) จะเป็นสิ่งต้องห้าม แต่สิ่งที่ต้องห้ามนั้น คือ บิดอะฮ์ที่ขัดแย้งหรือค้านกับซุนนะฮ์ที่ได้รับการยืนยันไว้แล้ว" (ดู หนังสือ เอี๊ยะหฺยาอ์ อุลูมิดดีน เล่ม 1 หน้า 276)

5. อิมาม อัล-มุหัดดิษ อิบนุ อัล-เญาซีย์ อัลหัมบาลีย์ (598 ฮ.ศ.)

ท่านอิบนุ อัล-เญาซีย์ กล่าวว่า "บิดอะฮ์ หมายถึง การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วก็ได้อุตริกรรมกันมา และส่วนมากแล้ว บิดอะฮ์ที่ผิดหลักการนั้น มันจะค้านกับหลักชาริอะฮ์ และทำให้เกิดการเพิ่มเติมและตัดทอนขึ้นในชาริอะฮ์ เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่ได้อุตริกรรมขึ้นมาใหม่ โดยไม่ขัดแย้งกับหลักชาริอะฮ์และไม่ทำให้เกิดการเพิ่มเติมและตัดทอน(หลักชาริอะฮ์)แล้ว สะลัฟส่วนมากแค่รังเกียจมัน และพวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงจากทุก ๆ คนที่ทำบิดอะฮ์ ซึ่งแม้ว่าสิ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่ให้กระทำได้ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งหลักการเดิม นั่นก็คือ การเจริญรอยตาม ซึ่งจะเห็นได้จากคำพูดของท่านซัยด์ บิน ษาบิต ที่ว่า

ท่านเซดฺ บิน ษาบิตได้กล่าวกับท่านอบูบักรและท่านอุมัร (ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา) ในขณะที่ทั้งสองกล่าวแก่เขา ว่า "ท่านจงรวบรวมอัลกุรอาน" (ท่านเซดฺ บิน ษาบิต จึงกล่าวว่า) ท่านทั้งสองจะกระทำการสิ่งหนึ่งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ไม่เคยกระทำกระนั้นหรือ ? "

หลังจากนั้น ท่านอิบนุ อัลเญาซีย์ได้กล่าวต่อไปว่า "แท้จริงกลุ่มซอฮาบะฮ์นั้น จะระวังทุก ๆ บิดอะฮ์ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นไรก็ตาม เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยที่บรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ที่ไม่ขัดแย้งกับหลักชะรีอะฮ์ และไม่ค้านกับชะรีอะฮ์นั้น พวกเขามีความเห็นว่า ให้กระทำมันได้ และถือว่าไม่เป็นไร เช่น การที่ท่านอุมัรได้รวบรวมผู้คนทำการละหมาดตะรอวิหฺ 20 ร่อกะอัตในเดือนร่อมาฏอน และกล่าวว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

(ดู หนังสือ ตัลบีส อิบลีส หน้า 7)

6. อิมาม อบู ชามะฮ์ อับดุรเราะห์มาน บิน อิสมาอีล อัลมุก๊อดดิซีย์ อัชขาฟิอีย์ (665 ฮ.ศ.)

ท่านอบู ชามะฮ์ กล่าวว่า " สิ่งที่กระทำขึ้นมาใหม่นั้น ถูกแบ่งออกเป็น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์(บิดอะฮ์ที่ดี) และบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ (แล้วท่าน อบู ชามะฮ์ ก็อ้างอิงคำพูดของอิมามชาฟิอีย์ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) จากนั้น ท่านอบู ชามะฮ์กล่าวว่า " ฉันขอกล่าวว่า แท้จริง มันก็เป็นอย่างเช่นดังกล่าว เพราะท่านนบี(ซ.ล.) ส่งเสริมให้มีการละหมาดสุนัตในเดือนร่อมะฏอน โดยที่ท่านนบี(ซ.ล.) ได้กระทำที่มัสยิด โดยที่ซอฮาบะฮ์บางส่วนได้ทำการละหมาดตามท่านนบีเพียงไม่กี่คืน หลังจากนั้น ท่านนบี(ซ.ล.) ได้ทิ้งการละหมาดดังกล่าวในรูปแบบญะมาอะฮ์ โดยท่านนบี(ซ.ล.)ให้เหตุผลในเรื่องดังกล่าวว่า เกรงจะถูกฟัรดูแก่พวกเขา ดังนั้น เมื่อท่านนบี(ซ.ล.)ได้เสียชีวิต แล้วการปฏิบัติดังกล่าวก็ยุติลง ช่วงหลังจากนั้น บรรดาซอฮาบะฮ์จึงลงมติให้ทำการละหมาด(ตะรอวิหฺ)ในเดือนรอมาฏอนที่มัสยิดแบบญะมาอะฮ์ เพื่อเป็นการฟื้นฟูเอกลักษณ์ที่อัลเลาะฮ์ทรงใช้ และได้ส่งเสริมให้กระทำมัน วัลลอฮุอะลัม

จากที่ได้กล่าวมานี้จึงสามารถสรุปได้ว่า บรรดาบิดอะฮ์หะสะนะฮ์นั้น บรรดาปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามได้ลงมติเห็นพร้องว่า อนุญาติให้กระทำได้ และยังมีหวังได้ผลบุญ สำหรับผู้ที่มีเจตนาที่ดี โดยที่บิดอะฮ์นั้น จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่และสอดคล้องกับกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ของหลักศาสนา (ชะรีอะฮ์) และจะต้องไม่มีข้อห้ามตามหลักศาสนาหากได้กระทำมัน (ดู อัลบาอิษ อะลา อินการิลบิดะอ์ วัลหะวาดิษ ของท่าน อบี ชามะฮ์ หน้า 93)

ท่านอบู ชามะฮ์ ได้ให้คำนิยามของบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ จากคำพูดของท่านที่ว่า "บรรดาปวงปราชญ์แห่งโลกอิสลามได้ลงมติเห็นพร้องว่า อนุญาติให้กระทำได้" ซึ่งเขาหมายถึงบุคคลที่คำพูดของเขานั้น เป็นที่ยอมรับในเรื่องการอิจญฺมาอ์ ดังนั้น ผู้ที่ไม่เป็นที่ยอมรับกับคำพูดของเขา ก็ถูกคัดออกไป เช่นคำกล่าวของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ และผู้ที่มีแนวทางเดียวกับเขา เพราะฉะนั้น จึงไม่อนุญาตให้กับผู้ที่คัดค้านทัศนะคำกล่าวนี้ เนื่องจากเป็นการแหวกมติของประชาชาติอิสลาม และการแหวกมติของประชาชาติอิสลามนั้น เป็นสิ่งที่หะรอม

7. ท่าน อิบนุ อัล-อะษีร

ท่านอิบนุ อัล-อะษีร กล่าวว่า "บิดอะฮ์ มี 2 ประเภท คือบิดอะฮ์ที่อยู่ในทางนำ และบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลง เพราะฉะนั้น สิ่งใดก็ตามที่ขัดแย้งกับสิ่งที่อัลเลาะฮ์และร่อซูล(ซ.ล.) ทรงใช้นั้น ย่อมอยู่ในกรอบของการถูกตำหนิและปฏิเสธ และสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้การครอบคลุมสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงใช้และส่งเสริม หรือสิ่งที่ร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) เรียกร้องและส่งเสริม ก็ย่อมอยู่ในกรอบแห่งการสรรเสริญ" จากนั้น ท่านอิบนุ อัล-อะษีร ทำการยกตัวอย่างบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ด้วยคำกล่าวของท่านอุมัร เกี่ยวกับละหมาดตะรอวิหฺ ว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

จากนั้น ท่านอิบนุ อัล-อะษีร กล่าวว่า " บิดอะฮ์(จากคำกล่าวของท่านอุมัรนี้) แก่นแท้แล้ว คือซุนนะฮ์ เพราะท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า

فعليكم بسنتى وسنة الخلفاء الراشدين

"พวกท่านจงยึดซุนนะฮ์ของฉัน และแนวทางของบรรดาคอลิฟะฮฺผู้ทรงธรรม"

และท่านร่อซุล กล่าวอีกว่า

إقتدوا بالذين من بعدى أبى بكر وعمر

" และพวกท่านจงดำเนินตาม บุคคลทั้งสองหลังจากที่ฉัน(ได้เสียชีวิตไปแล้ว) เขาทั้งสองคือ อบูบักรและอุมัร"

และหากเราได้ดำเนินตามความหมายตามนี้ ก็สามารถตีความ อีกหะดิษหนึ่งที่ว่า

(كل محدثة بدعة)

"ทุกสิ่งที่ทำขึ้นใหม่นั้นเป็นบิดอะฮ์"

คือ แท้จริง ท่านร่อซูล(ซ.ล.)หมายถึง ทุก ๆ สิ่งที่ขัดกับหลักพื้นฐาน(อุซูล)ต่าง ๆ ของชะริอะฮ์และไม่สอดคล้องกับซุนนะฮ์ " (ดู หนังสือ อันนิฮายะฮ์ ฟี ฆ่อรีบ อัลหะดีษ เล่ม 1 หน้า 106 - 107)

8. อัลหาฟิซฺ อิมาม มั๊วะหฺยุดดีน อันนะวาวีย์ (ร.ฏ.) (676 ฮ.ศ.)

ท่านอิมาม อันนะวาวีย์กล่าวว่า " คำว่า بَدَعَ คือ บิดอะฮ์ ตามหลักศาสนานั้น หมายถึง ทำให้เกิดขึ้นใหม่กับสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคสมัยของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) และ บิดอะฮ์ ก็แบ่งออกเป็น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์(บิดอะฮ์ที่ดี) และบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ ท่านชัยค์ อิมาม ปราชญ์ ผู้ซึ่งถูกลงมติถึงความเป็น ผู้นำและความมีเกียรติ และมีความแน่นแฟ้นอีกทั้งปราดเปรื่องในหลากหลายวิชาการ คือ อบู มุหัมมัด อับดุลอะซีซฺ บิน อับดุสสลาม (ร่อฮิมะหุลเลาะฮ์ วะ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ) ได้กล่าวไว้ ในตอนท้ายหนังสือ ก่อวาอิด อัลอะหฺกาม ว่า " และบิดอะฮ์ก็ถูกแบ่งออกเป็น บิดอะฮ์วายิบ บิดอะฮ์หะรอม บิดอะฮ์สุนัต บิดอะฮ์มักโระฮ์ และบิดอะฮ์มุบาห์

และแนวทางในการทราบถึงสิ่งดังกล่าวก็คือ การนำเอาบิดอะฮ์ไปวางไว้บนหลักเกนฑ์ต่างๆของชาริอะฮ์ (قواعد الشريعة) ถ้าหาก บิดอะฮ์ที่เข้าไปอยู่หลักการต่าง ๆ ที่วายิบ ก็เป็นบิดอะฮ์วายิบ และหากมันเข้าไปอยู่ในหลักการที่หะรอม ก็เป็นบิดอะฮ์หะรอม และหากมันเข้าไปอยู่ในหลักการต่างๆ ที่สุนัต ก็เป็นบิดอะฮ์ที่สุนัต และถ้าหากมันไปอยู่ในหลักการที่มักโระฮ์ ก็เป็นบิดอะฮ์มักโระฮ์ และถ้าหากมันเข้าไปอยู่ในหลัการที่มุบาห์ ก็เป็นบิดอะฮ์มะบาห์......(จากนั้นอิมาม อันนะวาวีย์กล่าวต่อว่า " ท่านอัลบัยอะกีย์ ได้รายงาน โดยสายรายงานของเขา ไว้ใน หนังสือ มะนากิบ อัช-ชาฟิอีย์ จากอิมามชาฟิอีย์(ร.ฏ.) ว่า

สิ่งที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น มี 2 ประเภท

(1) สิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่ ที่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ คำพูดที่ถูกรายงานมา และอิจญฺมาอ์ สิ่งที่นี้ย่อมเป็นบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลง

(2) สิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่จากคุณงามความดี ที่ไม่ขัดกับอันหนึ่งอันใด(ที่กล่าวมาแล้ว)นี้ และนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกทำขึ้นมาใหม่โดยไม่ถูกตำหนิ

ท่านอุมัรได้กล่าว เกี่ยวกับ(การรวม)ละหมาดตะรอวิหฺ ว่า

نعمت البدعة هذه

"เป็นบิดอะฮ์ที่ดี คือ(ตะรอวิหฺ) อันนี้"

หมายความว่า "การละหมาดตะรอวิหฺในคืนร่อมาฏอนนี้ คือสิ่งที่ทำขึ้นมาใหม่โดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเมื่อมีการกระทำมาแล้ว ก็ไม่เป็นการค้านให้กับสิ่งที่กล่าวมา " ( ดู หนังสือ ตะฮ์ซีบ อัลอัสมาอ์ วัลลู้เฆาะฮ์ ของท่านอิมาม อันนะวาวีย์ เล่ม 3 หน้า 22 - 23)

นั่นคือทัศนะของนักปราชญ์ส่วนมาก ที่กล่าวว่า บิดอะฮ์นั้น มีทั้งบิดอะฮ์ ที่ถูกตำหนิ และบิดอะฮ์ที่ถูกสรรเสริญ หรือแบ่งบิดอะฮ์ออกเป็น 5 ประเภทโดยเอาไปวางอยู่บนหลักการของหุกุ่มทั้ง 5 และข้อควรทราบเกี่ยวกับเรื่องบิดอะฮ์ก็คือ หากเราไปอ่านพบอุลามาอ์สะลัฟและคอลัฟที่กล่าวถึงคำว่า "บิดอะฮ์" เฉยๆ คือกล่าวแบบมุฏลัก ( مطلق ) โดยไม่มีข้อแม้หรือคำที่มาจำกัดคุณลักษณะของมาต่อท้าย นั่นก็ย่อมหมายถึง บิดอะฮ์ที่ลุ่มหลงหรือบิดอะฮ์หะรอมและถูกตำหนิที่ส่วนมากเขาใช้กัน แต่หากว่าเป็นบิดอะฮ์ที่กล่าวแบบมุก๊อยยัด ( مقيد ) คือมีคำที่มาจำกัดต่อท้าย ก็ย่อมไม่ใช่หมายถึงบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลง เช่นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ บิดอะฮ์มุบาห์ บิดอะฮ์มักโระฮ์ เป็นต้น

ตัวอย่างจากคำกล่าวของสะลัฟ เช่นคำกล่าวของท่านอิบนุมัสอูด ที่ว่า

اتبعوا ولا تبتدعوا فقد كفيتم

" พวกท่านจงเจริญตาม และพวกท่านอย่าอุตริบิดอะฮ์ขึ้นมา เพราะพวกท่านเพียงพอแล้ว" ดู หนังสือ มัจญฺมะอ์ อัลซะวาอิด เล่ม 1 หน้า 88

ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า

ما أتى على الناس عام إلا أحدثوا فيه بدعة، وأماتوا فيه سنة حتى تحي البدع وتموت السنن

" ปีหนึ่งจะไม่ผ่านผู้คนไป นอกจากพวกเขาจะอุตริบิดอะฮ์หนึ่งขึ้นมา และพวกเขาก็ทำให้ตายกับซุนนะฮ์หนึ่ง จนกระทั้งบรรดาบิดอะฮ์นั้นฟื้นขึ้นมาและบรรดาซุนนะฮ์ก็ได้ตายลงไป" ดู หนังสือ มัจญฺมะอ์ อัลซะวาอิด เล่ม 1 หน้า 88

อิหม่ามมาลิก บุตร อะนัสกล่าวว่า

من ابتدع في الإسلام بدعة يراها حسنة فقد زعم أن محمدا صلى الله عليه وسلم خان الرسالة، لأن الله يقول: (اليَومَ أكْمَلْتُ لَكُم دِينَكُمْ) فما لم يكن يومئذ دينا فلا يكون اليوم دينا

"ผู้ใดอุตริบิดอะฮหนึ่งขึ้นมาในอิสลาม โดยเห็นว่ามันดี แน่นอนเขาย่อมอ้างว่า แท้จริงมุหัมหมัด ศอลฯ นั้น ไม่ซื่อสัตย์ต่อสาส์นแห่งพระเจ้า เพราะว่าอัลลอฮทรงกล่าวว่า (วันนี้เราได้ให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกเจ้าแล้ว) เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่ไม่เป็นศาสนาในวันนั้น ในวันนี้มันก็ไม่เป็นศาสนาด้วย" โปรดดูอัลเอียะติศอม เล่ม 1 หน้า 149

จากที่ได้กล่าวมาแล้วสักครู่นี้ จะได้เห็นได้ว่า คำกล่าวของซอฮาบะฮ์ที่เกี่ยวกับบิดอะฮ์นั้น ก็คือบิดอะฮ์ที่อยู่ในความหมายแบบมุฏลัก (مطلق ) ที่อยู่ในความหมายประเภทบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลงเท่านั้น และโปรดทำความเข้าใจให้ดี ไม่เช่นนั้น หลักการศาสนาจะขัดแย้งกันเอง แต่ความเป็นจริงแล้วศาสนาอิสลามมีความสมบูรณ์ ไม่มีการขัดแย้งกันเอง แต่ความเข้าใจของผู้ที่อวดรู้บางคนต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการ จึงทำให้โลกมุสลิมวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้

และคำกล่าวของอิมามมาลิกก็เช่นเดียวกัน เพราะบิดอะฮ์ที่อิมามมาลิกกล่าวถึงนั้น คือบิดอะฮ์ที่ลุ่มหลง บิดอะฮ์ที่ไม่มีรากฐานมาจากศาสนา หากผู้ใดเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เขาย่อมเป็นผู้อ้างว่าท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ไม่ซื่อสัตย์ต่อสาส์นของอัลเลาะฮ์ และบรรดาอุลามาอ์มัซฮับมาลิกีย์ ก็ไม่ได้เข้าใจว่า บิดอะฮ์ ที่อิมามมาลิกกล่าวไว้นั้น หมายถึงบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ที่มาจากบิดอะฮ์วายิบ บิดอะฮ์สุนัต หรือบิดอะฮ์มุบาห์แต่อย่างใด ดังนั้นท่านผู้อ่านพึงพิจารณาให้ดีไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย

ท่านอิบนุหะญัร ได้กล่าว วิจารณ์คำกล่าวท่านอุมัร(ร.ฏ.) ที่ว่า نعمت البدعة هذه ดังนี้

البدعة: أصلها ما أحدث على غير مثال سابق، وتطلق في الشرع في مقابل السنّة فتكون مذمومة والتحقيق أنها إن كانت مما يندرج تحت مستحسن فى الشرع فهى حسنة وإن كانت مما يندرج تحت مستقبح فهى مستقبحة وإلا فهى من قسم المباح

ความว่า " บิดอะฮ ที่มาของมันคือ สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน และคำว่าบิดอะฮ์อย่างเดียว ( مطلق ) (คือพูดโดยใช้คำว่า"บิดอะฮ์"เพียงลำพังตัวเดียว)ในทางบทบัญญัติ ได้ถูกนำมาใช้เรียกกับสิ่งที่ตรงข้ามกับซุนนะฮ์ จึงถือว่าเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิ จากการตรวจสอบพบว่า บิดอะฮ์นั้น หากมันเข้าไปอยู่ภายใต้สิ่งที่นับว่าดีตามหลักการของศาสนา มันก็คือ (บิดอะฮ์)หะสะนะฮ์(บิดอะฮ์ที่ดี) และหากว่ามันเข้าไปอยู่ภายใต้สิ่งที่ถือว่าน่ารังเกียจ มันก็คือบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ และถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น(หมายถึงไม่เป็นทั้งบิดอะฮ์ทั้งสองประเภท) ก็ถือว่า มันเป็น ประเภทที่มุบาห์" ( ดู ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 4 หน้า 253)

ท่านชัยค์ ด๊อกเตอร์ อลี ญุมอะฮ์ มุฟตีแห่งประเทศอียิปต์ ได้กล่าวหลังจากอธิบายคำนิยามบิดอะฮ์ตามหลักภาษา แล้วก็กล่าวคำนิยามตามหลักศาสนาว่า

(คำนิยาม)บิดอะฮ์ตามหลักศาสนา

บรรดาปวงปราชญ์ได้ให้คำนิยามคำว่า บิดอะฮ์ ตามหลักศาสนาไว้สองแนวทางด้วยกันคือ

หนทางที่ 1. คือแนวทางของท่าน อิซซุดดีน บิน อับดุสลาม โดยที่ท่านได้พิจารณาว่า แท้จริงสิ่งที่ท่านนบี(ซ.ล.)ไม่เคยกระทำนั้น เป็นบิดอะฮ์ และท่านได้แบ่งบิดอะฮ์ออกเป็นหุกุ่มต่างๆ โดยท่านกล่าวว่า "(บิดอะฮ์คือ)การกระทำที่ไม่เป็นที่รู้จักกันในสมัยของท่านร่อซุลเลาะฮ์(ซ.ล.) คือมันแบ่งออกเป็น บิดอะฮ์วายิบ บิดอะฮ์หะรอม บิดอะฮ์สุนัต บิดอะฮ์มักโระฮ์ และบิดอะฮ์มุบาห์.....(โปรดอ่านเพิ่มตามจากคำนิยามของ อิบนุ อับดุสลามที่ได้นำเสนอมาแล้วข้างต้น)" (ดู ก่อวาอิด อัลอะหฺกาม ฟี มะซอลิหฺ อัลอะนาม เล่ม 2 หน้า 204)

ท่านอิมาม อันนะวะวีย์ ได้สนับสนุนกับความหมายดังกล่าวว่า "ทุก ๆ การกระทำที่ไม่เคยมีในสมัยของท่านนบี(ซ.ล.) เรียกว่าบิดอะฮ์ แต่ส่วนหนึ่งเป็นบิดอะฮ์ที่ดี (หะสะนะฮ์) และส่วนหนึ่งเป็นบิดอะฮ์ที่ขัดแย้งกับดังกล่าว" (ดู ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 2 หน้า 394)

หนทางที่ 2. คือทำความเข้าใจความหมายของบิดอะฮ์ตามหลักศาสนา(ตามแนวทางแรก)นั้น ให้เจาะจงเฉพาะ(บิดอะฮ์ตาม)หลักภาษา และ(ให้จำกัด)บิดอะฮ์ตามหลักศาสนาไว้กับบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิเท่านั้น คือ(อุลามาอ์ที่อยู่ในหนทางนี้)จะไม่เรียก บิดอะฮ์วายิบ บิดอะฮ์สุนัติ บิดอะฮ์มุบาหฺ และบิดอะฮ์มักโระฮ์ (ตามแนวทางของท่านอิบนุอับดุสลาม) ว่า "เป็นบิดอะฮ์" ส่วนผู้ที่มีแนวความคิดที่ว่า คือ ท่าน อิบนุร่อญับ (ร.ห.) ซึ่งได้อธิบายความหมายดังกล่าวว่า " จุดมุ่งหมายของบิดอะฮ์นั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ ที่เกิดมาจากสิ่งที่ไม่มีรากฐานแห่งหลักศาสนาที่บ่งชี้ถึง แต่สำหรับสิ่งที่มีรากฐานแห่ง่หลักการของหลักศาสนาที่บ่งถึงนั้น ก็ย่อมไม่ใช่บิดอะฮ์ แต่หากว่า มันเป็นบิดอะฮ์ก็ตามหลักภาษาเท่านั้น(ไม่ใช่เป็นบิดอะฮ์ตามหลักศาสนา" (ดู ญาเมี๊ยะอฺ อัลอุลูม วะ อัลหิกัม หน้า 223 )

ในความเป็นจริงแล้ว สองแนวทางนี้ ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันตามแก่นแท้เนื้อหาที่ของความเข้าใจจากคำว่า"บิดอะฮ์" (กล่าวคือสอดคล้องในด้าน การกระทำใด ๆ ก็ตาม ที่ไม่มีรากฐานดังเดิมตามหลักศาสนา ย่อมเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิตามทัศนะของอิบนุรอญับ และเป็นบิดอะฮ์หะรอมตามทัศนะของท่านอิซซุดดีนบินอับดุสลาม) แต่ต่างกันตรงที่ แนวทางการวินิจฉัยที่นำไปสู่ความเข้าใจที่ตรงกัน คือ บิดอะฮ์อันถูกตำหนิ ที่เป็นการกระทำจะได้รับบาปนั้น คือบิดอะฮ์ที่ไม่มีรากฐานในศาสนาที่บ่งบอกถึง ซึ่งมันก็คือ จุดมุ่งหมายของคำกล่าวของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)ที่ว่า "ทุกบิดอะฮ์นั้นลุ่มหลง" (ทั้งหมดนี้ ถ่ายทอดจาก หนังสือ อัลบะยาน หน้าที่ 204 - 205 ฟัตวาที่ 50)

เพราะฉะนั้น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ก็คือ ซุนนะฮ์ นั่นเอง ซึ่งท่าน อิบนุ อะษีร ได้กล่าวยืนยันไว้ว่า

والبدعة الحسنة فى الحقيقة سنة، وعلى هذا التأويل يحمل حديث " كل محدث بدعة" على ما خالف أصول الشريعة، وما لم يخالف السنة

"และในความเป็นจริงแล้วบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ก็คือซุนนะฮ์นั่นเอง และให้อธิบายตามนัยนี้ หะดิษที่ว่า "ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น เป็นบิดอะฮ์" โดยหมายถึง สิ่งที่ขัดกับหลักพื้นฐานของศาสนา และสิ่งที่ขัดกับซุนนะฮ์ " ดู หนังสือ อันนิฮายะฮ์ เล่ม 1 หน้า 80 (ถ่ายทอดจากหนังสือ อัลบะยาน ลิมา ยัชฆ่อลุ อัลอัซฮาน หน้า 206 ฟัตวาที่ 50)

ดังนั้น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ตามทัศนะของท่าน อิบนุ ร่อญับ ก็คือบิดอะฮ์ตามหลักภาษาที่มีรากฐานที่มาจากหลักการของศาสนา เนื่องจากท่านอิบนุหาญิบได้จำกัดบิดอะฮ์ตามหลักศาสนาไว้เพียง บิดอะฮ์ที่ถูกตำหนิเท่านั้น คืออยู่ในรูปแบบสรุป(الإجمالى) และบิดอะฮ์ตามหลักภาษาที่มีรากฐานที่มาจากหลักการศาสนา คือ ซุนนะฮ์ ตามทัศนะของอิบนุรอญับนั่นเอง

แต่ตามทัศนะของอุลามาอ์ส่วนใหญ่ แบ่งบิดอะฮ์ออกเป็นสองประเภทตามที่ท่านอิมามอัช-ชาฟิอีย์ ได้กล่าวไว้ และบรรดาอุลามาอ์ก็เอา บิดอะฮ์สองประเภทของอิมามชาฟิอีย์นี้ มาวินิจฉัยโดยวางบนมาตรฐานของฮุกุ่ม5 แล้วแบ่งออกเป็นแบบรายละเอียด(التفصيلى) เป็น5 ประเภท ดังนั้น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ ตามทัศนะของอุลามาอ์ส่วนใหญ่ คือบิดอะฮ์ที่ไม่ขัดกับอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ อิจมาอ์ และมีรากฐานจากหลักการของศาสนา ฉะนั้น หากบิดอะฮ์อยู่บนพื้นฐานของศาสนา หรืออยู่ภายใต้หลักการของศาสนาไม่ว่าจะมีรูปแบบหรือไม่มีรูปแบบ ก็ย่อมเป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ตามหลักศาสนา ซึ่งหากมันอยู่บนพื้นฐานที่หะรอมตามหลักศาสนา ก็ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม(หลงผิด) หากมันอยู่บนพื้นฐานที่วายิบ หรือสุนัตตามหลักศาสนา ก็ถือว่าเป็นบิดอะฮ์ที่ดี(แต่ท่านอิบนุร่อญิบบอกว่ามันเป็นซุนนะฮ์)

ดังนั้น ทั้งสองแนวทาง ถือว่า ดี ทั้งหมด โดยที่มีทัศนะตรงกันว่า"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่โดยมีรากฐานจากหลักศาสนา ย่อมเป็นสิ่งที่กระทำได้ แม้การเรียกชื่อจะต่างกันก็ตาม"


ย้อนกลับ - ต่อไป >>

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 10 July 2007 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
[ ย้อนกลับ ]

เชิงวิชาการ

  • วันสงกรานต์กับจุดยืนของมุสลิม
  • ก่อนสิ้นศาสนทูต
  • ความรักท่านนบี(ซ.ล.)ต่อจุดยืนการดูหมิ่นท่านนบี(ซ.ล.)ของเดนมาร์ก
  • อิสลาม คือ สายกลาง หลักการ และความเป็นจริง
  • อิสลามกับวันวาเลนไทน์
  • คำกล่าวของอิมามอัชชาฟิอีย์ เมื่อฮะดิษซอฮิห์ มันคือมัซฮับของฉัน
  • การเอียะอฺติกาฟ
  • การให้เกียรติผู้รู้
  • ความประเสริฐคืนนิสฟูชะอฺบาน
  • เดือนรอญับ
  • อิสลามกับประเด็นการขัดแย้งในด้านวินิจฉัย
  • กุนูตละหมาดซุบฮ์
  • เมาลิดรำลึกถึงนบี
  • สะลัฟและค่อลัฟ
  • อ่านอัลกุรอ่านที่กุโบร
  • ทำบุญให้แก่คนตาย
  • บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์
  • ตัลกีนมัยยัต
ยินดีต้อนรับ

คุณเป็นผู้ชมลำดับที่

how much traffic is going to my site

ตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2549

Who's Online

ขณะนี้มี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กระจายข่าว

RSS 2.0
ATOM 0.3
OPML
forum link

Advertisement


Advertisement

สมัครรับข่าวสารทาง email

ใส่ email เพื่อรับเนื้อหาที่อัพเดทจากเรา :


มุมมุสลิมะฮ์อะฮ์ลิสซุนนะฮ์ฯ

เอาเราะห์ของมุสลิมะฮฺต่อสตรีที่มิใช่มุสลิมเอาเราะห์ของมุสลิมะฮฺต่อสตรีที่มิใช่มุสลิม

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحْ

สิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีเลือดประจำเดือนสิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีเลือดประจำเดือน
    بِِِسْمِ اللهِ الّرحْمنِ¡
แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดต่อการแสดงความรักต่อภรรยาแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดต่อการแสดงความรักต่อภรรยา

ความโรแมนติกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

สตรีมุสลิมะฮ์ผู้มีเกียรติมักจะบอกว่า "ท่านนบีมุฮัมมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นแบบฉบับของบุรุษทั้งโลก"

นางฟ้ามีให้แก่บุรุษในสรวงสรรค์แต่ทำไมอัลเลาะฮ์ถึงไม่ตรัสยืนยันไว้แก่สตรี? นางฟ้ามีให้แก่บุรุษในสรวงสรรค์แต่ทำไมอัลเลาะฮ์ถึงไม่ตรัสยืนยันไว้แก่สตรี?

พวกที่ชอบสร้างความสงสัยในอิสลามมักจะกล่าวว่า อัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างยืดยาวเกี่ยวกับนางฟ้า (อัลฮูรุลอีน) ที่พระองค์ทรงตระเตรียมให้แก่บรรดาบุรุษในสรวงสวรรค์ โดยพระองค์ไม่ทรงตระเตรียมไว

Source by www.mambosolve.com

สอบถามปัญหาศาสนา นักศึกษาตอบ

๏ปฟ
ก่อนตั้งคำถามกรุณาค้นหาคำถามก่อนนะครับว่ามีคนถามแล้วหรือยัง ค้นหาที่นี้
กรุณาตั้งคำถามเป็นประโยคที่เข้าใจง่ายเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องท่านอื่น
[บทความ] เคยคิดมั้ยว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?" เน‚เธ”เธข beechern เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 10:50 am
[บทความ] ปู๊นๆๆ...รางรถไฟ...มีทางใดที่เราสามารถตัดสินใจเลือกได้บ้าง?... เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:03 am
[บทความ] ไข้เลือดออกและไข้ชิคุนกุนยา เน‚เธ”เธข กอ-กล้วย เธ.เธข. 05, 10, 11:47 am
[ถาม - ตอบปัญหาศาสนา] การตะวัสซู้ลคืออะไร เน‚เธ”เธข zulkif เธ.เธข. 03, 10, 04:11 pm
[บทความ] อยากให้อ่านกันเฉยๆๆ เน‚เธ”เธข มาลิกกุ๊กกิ๊กแห่งกรุงศรีอโยธยา เธ.เธข. 01, 10, 09:55 pm
[บทความ] นกกรงหัวจุก?ช่องว่างชิวิต!! เน‚เธ”เธข ????? เธ.เธข. 01, 10, 09:12 pm
[ถาม - ตอบปัญหาศาสนา] การมีลมออกจากช่องคลอดขณะละหมาด เน‚เธ”เธข WAWA เธ.เธข. 01, 10, 04:02 pm
ตั้งคำถามใหม่         ดูคำถามทั้งหมด


เว็บมาสเตอร์ที่ต้องการนำส่วนคำถาม สอบถามปัญหาศาสนา ไปติดเว็บไซต์ สามารถนำ code ข้างล่างนี้ไปติดเว็บไซต์ได้เลยครับ


ทดสอบสัญญาณ การบรรยาย จาก camfrog ห้อง muslimthai เวลา 21.00

&lt;a href="http://122.155.3.122:8067/" target="_blank"&gt;http://122.155.3.122:8067/&lt;/a&gt;

กระดานเสวนา

เธขเธดเธ™เธ”เธตเธ•เน‰เธญเธ™เธฃเธฑเธšเธ„เธธเธ“, เธšเธธเธ„เธ„เธฅเธ—เธฑเนˆเธงเน„เธ› เธเธฃเธธเธ“เธฒ เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš เธซเธฃเธทเธญ เธฅเธ‡เธ—เธฐเน€เธšเธตเธขเธ™ เธเธฃเธธเธ“เธฒเธ•เน‰เธญเธ™เธฃเธฑเธšเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเนƒเธซเธกเนˆ al-tarbiah, เธ„เธทเธญเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เธ„เธ™เนƒเธซเธกเนˆ
27 Spiders, 14 เธšเธธเธ„เธ„เธฅเธ—เธฑเนˆเธงเน„เธ›, 0 เธชเธกเธฒเธŠเธดเธ
MSN spider (15), Google spider (2), Facebook external (9), Yahoo spider
[มุมมุอัลลัฟและความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลาม] เสวนาร้านน้ำชาออนไลน์ เน‚เธ”เธข DadAmroS เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 06:02 am
[อัลกุรอาน] อัลกุรฺอาน คำแปลและคำอธิบาย สูเราะฮฺที่ 55 อัรฺเราะหฺมาน เน‚เธ”เธข Bangmud เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 01:58 am
[ประชาสัมพันธ์บอร์ด] อยากให้มี link ไปยังหน้าแรกของเวป SunnahStudent เน‚เธ”เธข hiddenmin เธงเธฑเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 01:00 am
[สนทนาศาสนธรรม] ลัยละตุ้ลก๊อดรฺ..........ถามหน่อยครับ เน‚เธ”เธข tatcha_jah ~? เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 11:37 pm
[สนทนาศาสนธรรม] ผู้หญิงเรียนสูง(ต่อโทต่อเอกเป็นต้น) ดีหรือไม่ มาเสวนากัน เน‚เธ”เธข tatcha_jah ~? เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 11:29 pm
[สนทนาศาสนธรรม] ถ้ารู้อย่างนี้ ยังจะกล้าทาน "อินทผาลัม" อีกไหม?! เน‚เธ”เธข มาลิกกุ๊กกิ๊กแห่งกรุงศรีอโยธยา เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 02:21 pm
[บทความ] เคยคิดมั้ยว่า "ทำไมต้องมียางลบอยู่บนหัวดินสอ?" เน‚เธ”เธข beechern เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 10:50 am
[ร่อมะฎอน] มันขนาดนั้นเลยหรือครับ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:48 am
[นิติศาสตร์อิสลาม( ฟิกห์ )] มาทายปริศนาเชิงฟิกห์กันครับ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:46 am
[นิติศาสตร์อิสลาม( ฟิกห์ )] ละหมาดฟัรดูไม่รู้ทิศ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:44 am
[มุมมุสลิมะฮ์] ช่วยคิดสูตรอาหารที่ทำจากอินทผลัมหน่อยค่ะ ^^ เน‚เธ”เธข ILHAM เน€เธกเธทเนˆเธญเธงเธฒเธ™เธ™เธตเน‰ เน€เธงเธฅเธฒ 04:35 am
[มุมมุสลิมะฮ์] แค่ได้คุยกับแม่...ความเครียดก็ทุเลาเบาบาง~* เน‚เธ”เธข Napat เธ.เธข. 06, 10, 03:08 pm
[มุมมุสลิมะฮ์] ครัวมุสลิมะฮ์ เน‚เธ”เธข Napat เธ.เธข. 06, 10, 03:01 pm
[ไฟล์เสียงบรรยาย,อัลกุรอ่านและคลิปวีดีโออื่น ๆ ] เดือนนอกเดือนใน...ใครตัดสิน อ.อาลี เสือสมิง เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:25 am
[บทความ] ปู๊นๆๆ...รางรถไฟ...มีทางใดที่เราสามารถตัดสินใจเลือกได้บ้าง?... เน‚เธ”เธข กูปีเยาะฮฺสะอื้น เธ.เธข. 06, 10, 10:03 am
[อัลกุรอาน] อัลกุรฺอาน คำแปลและคำอธิบาย (ตอนที่ 76 อัลอินสาน) เน‚เธ”เธข Bangmud เธ.เธข. 06, 10, 01:29 am
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] รับนักศึกษาภาคพิเศษปริญาตรีธุรกิจอิสลามศึกษา 2/53 เน‚เธ”เธข pareet เธ.เธข. 05, 10, 08:58 pm
[ประชาสัมพันธ์บอร์ด] รับนักศึกษาภาคพิเศษปริญาตรีธุรกิจอิสลามศึกษา 2/53 เน‚เธ”เธข pareet เธ.เธข. 05, 10, 08:56 pm
[บทความ] ไข้เลือดออกและไข้ชิคุนกุนยา เน‚เธ”เธข กอ-กล้วย เธ.เธข. 05, 10, 11:47 am
[ร่อมะฎอน] ถ่ายทอดสด ดุอาอฺคอตั่มที่มัสยิดฮารอม เน‚เธ”เธข JawhaR เธ.เธข. 05, 10, 11:43 am
[ร่อมะฎอน] หลักเอียะอฺติกาฟและถาม - ตอบ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:13 pm
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] รอมฎอนปีนี้... เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:10 pm
[ข่าวสารและสังคมมุสลิม] เรื่องของ บารากู่ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 10:07 pm
[ประชาสัมพันธ์ทั่วไป] แจกวารสารคุณภาพ เพื่อคนคุณภาพ "ดาวเดือนโดม" เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 09:58 pm
[มุมมุสลิมะฮ์] ^_^ต่อกลอนซ้อนภาพ^_^ เน‚เธ”เธข ILHAM เธ.เธข. 03, 10, 09:54 pm
ดูกระทู้ทั้งหมด
powered by joomla | joomla templates design by iboldesign