ผู้ที่ประกาศตนว่า เป็นซุนนะฮ์บางคน มักจะประกาศตนเองว่า พวกเขาตามบรรดาอิมามทั้งสี่ โดยหยิบยกคำพูดของบรรดาอิมามเหล่านั้น เพื่อมาสนับสนุนทัศนะของตนเอง ถึงแม้นว่าประเด็นนั้น จะขัดกับอิมามทั้งสี่ก็ตาม
อนึ่ง บรรดาคำกล่าวของอิมามทั้ง 4 เหล่านี้ ผู้ที่ไม่นิยมสังกัดมัซฮับ มักชอบนำมาอ้างให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาเข้าใจว่า พวกเขาอยู่ในมัซฮับของอิมามท่านนั้นท่านนี้ แม้ว่าจะมีทัศนะที่แตกต่างจากบรรดาอิมามทั้งสี่ก็ตาม ซึ่งมันเป็นบรรดาถ้อยคำที่พวกเขานิยมนำมาพูดกัน ไม่ว่าจะผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ต หนังสือ ซีดีปราศัย หรือทางการเรียนการสอนก็ตาม
ดังนั้นบรรดาคำพูดต่าง ๆ ของอิมามทั้งสี่ มีสำนวนที่ถูกต้องและสัจจริง แต่ทว่าส่วนมากแล้ว เป้าหมายของผู้ที่ชอบแอบอ้างนั้นมักผิด กล่าวคือ พวกเขาได้ค้นคว้า เมื่อเจอหะดิษบทหนึ่งที่บรรดาอุลามาอ์บอกว่า ซอฮิหฺ หรือไม่ว่าจะอยู่ในประเด็นใดประหนึ่งก็ตาม พวกเขาก็จะนำมันมาเป็นตัวกำหนด แล้วทิ้งบรรดาคำวินิจฉัยของบรรดาอุลามาอ์มัซฮับที่เกี่ยวข้องกับหะดิษนั้น ๆ และทิ้งคำกล่าวหรือคำวินิจฉัยของผู้ที่เชี่ยวชาญในหะดิษดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นตามทัศนะของมัซฮับบรรดาอิมามทั้งสี่ ดังนั้น การแอบอ้างถ้อยคำพูดต่าง ๆ ของบรรดาอิมาม จึงทำให้ผู้ทำศึกษาน้อย หลงเชื่อเข้าใจผิดในเป้าหมายของมัน ยิ่งกว่านั้นผู้ที่บางกลุ่มยอมรับว่าเขามีความรู้ ก็ยังขาดความเข้าใจ วัลลอฮุอะลัม
ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาของประเด็น ผมขอเกริ่นนำประเด็นบางอย่างที่คิดว่าเกี่ยวข้องและสามารถทำให้สะกิดใจของเราได้มากเลยทีเดียว ผู้ที่พยายามนำบรรดาคำกล่าวของอิมามทั้งสี่นำสนับสนุนแนวทาง(มัซฮับ)ของตนนั้น เขาพยายามที่จะยกคำกล่าวของบรรดาอิมามที่ว่า "เมื่อหะดิษซอฮิหฺ นั่นคือมัซฮับของฉัน" แต่ทำไมเราถึงไม่คิดกันบ้างว่า อัลกุรอานนั้น ซอฮิหฺสูงสุด แต่ทว่าการวินิจฉัยหลักการของอัลกุรอานที่ซอฮิหฺสูงสุดนั้น เหตุใดนักปราชญ์ถึงมีความขัดแย้งกันในการวินิจฉัย ทำไมอัลกุรอานที่ซอฮิหฺสูงสุดนักปราชญ์ยังต้องมีการวินิจฉัยที่แตกต่างกันไป แล้วจะนับประสาอะไรกับหะดิษซอฮิหฺ ซึ่งการวินิจฉัยย่อมเข้ามามีบทบาท และความแตกต่างย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แล้วอะไรคือแรงบรรดาลใจในการชอบแอบอ้างคำกล่าวของอิมามทั้งสี่ เพื่อมาสนับสนุนความเห็นของตนและแนวทางของตนที่เกี่ยวกับประเด็นวินิจฉัย
อัลกุรอานที่สุดยอดแห่งความซอฮิหฺ ก็มิใช่หมายความว่า อ่านแล้วแปลได้ จะทำการฮุกุ่มวินิจฉัยกันได้เลย เนื่องจากความซอฮิหฺสุดยอดของอัลกุรอานนั้น บางครั้งมีข้อบ่งชี้ของฮุกุ่มที่ไม่ชัดเจนและเด็ดขาด จึงจำเป็นต้องทำการวินิจฉัย ความแตกต่างในฮุกุ่มจึงเกิดขึ้น
อย่างเช่นหลักการพื้นฐานของฟิกห์(อุซูลุลฟิกห์) วินิจฉัย ของฮุกุ่มอัลกุรอาน อาทิเช่น
- บางอายะฮ์ถูกยกเลิกฮุกุ่มไปแล้ว และมีอีกอายะฮ์อื่นอีกมายกเลิก
- บางอายะฮ์มีความหมายที่ครอบคลุม ( عام ) และบางอายะฮ์ถูกทอนความหมาย (مخصَّص )
- บางอายะฮ์มีความหมายที่บ่งชี้แบบกว้าง ๆ ( مطلق ) และบางอายะฮ์ถูกจำกัดความหมายเอาไว้ ( مقيد )
- บางอายะฮ์มีความหมายที่ยังสรุป ๆ ไม่ชัดเจน ( مجمَل ) และบางอายะฮ์มาเป็นตัวอธิบาย ( مبين )
ดังนั้น หากมีอายะฮ์ที่มีความหมายครอบคลุมและมีอีกอายะฮ์หนึ่งที่มาทอนความหมาย ก็ให้ปฏิบัติอายะฮ์ที่มาทอนความหมาย และหากอายะฮ์ที่มีข้อบ่งชี้แบบกว้าง ๆ และมีอีกอายะฮ์หนึ่งมาจำกัดความหมายของมัน ก็ให้ปฏิบัติอายะฮ์ที่มาจำกัดความหมาย และหากมีอายะฮ์ที่ถูกยกเลิกฮุกุ่มไปแล้ว ก็ให้ปฏิบัติอายะฮ์ที่มายกเลิกฮุกุ่ม และหากมีอายะอ์ที่ยังมีข้อบ่งชี้ที่สรุปไม่ชัดเจน ก็ให้ปฏิบัตอายะฮ์ที่เป็นตัวอธิบายให้ความชัดเจน
จากสิ่งดังกล่าว เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้อายะฮ์อัลกุรอานจะมีความซอฮิหฺขั้นสูงสุด แต่บางครั้งก็จะนำมาปฏิบัติโดยตรงเลยไม่ได้ และยิ่งกว่านั้น หลักการพื้นฐานของฟิกห์ในการวินิจฉัยฮุกุ่มอัลกุรอาน บางครั้งมัซฮับอิมามทั้งสี่ ก็มีจุดยืนที่แตกต่างกันในการนำมาใช้วินิจฉัยตัวบท
เพราะฉะนั้น การที่บุคคลหนึ่งในปัจจุบันได้เข้าไปทำการวินิจฉัยด้วยตนเอง และได้รับผลลัพธ์ตามที่ตนคิดว่ามันถูกต้อง แล้วกล่าวอ้างว่ามันเป็นมัซฮับของบรรดาอิมามทั้งสี่ โดยอ้างคำพูดของพวกเขา เพื่อมาสนับสนุนแนวคิดของตนนั้น ถือว่า ยังขาดความเข้าใจอย่างหนัก ถึงขั้นอาจจะเป็นผู้แอบอ้าง
เมื่อการวินิจฉัยฮุกุ่มจากอัลกุรอาน ก็ยังข้อขัดแย้งกันในด้านวินิจฉัย ดังนั้นในส่วนประเด็นของ หะดิษ ย่อมมีมากกว่านั้น อย่างเช่นในกรณีของ ฮะดิษมุรซัล "คือฮะดิษที่สายรายงานระหว่างท่านนบีและตาบิอีนนั้น ขาดหายไป หมายถึง ไม่ได้กล่าว ซอฮาบะฮ์" ในกรณีดังกล่าวนี้ อิมามทั้งสี่มีความแตกต่างกันในการนำฮะดิษมุรซัลมาวินิจฉัยฮุกุ่มของนิติศาสตร์(ฟิกห์) ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮ์ , ท่านอิมามมาลิก , ท่านอิมามอะหฺหมัด มีทัศนะว่า ฮะดิษมุรซัลสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ แต่ท่าน อิมามอัชชาฟิอีย์ มีทัศนะว่า ฮะดิษมุรซัล ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ นอกจากต้องมีเงื่อนไข
ดังนั้น หากผู้รู้บางคน เข้าไปศึกษาหะดิษเองและเขามีจุดยืนที่ว่าฮะดิษมุรซัลไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ จึงไปยึดหลักฐานหะดิษซอฮิหฺที่อยู่ในความหมายที่ครอบคลุมหรือแบบกว้าง ๆ แล้วทำการฮุกุ่ม และก็พยายามบอกลูกศิษย์ของตนเองว่า ฮุกุ่มมีหะดิษซอฮิหฺรับรอง (ทั้งที่มันยังอยู่ในความหมายที่ครอบคลุมหรือกว้าง ๆ โดยเขาไม่ยอมเอาหะดิษมุรซัลมาทำการอ้างหลักฐาน) และแอบอ้างคำกล่าวของบรรดาอิมามเหล่านั้นข้างต้นเพื่อมาสนับสนุนแนวทางหรือแนวคิดของตนต่อบรรดาลูกศิษย์ที่ไม่มีความรู้ แน่แท้ว่า ผู้นั้นย่อมเป็นผู้แอบอ้างทัศนะของอิมามอบูหะนีฟะฮ์ , อิมามมาลิก , และอิมามอะหฺมัด อย่างไร้ความเข้าใจ
อีกตัวอย่าง เช่น กรณีของการกล่าวสามตกหนึ่ง หรืออย่าสามตกสาม ชีอะฮ์อิมามียะฮ์ , อิบนุหัซมิน , และท่านอิบนุตัยมียะฮ์ มีทัศนะว่า การกล่าวหย่า 3 กับภรรยาด้วยถ้อยคำเดียว ยกเพียงแค่หนึ่ง แต่อิมามทั้งสี่ มีทัศนะว่า การกล่าวหย่า 3 ด้วยถ้อยคำเดียว ตกหย่า 3 ตามนั้น ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ ได้อ้างหลักฐานจากซอฮิหฺมุสลิม แต่ท่านอิมามอะหฺมัด กล่าวว่า หะดิษดังกล่าว ซาซฺ (แหวกแนว) ขัดกับหะดิษที่ซอฮิหฺกว่า อิมามชาฟิอีย์ไม่ยึดหะดิษดังกล่าว เนื่องจากท่านมีสายรายงานหนึ่งที่ชัดเจนและแน่นอนกว่า จึงไม่เอาหะดิษที่รายงานโดยมุสลิมที่ท่านอิบนุตัยมียะฮ์นำมาเป็นหลักฐาน ดังนั้น หากผู้รู้คนใดยึดฮะดิษของท่านมุสลิมที่ซอฮิหฺ ที่กล่าวว่า หย่าสามในถ้อยคำเดียวตกแค่หนึ่ง แล้วอ้างว่า นั่นคือมัซฮับของอิมามชาฟิอีย์ เป็นมัซฮับของอิมามอะหฺมัด เพราะมีหะดิษรายงานที่ซอฮิหฺ ผมขอกล่าวว่า ผู้ที่แอบอ้างคำกล่าวของบรรดาอิมามทั้งสี่ข้างต้นนั้น กล่าวแอบอ้างอย่างไร้ความเข้าใจที่รุนแรง และอาจจะขึ้นขั้นโกหกต่อบรรดาอิมามเหล่านั้น วัลอิยาซุบิลลาห์
จุดมุ่งหมายคำกล่าวของอิมามทั้งสี่ ในความหมายที่ว่า
إذا صح الحديث فهو مذهبى
"เมื่อหะดิษซอฮิหฺ(ถูกต้อง) มันคือมัซฮับของฉัน"
ถ้อยคำกล่าวของบรรดาอิมามทั้งสี่นี้ คือได้กล่าวคำพูดแก่บรรดาสานุศิษย์ของพวกเขา ซึ่งสานุศิษย์เหล่านั้นล้วนแต่เป็นนักปราชญ์และนักหะดิษ ซึ่งอิมามทั้งสี่หมายถึงว่า "เมื่อหะดิษซอฮิหฺตามหลักมูลฐานนิติศาสตร์(อุซูลุลฟิกห์)และหลักการต่าง ๆ (เชิงนิติศาสตร์อิสลาม) ในการยึดถือฮะดิษและการฮุกุ่มของพวกเขา แต่ไม่ใช่หมายความว่า ถ้อยคำดังกล่าวมีให้สำหรับคนเอาวามทั่วไป จนกระทั่งเป็นเหตุให้พวกเขาได้นำมาปฏิบัติ(แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์)ในทุกประเด็นที่พวกเขาเพียงแค่รู้ว่ามันเป็นหะดิษซอฮิหฺ"
ท่านอิมามมาลิก (ร.ฮ.) ได้ทำการวินิจฉัยฮุกุ่มหนึ่ง แล้วกล่าวแก่บรรดาสานุศิษย์ของท่านว่า "พวกท่านจงพิจารณาเกี่ยวกับมันซิ เพราะมันเป็นเรื่องศาสนาและไม่มีคนหนึ่งคนใดหลังจากท่านนบี นอกจากจะถูกยึดเอาจากคำกล่าวของเขาก็ได้ และถูกปฏิเสธก็ได้ นอกจากท่านนบี เท่านั้น" ดู หนังสือ อัลมีซาน อัลก๊อบรอ ของท่านอิมาม ชะอฺรอนีย์ เล่ม 1 หน้า 210
ท่านอัลบัยฮะกีย์ ได้รายงานจากท่านอิมามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ว่า "เมื่อหะดิษซอฮิหฺ(ถูกต้อง) มันคือแนวทางของฉัน" อัลมีซาน อัลก๊อบรอ เล่ม 1 หน้า 213
ท่านอิมามอัชชาฟิอีย์ได้กล่าว กับท่าน อัรรอเบี๊ยะอฺ บิน สุลัยมาน เช่นกันว่า "ท่านอย่าตักลีดตามฉันในทุก ๆ สิ่งที่ฉันได้กล่าว และท่านจงพิจาณาในสิ่งดังกล่าวให้กับตัวท่านเอง เพราะมันเป็นเรื่องศาสนา" อัลมีซาน อัลก๊อบรอ เล่ม 1 หน้า 213
เราจะพบว่า อิมามอัชชาอีย์และอิมามมาลิก ได้กล่าวถ้อยคำเหล่านั้น แก่บรรดาสานุศิษย์ที่ทรงความรู้ เป็นนักหะดิษ และเป็นนักมุจญฮิดที่ทำการวินิจฉัยได้
ท่านอิมามอัชชะอฺรอนีย์ กล่าวว่า "มีชายคนหนึ่งได้ถามท่านอิมามอะหฺมัดเกี่ยวกับกรณีการตัดลีดตามอุลามาอ์ท่านหนึ่งที่อยู่ในสมัยนั้น ดังนั้น ท่านอิมามอะหฺมัดกล่าวว่า "ท่านอย่าตักลีดตามฉัน อย่าตักลีดตามท่านมาลิก , ท่านเอาซะอีย์ , และบุคคลอื่น แต่ท่านจงยึดเอาฮุกุ่มต่าง ๆ ตามที่พวกเขาได้ยึดถือ(หมายถึงให้ทำการวินิจฉัยจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ อิจญมาอ์ กิยาส เป็นต้น) คำกล่าวของท่านอิมามอะหฺมัดนี้ มีให้กับบุคคลที่ความสามารถในการวินิจฉัยบรรดาหลักการต่าง ๆ จากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ และบรรดานักปราชญ์ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า การตักลีดนั้นจำเป็นสำหรับคนเอาวามทั่วไป เพื่อไม่ให้เขาหลงออกจากศาสนา" อัลมีซาน อัลก๊อบรอ เล่ม 1 หน้า 218
ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮ์ (ร.ฏ.) กล่าวว่า "ไม่บังควรสำหรับผู้ที่ไม่ทราบถึงหลักฐานของฉัน ทำการฟัตวาด้วยคำพูดของฉัน" ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮ์นั้น เมื่อท่านได้ทำการฟัตวา มักจะกล่าวว่า "นี้คือแนวคิดของ อันนั๊วะมาน บิน ษาบิต - หมายถึงตัวท่านเอง - ซึ่งมันคือสิ่งที่เราทุ่มเทความสามารถที่ดีที่สุดแล้ว ดังนั้น ผู้ใดที่นำมาด้วยกับสิ่งที่ดีกว่า เขานั้นย่อมมีความถูกต้องกว่า" ดู หนังสือ อัลยะวากีต วะ อัลญะวาฮิร ของท่านอิหม่าม อัชชะอฺรอนีย์ เล่ม 2 หน้า 96
ซึ่งคำกล่าวของอิมามอบูหะนีฟะฮ์นี้ เฉกเช่นเดียวกับคำพูดของอิมามอะหฺมัด หมายถึง พูดกับบรรดานักวิชาการที่มีคุณสมบัติและมีศักยภาพพอในการวินิจฉัย ก็ให้เขาทำการวินิจฉัย(อิจญฺฮาด) ไม่ใช่หมายถึง คนเอาวามทั่วไป ที่หมกมุ่นอยู่กับการทำมาหากิน สติปัญญาและความเข้าใจของพวกเขานั้น ไม่ถึงระดับของบรรดานักปราชญ์มุจญฺฮิด
ผู้ที่พยายามฉวยโอกาส เอาคำว่า "เมื่อฮะดิษซอฮิหฺ นั่นคือมัซฮับฉัน" ไปประกาศว่า นี่หะดิษซอฮิหฺน่ะ เมื่อซอฮิหฺแล้ว ก็เป็นมัซฮับชาฟิอีย์ด้วยเช่นกัน ผมขอกว่ามันผิดเป้าหมายแล้ว เนื่องความเป็นจริงแล้ว การที่เราจะแอบอ้างว่านั่นเป็นมัซฮับชาฟิอีย์ เพราะเขาไปเจอหะดิษที่ซอฮิหฺ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่กล่าวอ้างเช่นนั้น และสิ่งที่อิมามชาฟิอีย์กล่าวนั้น ไม่ใช่หมายความว่า ทุกคนที่เห็นหะดิษที่ซอฮิหฺ แล้วมากล่าวว่า นั่นคือมัซฮับชาฟิอีย์ เนื่องจากบางครั้ง
1. มีหะดิษที่ซอฮิหฺ ที่ขัดกับคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์ โดยที่หะดิษซอฮิหฺดังกล่าวอิมามชาฟิอีย์ก็ได้รับมาแล้ว แต่หะดิษนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วตามทัศนะของอิมามชาฟิอีย์
2. หรือท่านอิมามได้ทำการตีความที่เป็นการเฉพาะจากการวินิจฉัยของท่าน หรือท่านอิมามชาฟิอีย์พบว่ามีหะดิษที่ซอฮิหฺกว่า หรือมีฮะดิษที่มีความหมายบ่งชี้ถึงที่ชัดเจนกว่า
3. หรือหะดิษซอฮิหฺนั้นมีความหมายแบบกว้างๆ แล้วมีหะดิษอื่นมาจำกัดความหมายของมัน
4. หรือหะดิษนั้นมีความหมายที่ครอบคลุม แล้วมีหะดิษอื่นมาทอนความหมายเป็นการเฉพาะ เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ อิมามชาฟิอีย์จึงทิ้งการปฏิบัติกับหะดิษซอฮิหฺนี้ไป เพราะฉะนั้น จึงไม่อนุญาตให้คนหนึ่งคนใดกล่าวแอบอ้าง เมื่อเขาได้พบหะดิษหนึ่งที่ซอฮิหฺโดยไปขัดแย้งกับคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์ แล้วบอกว่าหะดิษนี้คือคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์ นอกจากเสียว่าเขาได้ทำการตรวจสอบอย่างหนักและค้นคว้าอย่างสมบูรณ์ จากตำราต่างๆ ของอิมามชาฟิอีย์ และบรรดาหนังสือของสานุศิษย์ของท่าน ว่าหะดิษนี้อิมามชาฟิอีย์ได้รับแล้วหรือยัง ? เมื่อได้รับแล้ว อะไรคือสาเหตุที่อิมามชาฟิอีย์ต้องละทิ้งหะดิษนี้ ?(ดูเพิ่มเติมจาก บทนำ หนังสือ มัจญฺมั๊วะ ของท่านอิมามอันนะวาวีย์ เล่ม 1 หน้า 62 - 63
ท่านอิมาม อันนะวาวีย์ (ร.ฏ.) ได้กล่าวอธิบายว่า
"ท่านอิมาม อิบนุซอลาหฺ กล่าวว่า สิ่งที่อิมามชาฟิอีย์ได้กล่าวไว้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากนักปราชญ์ฟิกห์ทุกคนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติโดยพละการด้วยหะดิษที่เขาคิดว่าเป็นหลักฐานได้ และเคยมีผู้ที่ได้ดำเนินตามแนวทางแบบนี้จากอุลามาอฺมัซฮับชาฟิอีย์บางท่าน กล่าวคือเขาปฏิบัติหะดิษที่อิมามชาฟิอีย์ละทิ้งโดยเจตนา ทั้งที่หะดิษนั้นซอฮิหฺ เนื่องจากมีอุปสรรคมาทำให้เขาไม่ทราบข้อเท็จจริง หรือมันได้ซ้อนเร้นจากเขา(จากสาเหตุที่อิมามชาฟิอีย์ละทิ้งหะดิษซอฮิหฺ) เช่น ท่าน อบี อัลวะลีด มูซา บิน อบี อัลญารูด ผู้ที่เป็นศิษย์คอยติดตามอิมามชาฟิอีย์ ซึ่งเขาได้กล่าวว่า " หะดิษที่ว่า ผู้ที่กรอกเลือดและผู้ที่ถูกกรอกเลือด นั้นเสียศีลอด" นั้น เป็นหะดิษที่ซอฮิหฺ ดังนั้นฉันขอกล่าวว่า " อิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ผู้ที่กรอกเลือดและผู้ที่ถูกกรอกเลือดนั้น เสียศีลอด " เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาสานุศิษย์ของอิมามชาฟิอีย์ได้ทำการคัดค้านสิ่งดังกล่าวจากคำพูดของ อบี อัลวะลีด เพราะอิมามชาฟิอีย์ ได้ทิ้งหะดิษนี้ ทั้งที่รู้ว่ามันซอฮิหฺ ก็เนื่องจากว่า หะดิษดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วตามทัศนะของอิมามชาฟิอีย์ และอิมามชาฟิอีย์ได้อธิบายชี้แจงเกี่ยวกับการยกเลิกของหะดิษนั้นแล้ว และได้อ้างหลักฐานยืนยันต่อสิ่งดังกล่าวแล้ว " ท่านอิบนุ คุซัยมะฮฺ กล่าวว่า " ฉันไม่รู้เลยว่า จะมีซุนนะฮฺของร่อซูลุลเลาะฮฺ(ซ.ล.) ในเรื่องหะลาล หรือหะรอม ที่อิมามชาฟิอีย์จะไม่ได้บรรจุมันเอาไว้ในตำราของท่าน " นั่นคือความมีเกียตริและความเป็นผู้นำของท่านอิบนุคุซัยมะฮฺในวิชาหะดิษและฟิกห์ และท่านได้รอบรู้ถึงตัวบทต่างๆ ของอิมามชาฟิอีย์ ในฐานะอันเป็นที่รู้จักกัน " สรุปจาก คำกล่าวของอิมาม อันนะวาวีย์ ดู บทนำ หนังสือ อัล-มัจญฺมั๊วะ ของอิมามนะวาวีย์ เล่ม 1 หน้า 63
ประเด็นที่ท่าน อิมามนะวาวีย์ ได้ให้การยอมรับ โดยถ่ายทอดคำกล่าวของท่านอิบนุซอลาห์ คือ กรณีที่ท่านอิบนุซอลาห์ได้กล่าวว่าหากพบหะดิษซอฮิหฺจะไปอ้างว่าเป็นมัซฮับชาฟิอีย์ไม่ได้เสมอไป และไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างอย่างนั้น คือเมื่อเห็นหะดิษซอฮิหฺแล้วจะนำมาปฏิบัติแล้วกล่าวอ้างอย่างพละการว่าเป็นมัซฮับของอิมามชาฟิอีย์นั้นไม่ได้
ดังนั้น หากพบว่าหะดิษซอฮิหฺแล้ว จะนำมาปฏิบัติเลยนั้น อย่าเพิ่งประมาท เพราะหะดิษซอฮฺหฺนั้น
1. บางครั้งมีความหมายแบบกว้าง ๆ ซึ่งจะนำมาใช้โดยตรงไม่ได้หากว่ามีหะดิษซอฮิหฺอีกหะดิษหนึ่งที่มาจำกัดความหมายของมัน ซึ่งหะดิษที่มาจำกัดความหมายต้องมาอยู่ก่อน
2. หากหะดิษซอฮิหฺหนึ่งมีความหมายแบบครอบคลุมก็ย่อมจะนำมาใช้อย่างพละการไม่ได้หากว่ามีหะดิษซอฮิหฺอื่นอีกที่มาทอนความหมายของมัน ซึ่งหะดิษที่มาทอนความหมายนั้นต้องนำมาอยู่ก่อน
3. หากหะดิษซอฮิหฺที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ก็จะนำมาใช้ไม่ได้อย่างแน่นอนโดยต้องทิ้งการปฏิบัติมันไป
4. บางครั้งมีตัวบทหะดิษซอฮิหฺที่ความหมายคลุมเครือและมีความหมายหลายนัย ก็อย่าเพิ่งนำมาปฏิบัติโดยพละการ เพราะต้องตรวจดูหลักวินิจฉัยของปราชญ์มุจญฮิดเสียก่อน
5. บางครั้งตัวบทหะดิษซอฮิหฺที่บ่งถึงการห้ามนั้นจะนำมาใช้ปฏิบัติและหุกุ่มผู้อื่นเลยยังไม่ได้ เพราะต้องตรวจสอบดูหะดิษซอฮิหฺบทอื่นเสียก่อนที่อาจจะเป็น(กอรีนะฮ์)ที่มีข้อบ่งชี้แวดล้อมที่มาผินความหมายของหะดิษซอฮิหฺบทแรกให้อยู่ในความหมายการห้ามในรูปแบบอื่นที่ไม่เด็ดขาด เช่นเป็นมักโระฮ์
6. บางครั้งมีหะดิษซอฮิหฺบทหนึ่งมาระบุแต่ปรากฏว่ามีหะดิษซอฮิหฺอีกหะดิษหนึ่งที่มาค้านกัน ก็ต้องใช้หลักการรวมหลักฐานหากเป็นได้ หรือต้องละทิ้งหะดิษซอฮิหฺอีกบทหนึ่ง เช่นด้วยหลักการที่ว่า หะดิษที่มายืนยันย่อมอยู่ก่อนหะดิษที่มาปฏิเสธ
ดังนั้น หลักนิติศาสตร์อิสลาม มีหลักการที่ละเอียดละออและรัดกุม ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะมาศึกษาเอาเองหรือเจอหะดิษในเชิงนิติศาสตร์แล้วก็จะนำมาใช้ปฏิบัติเลยนั้น อย่าเพิ่งใจร้อนและพละการแอบอ้างว่านั่นคือมัซฮับชาฟิอีย์
ได้มีการรายงานจากท่าน อบี อัลหะซัน มุฮัมมัด บิน อับดุลมาลิก อัลกะระญีย์ อยู่มัซฮับชาฟิอีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 532) ซึ่งท่านเป็นนักปราชญ์ฟิกห์และหะดิษ แต่เขาไม่ทำการอ่านกุนูตในละหมาดซุบฮิ และกล่าวว่า "หะดิษที่ซอฮิหฺตามทัศนะของฉันนั้น คือ ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทิ้งกุนูตในละหมาดซุบฮิ" จากนั้น เขากล่าวว่า "ในคืนหนึ่ง ฉันได้ฝันเห็นท่าน ชัยค์ อบู อิสหาก อัชชีรอซีย์ (ผู้แต่งหนังสืออัลมุฮัซซับที่อิมามอันนะวาทำการอธิบายเป็นหนังสือมัจญฺมั๊วะ) แล้วฉันก็ให้สลามแก่เขา แล้วก็ต้องการที่จะจูบมือ แต่ท่านชัยค์ได้ยับยั้งไว้ ฉันจึงกล่าวว่า "โอ้นายของฉัน , ฉันเป็นหนึ่งจากบรรดาสานุศิษย์ของท่าน และท่านได้กล่าวระลึกหนังสืออัลมุฮัซซับ ที่เป็นหนังสือประพันธ์ของท่าน ในการใช้สอน ดังนั้น ท่านชัยค์กล่าวแก่ฉันว่า "เหตุใดท่านถึงทิ้งกุนูตในละหมาดซุบฮิ? " ฉันจึงตอบว่า "เพราะแท้จริง อิมามอัชชาฟิอีย์ กล่าว เมื่อหะดิษซอฮิหฺจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกท่านจงละทิ้งคำพูดของฉันและจงยึดหะดิษของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะสิ่งดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นคำพูดของฉัน" ดังนั้น สิ่งนี้(หมายถึงการไม่อ่านกุนูตในละหมาดซุบฮิ) ย่อมเป็นคำพูดของอิมามชาฟิอีย์เช่นกัน ดังนั้น ฉันจึงเข้าไปอธิบายหะดิษพร้อมกับท่านชัยค์ โดยท่านสดับรับฟัง จนกระทั่งยิ้มให้แก่ฉัน... เรื่องนี้ท่านอัซซัมอานีย์ ได้เล่าว่า อาจารย์ของเรา คือ อัลหาฟิซฺ อัดดิมยาฏีย์ ได้กล่าวไว้ใหน หนังสือ อัศศ่าลาตุลวุศฏอ ต่อไป ว่า "ในขณะที่ฉันได้อ่านเรื่องดังกล่าวกับเขา ฉันจึงทำการทิ้งกุนูตซุบฮิในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น ฉันได้ทราบว่า หะดิษที่ซอฮิหฺจากท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮะอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น คือการที่ท่านนบีทิ้งกุนูตในละหมาดซุบฮิที่เกี่ยวกับการขอดุอาอ์กุนูตแช่งพวกเราะอฺล์ และ ซักวาน และละทิ้งกุนุตดังกล่าวในละหมาดเวลาอื่นจากซุบฮิ แต่สำหรับการดุอาอ์กุนูตแบบปกติในช่วงหลังจากยืนขึ้นจากร่อกั๊วะในละหมาดซุบฮินั้น มีหะดิษที่ อีซา บิน ฮามาน(คืออบูญะฟัรอัรรอซีย์) ทำการรายงาน...ดังนั้น ฉันจึงกลับไปอ่านดุอาอ์กุนูต และในปัจจุบันฉันก็ทำการอ่านกุนูต โดยที่ไม่มีสิ่งใดเป็นข้อสงสัยในคำพูดของอิมามอัชชาฟิอีย์ แต่ทว่ามันเป็นความบกพร่องที่เกิดขึ้นแก่เราในการพิจารณาบางประเด็น" ดู หนังสือ มะนา เกาลิลอิมามอัลมุฏลิบีย์ อิซาเซาะหัลหะดิษ ฟะฮุวะมัซฮะบีย์ ของท่านชัยค์ อัลก่อรอฟีย์ หน้า 112
ดังนั้น จุดมุ่งหมายคำกล่าวของอิมามทั้งสี่ ในความหมายที่ว่า
إذا صح الحديث فهو مذهبى
"เมื่อหะดิษซอฮิหฺ(ถูกต้อง) มันคือมัซฮับของฉัน"
คำกล่าว ณ ตรงนี้ มีอยู่ สองข้อสังเกตุด้วยกัน คือ
1. หะดิษซอฮิหฺ ตามหลักพิจารณาของนักหะดิษ
2. หะดิษซอฮิหฺ ให้กับการปฏิบัติของมุจญฺฮิด โดยดำเนินตามหลักการและกฏเกนฑ์ในการวินิจฉัยต่อหะดิษของเขา
ดังนั้น ไม่ใช่ว่า ทุก ๆ หะดิษที่ซอฮิหฺ นักมุจญฮิดจะนำมาปฏิบัติเสมอไป และบางครั้งหะดิษฏออีฟในสายรายงาน โดยที่บรรดาอิมามและนักปราชญ์ของประชาชาติอิสลาม ก็ทำการปฏิบัติด้วยกับหะดิษฏออีฟดังกล่าว เพราะคำนึงว่า หะดิษดังกล่าวมีหลักการแวดล้อมมาสนับสนุน หรือว่าหะดิษดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ(ก่อวาอิด)ต่าง ๆ ของศาสนา ดังนั้น การปฏิบัติของพวกเขานี้ทำให้หะดิษซอฮิหฺและความมีน้ำหนักมาสนับสนุน
"ท่านอิมาม อัตติรซีย์ ได้กล่าวหลังจากรายงานหะดิษที่ว่า
من جمع بين الصلاتين من غيرعذر فقد أتى باباَ من أبواب الكبائر
"ผู้ใดที่รวมระหว่างสองละหมาดโดยไม่มีอุปสรรค เพราะได้เปิดประตูหนึ่ง จากบรรดาประตูแห่งบาปใหญ่"
حنش (ชันช์) นี้คือ อบูอะลี อัรร่อหะบีย์ คือ หุซัยน์ บิน กัยส์ ซึ่งเขานั้น ฏออีฟ ตามทัศนะของนักหะดิษ ท่านอิมามอะหฺมัดและท่านอื่น ๆ กล่าวฏออีฟกับเขา แต่นักปราชญ์ทำการปฏิบัติหะดิษดังกล่าวนี้" (ท่านอิมามอัศสะยูฏีย์กล่าวว่า) ท่านอิมามอัตติรมีซีย์ ได้ชี้ถึงว่า หะดิษนั้นถูกสนับสนุนด้วยคำกล่าวของนักปราชญ์ แท้จริง มีนักปราชญ์ไม่ใช่คนเดียวกล่าวชัดเจนว่า จากหลักฐานที่ทำให้หะดิษซอฮิหฺ ก็คือ ทัศนะคำกล่าวของนักปราชญ์ที่เกี่ยว(หรือสอดคล้อง)กับหะดิษนี้ หากแม้นว่าไม่มีสายรายงานที่ถูกยึดถือได้ก็ตาม" ดู หนังสือ อัตตะอักกุบาต อะลา อัลเมาฏูอาต หน้า 12
ผมหวังว่าพี่น้องคงเข้าใจเป้าหมายคำกล่าวของบรรดาอิมามที่มีบางกลุ่มชอบนำมาแอบอ้างเพื่อสนองทัศนะของตนเอง ไม่มากก็น้อยนะครับ
วัลลอฮุอะลัม